เกิดไม่ทันหรอก แต่มีประวัติศาสตร์อ้างอิงบอกได้ว่ากว่า 100 ปีก่อนครั้งที่สยามหรือไทยยังให้สัมปทานป่าไม้กับบริษัทข้ามชาตินั้นป่าสักทองทางภาคเหนือของไทยเป็น 1 เดียวในโลกที่ล้ำค่า
ไม้สักอายุตั้งแต่ 50 ปีไปจนถึงหลายร้อยปี มีลำต้นขนาดใหญ่ 3-4 คนโอบหรือเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 เมตรเป็นขนาดมาตรฐานหวานคอบริษัทต่างชาติที่ได้สัมปทาน
เล่ากันว่า ไม้สักอุตรดิตถ์ที่ชื่อว่า “มเหสักข์” ลำต้นมีขนาดอลังการถึง 10 คนโอบ
“ไม้ซุง” ในอดีตจึงมีใหญ่โตเกินกว่าที่คนยุคปัจจุบันจะจินตนาการ
สำนวนโบราณที่ว่า “ไม้ซีกงัดไม้ซุง” จึงสื่อความหมายว่า อย่าได้คิดกระทำในสิ่งที่จะเหนื่อยเปล่า ไม้ซีกหรือไม้ชิ้นเล็กๆ บางๆ ขืนไปงัดกับไม้ซุงมีแต่สะบั้น
กระนั้นในภายหลังมีการปลุกขวัญว่า “ไม้ซีก” ถ้านำมามัดรวมกันจำนวนมากให้แน่นหนาก็สามารถจะเขยื้อน “ไม้ซุง” ได้ สื่อความหมายถึงจิตใจที่กล้าหาญ ไม่จำนนต่อพลังที่แข็งแกร่งหรืออิทธิพลที่เหนือกว่า ถึงแม้จะเป็น “ไม้ซีก” แต่ถ้ารวมพลังกันได้และมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมก็สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
“ซุน ยัตเซ็น” แท้จริงก็เป็นคุณหมอ ว่าไปแล้วก็แค่ไม้ซีก แต่ด้วยจิตใจที่กล้าหาญและรักความเป็นธรรมจึงลุกขึ้นมาชักชวนผู้คนนำไปสู่การโค่นล้มราชวงศ์ชิง เปลี่ยนจากจีนหายนะที่ฟอนเฟะฉ้อฉลคดโกงเป็นจีนใหม่ที่มุ่งหมายจะทะยานในโลกกว้าง
ตอนที่ “โฮจิมินห์” คิดการใหญ่นั้นก็ยังเป็นแค่ “ไม้ซีก” ใครจะคิดว่า “ลุงโฮ” ล้มยักษ์ได้นำความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินมาสู่ประเทศเวียดนาม ไม่เพียงแต่เท่านั้นในปี 1987 องค์การยูเนสโกยังประกาศยกย่อง “โฮจิมินห์” ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
เรื่องไม้ซีกงัดไม้ซุงที่มีความหมายในทางปลุกขวัญผู้คนให้ลุกขึ้นมาแสดงพลังจึงมีอยู่ไม่น้อย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เหตุการณ์ในโบกี้รถไฟฟ้าสายหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งทนเห็นพฤติการณ์วัยรุ่นต่างชาติกลุ่มหนึ่งที่ส่งเสียงดังสร้างความเดือดร้อนรำคาญในพื้นที่สาธารณะไม่ไหว เธอขอร้องด้วยภาษาและท่าทีสุภาพให้วัยรุ่นต่างชาติกลุ่มนั้นลดระดับเสียงให้เบาลง
แต่ถูกกลุ่มวัยรุ่นต่างชาติกลุ่มนั้นถากถางดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างหยาบคาย ทั้งยังแสดงกิริยาลามกอย่างคึกคะนอง
ในเหตุการณ์นั้นมีคนไทยจำนวนหนึ่งร่วมอยู่ด้วย แน่นอนว่าบางคนเลือกที่จะคอยสังเกตการณ์ไปก่อนที่จะมีปฏิกิริยาอันใด บางคนอาจทนเดือดร้อนรำคาญกับพฤติการณ์วัยรุ่นต่างชาติกลุ่มนั้นไปก่อนโดยคิดเสียว่า “ใช้เวลาอีกไม่นาน” เมื่อถึงสถานีปลายทาง ความปกติก็จะกลับคืนมา
แต่หญิงผู้กล้าหาญ 1 เดียวเลือกที่จะไม่ยอมจำนนกับพฤติการณ์ทำลายบรรยากาศอันควรของพื้นที่สาธารณะ
และเมื่อการขอร้องล้มเหลว เธอจึงนำคลิปไปโพสต์ในสื่อโซเชียลพร้อมตั้งคำถามว่า “เราผิดที่บอกให้เขาเงียบ หรือเขาผิดที่เสียงดัง”
เท่านั้นเอง โลกโซเชียลไทยก็อลหม่าน ทัวร์นับไม่ถ้วนมุ่งตรงไปยังสถานทูตอิตาลีในไทย จนสถานทูตต้องออกหนังสือชี้แจงแสดงความเสียใจต่อการกระทำนั้น
ซึ่งต่อมากลุ่มโจ๋ต่างชาติคณะนั้นก็ทำคลิปออกมาขอโทษ
กระทั่งเรื่องไปจบที่โรงพักสำเหร่ เสียค่าเปรียบเทียบปรับให้กับพฤติการณ์ที่ซ่อนเร้นไว้ซึ่งการเหยียดทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม
ถามว่า กรณีที่มีเสียงคำรามจะดำเนินคดีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่ง iLaw ที่ลุกขึ้นเอาการเอางานกับการขุดคุ้ย “คดีฮั้ว ส.ว.” นั้นบอกความหมายอะไร
ใช่การฟ้องปิดปาก หรือที่เรียกว่า SLAPP หรือไม่
ผู้มีอำนาจเหนือกว่า กลุ่มทุนที่มีอิทธิพลเงินเหนือกว่า ลงมือจัดการหรือฟ้องนักเคลื่อนไหวย่อมชี้บอกถึงจุดมุ่งหมายข่มขู่ กลั่นแกล้ง ให้เกิดความกลัว เป็นภาระค่าใช้จ่ายกับผู้ที่ออกมาแผ่ข้อมูลหลักฐานในประเด็นสาธารณประโยชน์
นายยิ่งชีพหอบเอาหลักฐานไปใส่มือให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน เพิ่มเติมหวังจะให้ฝ่ายค้านใช้เวทีรัฐสภา “ตรวจสอบ” นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี กับคนอื่นๆ รวม 9 คน ว่ามีความเกี่ยวข้องอันใดกับคดีฮั้ว ส.ว.นั้น จะว่าไปแล้ว นายยิ่งชีพก็แค่คนตัวเล็ก
นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีเป็น “บุคคลสาธารณะ” ที่อาสามาใช้อำนาจรัฐเพื่อบริหารกิจการบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรือง
กรณีถูกพาดพิงแทนที่จะแจ้งความดำเนินคดีหรือฟ้องร้อง นายกรัฐมนตรีควรจะเชื้อเชิญและท้าทายให้ค้นหาและพิสูจน์ความจริง
ในคดีฮั้ว ส.ว. คนแจ้งข่าวเพื่อประโยชน์ของสาธารณะไม่น่าจะผิด แต่ “ผู้กระทำผิด” ตัวจริงก็ไม่ควรจะลอยนวล
อย่าลืมว่ามีพยานจำนวนหนึ่งกับหลักฐานจำนวนหนึ่งชี้ชัดว่ามีนักการเมืองและพรรคการเมืองเคลื่อนไหวกันอย่างเอิกเกริกตั้งแต่ขั้นวางแผน ระดมคน เช่าสถานที่นัดพบปะ จัดตั้งวางคนตั้งแต่ระดับจังหวัด กระทั่งจัดทำโพยและโหวตเลือก ซึ่งบัดนี้เวลาล่วงผ่านไปกว่า 2 ปีแล้ว จึงเกรงกันว่า “ส.ว.” ชุดปัจจุบันจะปฏิบัติหน้าที่ครบวาระก่อน “คดีฮั้วเลือก ส.ว.” จะสิ้นสุด
ถ้า “กกต.” เร่งรัดทำหน้าที่ รวบรวมพยานหลักฐาน ไต่สวนได้รวดเร็ว ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยนานจนติดขัดพากันรู้สึกอึดอัด และคดีถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาในเวลาอันควร อุณหภูมิแห่งความกังวลของสังคมก็จะลดระดับลง
ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม
ได้อะไรขึ้นมาถ้า ส.ว.ชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระก่อนที่คดีฮั้ว ส.ว.จะสิ้นสุด!?!!!
