บทความพิเศษ
ปะทะ ความคิด
บรรณาธิการ คนเขียน
จาก มนุษยภาพ
ในความเห็นของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ต่อบทความเรื่อง “มนุษยภาพ” ใน “ไทยใหม่” เน้นไปยังความหมายนัยสำคัญที่อยู่ระหว่างบรรทัดก็คือ มนุษย์ทุกคนควรเสมอภาคทัดเทียมกัน
อย่างน้อยก็ในแง่ของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน ซึ่งว่าไปแล้วเป็นความคิดที่ “ราดิคัล” ยิ่งนัก
การที่กุหลาบให้น้ำหนักแก่ความเป็นมนุษย์ว่า โดยตัวมันเองแล้วถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดได้นั้นอย่างหนึ่งก็เพราะมองเห็นศักยภาพและคุณสมบัติพื้นฐานร่วมกันของคนทุกคน
นั่นคือ การมีเหตุผลและความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล
คนจึงเข้าใจโลกและตัวเองได้ พัฒนาการของคนโดยทั่วไปจึงสามารถยกระดับและเข้าถึงความดีงามอันเป็นสัจธรรมได้
เพียงแต่ให้โอกาสและเงื่อนไขทางสังคมแก่เขาก็แล้วกัน
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ รู้สึกว่าข้อนี้ต้องนับว่ากุหลาบเป็นนักคิดสมัยใหม่ที่แท้จริง (เทียบเท่ากับนักคิดเช่น วอลแตร์ รุสโซ คานต์ และเฮเกล เป็นต้น) เพราะสามารถมองเห็นถึงลักษณะทั่วไปอันเป็นสากลของคนไทยได้
โดยทะลวงผ่านโลกทรรศน์และคติไทยเดิมทั้งหลายที่เป็นอุปสรรคและบิดเบือนการทำให้คนไทยสามัญชนมีฐานะเทียบเท่าเสมอกับคนทั้งโลกได้
ปรับฐานะ มนุษย์
เป้า “มนุษยภาพ”
ความเชื่อมั่นในมนุษยภาพนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้กุหลาบเขียนบทความนี้ขึ้นมา ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ได้ยกข้อความที่กุหลาบกล่าวนำเมื่อนำบทความนี้ไปพิมพ์ใหม่ในหนังสือพิมพ์ “ศรีกรุง” ว่า
“ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ด้วยความมุ่งหมายที่จะปรับฐานะของมนุษย์ให้ได้ระดับอันที่ทุกคนควรจะเปนได้” (ศรีกรุง, 10 มกราคม 2474)
ปัญหาอันใหญ่หลวงที่กุหลาบเผชิญในการแสดงความคิดเห็นเรื่อง “มนุษยภาพ” จากมุมมองของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ซึ่งเขียนภายหลังการศึกษาอย่างครบถ้วนอยู่ที่ว่า
ผู้อ่านและสังคมจะรับความจริงได้หรือไม่
“อันว่าการเขียนเรื่องมนุษยภาพนี้ได้ตั้งมโนปรารถนาที่จะเขียนด้วยความรู้สึกอันจริงใจ และมั่นหมายให้ท่านทั้งหลายอ่านด้วยความรู้สึกชนิดเดียวกัน แม้จะขัดกับหลักความคิดของผู้อื่น
ข้าพเจ้าก็พอใจ”
ชะตากรรม “ศรีบูรพา”
ชะตากรรม มนุษยภาพ
เช่นนี้เองเมื่อนำเอาชะตากรรมของการตีพิมพ์ “มนุษยภาพ” กับชะตากรรมของหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ “ไทยใหม่” ต่อเนื่องไปยัง “ศรีกรุง” มาเป็นมาตรวัดว่าเป็นความสำเร็จ หรือว่าเป็นความล้มเหลว
ก็จะได้ “คำตอบ” อันสอดรับกับสภาพความเป็นจริงในทางการเมืองและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อตีพิมพ์ใน “ไทยใหม่” ฉบับประจำวันที่ 8 และวันที่ 11 ธันวาคม 2474
หนังสือพิมพ์ก็ต้องถูก “ปิด” ชั่วคราวโดยคำสั่งของเจ้าของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และเพื่อนใน “คณะสุภาพบุรุษ” ก็ต้องตกงาน
เมื่อนำมาตีพิมพ์ใน “ศรีกรุง” วันที่ 10 วันที่ 16 และ 21 ธันวาคม 2474
ผลที่ตามมาก็คือ หนังสือพิมพ์ “ศรีกรุง” ถูกคำสั่งจากเจ้าพนักงานการพิมพ์ปิดและรุนแรงถึงขั้นต้องนำเอาโซ่มาล่าม
ทุกสายตาย่อมทอดมองไปยัง กุหลาบ สายประดิษฐ์
และเมื่อ “ศรีบูรพา” เขียนเรื่องสั้นในชื่อ “ทำงาน ทำเงิน” ออกมาโดยผ่านคำพูดของ ดุสิต สมิโตปกรณ์
ก็ยิ่งได้คำตอบที่ใกล้เคียงกับความจริงอันเกิดขึ้นเป็นอย่างสูง
ย้อนกลับ ทำงาน-ทำเงิน
เงาสะท้อน ความคิด
เมื่อ ดุสิต สมิโตปกรณ์ ปรากฏเงาร่างในบ้านของเพื่อน 2 คนพร้อมกับคำพูด “ผมมาอยู่ด้วยคน”
พลางโยนหมวกลงไปบนที่นอนแล้วโยนตัวตามลงไปทีหลัง
“บ๊ะ!” เป็นเสียงอุทานของเพื่อน “เห็นจะออกจากงานอีกแล้วซีนี่” เมื่อเห็นเพื่อนที่มาใหม่พยักหน้าก็ครางขึ้น
“ซวยฉิบหายเลย ทำไมมาออกจากงานในเวลาไล่ๆ กัน”
“มันเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้” เป็นคำตอบจาก ดุสิต สมิโตปกรณ์ อันนำไปสู่อีกคำถามจากเพื่อนอีกคน
“แล้วก็สาเหตุที่ออก เล่าให้เราฟังอย่างละเอียด”
ความจริง บทสนทนาที่ยกมาเป็นลำดับคนจำนวนหนึ่งเคยเห็นและได้อ่านมาแล้ว แต่หากนำเอาคำบอกเล่าจากปากของ ดุสิต สมิโตปกรณ์ มาจำแนกแยกแยะอย่างจริงจัง
ก็จะได้ความเป็นจริงอันแฝงอยู่ในลักษณะความนัย
ปะทะ ทาง ความคิด
ไทยใหม่ กับ ศรีบูรพา
มันไม่มีอะไรมากนอกจากถ้าไม่ใช่ความบ้าของเจ้าบรรณาธิการก็คงเป็นความบ้าของผมเอง
เมื่อวานนี้ผมเขียนความเห็นเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่เราพอใจที่สุด
เจ้าบรรณาธิการเขาเอาไปตรวจและบันทึกมาว่า “เขียนเสียใหม่ ยังไม่เหมาะกับทางการ”
ผมถามว่า “ทางการมาอะไรกันอีก”
เขาตอบ “ทางการของหนังสือพิมพ์นี้”
ผม “หนังสือพิมพ์นี้รักความจริงหรือเปล่า”
เขา “รักซี ทำไม”
ผม “แล้วเรื่องที่ฉันเขียนมันไม่ใช่ความจริงเช่นนั้นหรือ”
เขา “ใช่หรอก แต่มันอาจเป็นภัยได้ เราต้องรักตัวของเราก่อน”
ผม “ฉันรักตัวของฉันมาก แต่ฉันยังรักความจริงยิ่งกว่า”
เขาทำท่าไม่พอใจ พูดเสียงสะบัดว่า “โปรดอย่ามาเถียงกันให้เสียเวลา เอาไปเขียนเสียใหม่เถอะ”
ผมฉวยเรื่องกลับมาที่โต๊ะ
เขียนหนังสือสองสามตัวเป็นใจความว่า “ฉันขอลาออกจากหน้าที่ผู้ช่วยบรรณาธิการ สั่งจ่ายเงินเดือนเท่าที่ฉันควรจะได้”
เขาทำหน้าเลิ่กลั่กถามว่า “นั่นแหละ เป็นเรื่องที่ฉันได้เขียนขึ้นใหม่”
เจ้าบรรณาธิการพูดเสียงอ่อยว่า “เธอไปตรองดูให้ดีก่อน อย่าหุนหันพลันแล่น”
ผมว่า “ฉันไม่มีอะไรจะต้องตรอง ในชีวิตฉันจะเขียนเรื่องได้สองครั้งเท่านั้น คือ เรื่องนี้กับเรื่องแรก”
วรรณกรรม กับ สังคม
วรรณกรรม ความคิด
เมื่ออ่านคำบอกเล่าของ ดุสิต สมิโตปกรณ์ แล้ว แต่ละท่านเกิดนัยประหวัดไปยังเรื่องอะไรและ ณ สถานการณ์ใด
ไม่น่าจะเป็นเรื่องอันเกิดขึ้นที่ “ไทยใหม่” และ “ศรีกรุง”
ไม่น่าจะเป็นเรื่องอันเนื่องแต่ “มนุษยภาพ” เพราะในความเป็นจริง “มนุษยภาพ” ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ “ไทยใหม่” ฉบับประจำวันที่ 8 และวันที่ 11 ธันวาคม 2474 แล้วมีปัญหา
ตีพิมพ์ต่อไปไม่ได้และ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ออกจาก “ไทยใหม่”
ขณะเดียวกัน ในความเป็นจริง “มนุษยภาพ” ก็ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ “ศรีกรุง” ตั้งแต่ฉบับประจำวันที่ 10 วันที่ 16 และวันที่ 21 มกราคม 2474 แล้วมีปัญหา
หนังสือพิมพ์ “ศรีกรุง” ถูกปิด
กระนั้น หากอ่านความเห็นของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประสานกับความเห็นของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ น่าจะเนื่องจาก “มนุษยภาพ” เป็นสำคัญ
เพียงแต่สำแดงออกด้วยท่วงทำนองแบบ “นักประพันธ์” มากกว่า “บทความ”
