ศึกเมืองนนท์ เดิมพันมากกว่าเก้าอี้นายก อบจ. ‘ผึ้งหลวง’ ต้องพิสูจน์ว่ามรดกเดิมยังอยู่ ‘สีส้ม’ ต้องพิสูจน์คะแนนพรรคเป็นคะแนนคน
บทความพิเศษ | เทวินทร์ อินทรจำนงค์
ศึกเมืองนนท์
เดิมพันมากกว่าเก้าอี้นายก อบจ.
‘ผึ้งหลวง’ ต้องพิสูจน์ว่ามรดกเดิมยังอยู่
– ‘สีส้ม’ ต้องพิสูจน์คะแนนพรรคเป็นคะแนนคน
การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี วันที่ 20 กันยายน 2569 กำลังเข้าสู่โค้งสำคัญ และไม่ควรถูกลดรูปให้เป็นเพียงการเลือกตั้งซ่อมเพื่อหาผู้มารับช่วงต่อจาก พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ผู้ล่วงลับ
เพราะสิ่งที่กำลังถูกตัดสินจริงๆ คือ อนาคตของโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นเมืองนนท์
สนามนี้มีผู้สมัครถึง 6 คน แต่การจับตายังคงอยู่ที่หมายเลข 1 นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ตัวแทนกลุ่มผึ้งหลวง กับหมายเลข 4 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครจากพรรคประชาชน
ฝ่ายหนึ่งมี “ทุนสะสม” จากเครือข่ายท้องถิ่นและมรดกทางการเมืองของธงชัย
อีกฝ่ายมี “ทุนแห่งการเปลี่ยนแปลง” จากกระแสพรรคประชาชนและผลเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2569
นี่จึงไม่ใช่เพียงการแข่งกันว่าใครมีคะแนนมากกว่า
แต่เป็นการพิสูจน์ว่า คะแนนทางการเมืองในยุคใหม่ยังเป็นของ “คน” หรือกำลังกลายเป็นของ “เครือข่ายและพรรค”
219,173 คะแนนของธงชัย
ไม่ใช่มรดกที่โอนชื่อได้ทันที
ผลเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีปี 2568 คือจุดตั้งต้นที่ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธงชัยได้ 219,173 คะแนน ขณะที่เลิศมงคล วราเวณุชย์ ได้ 155,035 คะแนน ต่างกัน 64,138 คะแนน
ตัวเลขนี้สะท้อนความแข็งแรงของธงชัยและเครือข่ายผึ้งหลวงในเวลานั้นอย่างชัดเจน
แต่การเมืองไม่มีระบบ “โอนคะแนนอัตโนมัติ”
219,173 คะแนนนั้นอาจประกอบด้วยคะแนนของตัวธงชัย ครอบครัวเย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง เครือข่ายท้องถิ่น ทีม ส.อบจ. ผลงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว และความคุ้นเคยกับผู้สมัคร
เมื่อธงชัยไม่อยู่ คำถามจึงไม่ใช่ “นฤพนธ์จะได้ 219,173 คะแนนหรือไม่?”
แต่ต้องถามว่า “คะแนนเหล่านั้นเป็นของธงชัย หรือเป็นของระบบผึ้งหลวง?” นี่คือข้อสอบข้อใหญ่ที่สุดของนฤพนธ์
หากเครือข่ายแข็งแรงกว่าตัวบุคคล เขาย่อมมีโอกาสรับช่วงต่อได้มาก
แต่หากคะแนนจำนวนมากผูกติดกับ “ตัวธงชัย” การเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสมดุลอำนาจในนนทบุรี
“สีส้ม” แข็งแรงขึ้นจริง
แต่ยังต้องตอบคำถามเรื่องตัวบุคคล
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2569 พรรคประชาชนชนะทั้ง 8 เขตของนนทบุรี และได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่งทั้ง 8 เขตตามข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ครั้งนี้
นี่คือหลักฐานใหม่ที่ทำให้การประเมินสนาม อบจ.ปี 2569 แตกต่างจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ “สีส้ม” ไม่ได้มีเพียงกระแสอีกต่อไป แต่มีฐานคะแนนจากการเลือกตั้งจริงรองรับ
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ตกหลุมพรางตัวเลขอีกด้านหนึ่ง คะแนนพรรคประชาชนไม่ใช่คะแนนของเดชรัตทั้งหมด ผู้เลือกตั้งคนเดียวกันอาจเลือกพรรคประชาชนในการเลือกตั้ง ส.ส. แต่เลือกผู้สมัครอีกคนในการเลือกตั้งท้องถิ่นได้
เพราะการเลือกตั้งระดับชาติถามเรื่องพรรค นโยบาย และทิศทางประเทศ ขณะที่การเลือกตั้งนายก อบจ.ถามถึงตัวบุคคล ผลงาน ความสัมพันธ์กับพื้นที่ และความสามารถในการบริหารท้องถิ่น
ดังนั้น สิ่งที่เดชรัตต้องทำให้สำเร็จไม่ใช่เพียงรักษา “สีส้ม” แต่คือการเปลี่ยน Party Vote ? Candidate Vote
หรือพูดง่ายๆ คือ “คนที่เลือกพรรคประชาชน จะเลือกเดชรัตด้วยหรือไม่?” นี่คือกำแพงสุดท้ายของพรรคประชาชนในสนามนนทบุรี
สองฝ่ายจึงกำลังต่อสู้
กับ “กำแพงคนละแบบ”
นฤพนธ์มีปัญหาว่า จะรักษาคะแนนเดิมได้มากแค่ไหน
เดชรัตมีปัญหาว่า จะเปลี่ยนคะแนนพรรคให้เป็นคะแนนของตนเองได้มากแค่ไหน
นี่คือการแข่งขันระหว่าง “การรักษามรดกเดิม” กับ “การสร้างอำนาจใหม่”
นฤพนธ์มีชื่อเย็นประเสริฐ เครือข่ายผึ้งหลวง ทีม ส.อบจ. และความต่อเนื่องของการบริหารเป็นทุนตั้งต้น
เดชรัตมีพรรคประชาชน ฐานคะแนนจากการเลือกตั้งระดับชาติ และกระแสการเมืองใหม่เป็นแรงส่ง
แต่ทั้งสองฝ่ายมีจุดอ่อนเหมือนกัน เครือข่ายไม่เท่ากับความนิยมส่วนบุคคล และความนิยมของพรรคไม่เท่ากับความนิยมของผู้สมัคร
ใครแก้โจทย์นี้ได้ก่อน คนนั้นจะได้เปรียบอย่างแท้จริง
ผู้สมัครอีก 4 คนอาจเป็น “ตัวแปรชี้ขาด”
การมองสนามนี้เป็นเพียง “นฤพนธ์ vs เดชรัต” อาจสะดวกสำหรับการเล่าเรื่อง แต่ไม่เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ผลเลือกตั้ง
เพราะมีผู้สมัครถึง 6 คน คะแนนของหมายเลข 2, 3, 5 และ 6 จึงมีความหมาย โดยเฉพาะหากคะแนนของสองผู้สมัครหลักเริ่มเบียดกัน คำถามสำคัญคือ คะแนนของผู้สมัครเหล่านี้มาจากฐานใด?
หากตัดคะแนนจากฐานของผึ้งหลวง นฤพนธ์เสียเปรียบ หากตัดคะแนนจากฐานที่มีแนวโน้มเลือกเดชรัต เดชรัตเสียเปรียบ
ดังนั้น ผู้สมัครอีก 4 คนอาจไม่ได้เป็นเพียง “ผู้แข่งขันที่อยู่นอกสองขั้ว” แต่อาจเป็นผู้กำหนดผลแพ้ชนะโดยทางอ้อม
อย่าหลงกับ “64,138 คะแนน”
ส่วนต่าง 64,138 คะแนนในปี 2568 เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญของฝ่ายธงชัย แต่ไม่ใช่กำแพงที่คงที่
หากนฤพนธ์รักษาคะแนนเดิมไม่ได้ 30,000 คะแนน และเดชรัตเพิ่มคะแนนได้อีก 30,000 คะแนน ช่องว่างก็จะหายไปถึง 60,000 คะแนน
ดังนั้น การมองเพียงว่า “เดชรัตต้องหาเพิ่มอีก 64,138 คะแนน” จึงผิดหลักการวิเคราะห์ เพราะการแข่งขันครั้งใหม่มีทั้งคะแนนที่รักษาไว้ คะแนนที่เพิ่มขึ้น คะแนนที่ย้ายข้าง (Turnout) และคะแนนที่ถูกแบ่ง
นี่คือเหตุผลที่แนวทางการวิเคราะห์เสนอให้ติดตามอัตราการคงสภาพคะแนนนิยมของฝ่ายหนึ่ง (Retention Rate),
ความสามารถในการแปลงคะแนนพรรคมาเป็นคะแนนบุคคลของอีกฝ่ายหนึ่ง (Conversion Rate),
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการลงคะแนนของผู้สนับสนุนแต่ละฝ่าย (Turnout)
และคะแนนของผู้สมัครคนอื่น (Third-party Vote) ซึ่งเป็นกรอบที่มีประโยชน์กว่าการประกาศว่าใคร “นำขาด”
บทสรุป
: เมืองนนท์กำลังเลือก “ผู้บริหาร”
หรือกำลังเลือก “ระบบการเมือง”?
คําถามที่น่าสนใจที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่ “ใครจะเป็นนายก อบจ.นนทบุรี” แต่คือ “เมื่อเจ้าของเครือข่ายหายไป เครือข่ายจะยังอยู่หรือไม่?”
และ “เมื่อพรรคประชาชนชนะทั้ง 8 เขต ส.ส.พรรคจะสามารถเปลี่ยนชัยชนะระดับชาติให้เป็นอำนาจบริหารท้องถิ่นได้หรือไม่?”
หากนฤพนธ์ชนะ นั่นจะเป็นหลักฐานว่าเครือข่ายผึ้งหลวงสามารถถ่ายทอดอำนาจจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้ แม้ไม่มีธงชัยเป็นศูนย์กลาง
แต่หากเดชรัตชนะ นั่นจะเป็นหลักฐานสำคัญว่า กระแสพรรคการเมืองสามารถข้ามจากสนามระดับชาติสู่สนามท้องถิ่นได้จริง
และหากผลออกมาสูสี ยิ่งจะสะท้อนว่าเมืองนนท์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “เครือข่ายบุคคล” ไปสู่การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “พรรค นโยบาย และแบรนด์ทางการเมือง”
ณ ตอนนี้จึงยังไม่ควรฟันธงว่าใครชนะ แต่หากต้องประเมินจากโครงสร้างการแข่งขัน นฤพนธ์ยังได้เปรียบจาก “ทุนสะสม” ขณะที่เดชรัตได้เปรียบจาก “ทุนแห่งการเปลี่ยนแปลง”
และทั้งสองฝ่ายยังต้องเผชิญตัวแปรที่สาม คือคะแนนของผู้สมัครอีก 4 คน สนามนี้จึงไม่ใช่ “ผึ้งหลวงชนะแล้ว” และไม่ใช่ “สีส้มแลนด์สไลด์”
หากแต่เป็น “ผึ้งหลวงยังถือไพ่โครงสร้าง – สีส้มถือไพ่กระแส – แต่ไพ่ใบสุดท้ายอยู่ในมือประชาชน”
วันที่ 20 กันยายนจึงอาจเป็นมากกว่าวันเลือกนายก อบจ.นนทบุรีคนใหม่ มันอาจเป็นวันที่เมืองนนท์ตอบคำถามสำคัญว่า ในยุคหลังธงชัย การเมืองท้องถิ่นจะยังเป็นเรื่องของ “บ้านใหญ่” หรือกำลังกลายเป็นเรื่องของ “พรรคใหญ่”?
และเหนือสิ่งอื่นใด ประชาชนจะเลือก “มรดกของอดีต” หรือเลือก “คำสัญญาของอนาคต” – หรืออาจเลือกผู้สมัครที่อยู่นอกสองขั้วเสียเอง
