bg-single

พันธมิตรชนชั้นนำ กับการเมืองที่ ‘ไร้ยางอาย’

14.09.2026

บทความพิเศษ | อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

พันธมิตรชนชั้นนำ

กับการเมืองที่ ‘ไร้ยางอาย’

ในช่วงเวลานี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยคงรู้สึกเจ็บปวดใจและโกรธแค้นมากขึ้น

เมื่อเห็นบุคคลชั้นนำทั้งฝ่ายการเมืองและผู้ครอบครองอำนาจทางวัฒนธรรมออกมาแสดงตนเพื่อปกป้อง จรรโลง หรือทำให้อำนาจซึ่งมีที่มาอันน่าสงสัยสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างเป็นปกติ

โดยเฉพาะกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการจัดตั้งและฮั้วในการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครโกง ใครเกี่ยวข้อง หรือกระบวนการยุติธรรมจะลงเอยอย่างไร

หากแต่คือ เหตุใดบุคคลและสถาบันซึ่งเคยแสดงตนในเรื่องความสุจริต คุณธรรม และผลประโยชน์ของบ้านเมือง

จึงช่วยกันปกป้องอำนาจที่ถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามกฎหมายและความชอบธรรม

พันธมิตรชนชั้นนำกับภารกิจการเมือง

ปรากฏการณ์นี้ไม่อาจอธิบายได้เพียงด้วยความชั่วหรือความหน้าด้านของปัจเจกบุคคล

แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นการก่อตัวของ “พันธมิตรชนชั้นนำ” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักการเมืองหลายพรรค กลุ่มทุน ระบบราชการ สมาชิกวุฒิสภา องค์กรตามรัฐธรรมนูญ บุคคลในแวดวงกฎหมาย สื่อ ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับผู้มีอำนาจวัฒนธรรม

เดิมนั้น สมาชิกของแนวร่วมนี้อาจจะแข่งขัน แย่งชิงผลประโยชน์ และขัดแย้งกันเอง

แต่เมื่อระเบียบอำนาจซึ่งค้ำจุนสถานะของพวกเขาถูกท้าทาย ความขัดแย้งเหล่านั้นจะถูกพักไว้ชั่วคราว เพื่อร่วมกันป้องกันมิให้อำนาจหลุดไปอยู่ในมือของประชาชนหรือคนนอกกลุ่ม

และเพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันก็ต้องจรรโลง “ระเบียบที่พวกเขากำหนด” ขึ้นมาว่าใครมีสิทธิ์ปกครอง เสียงของใครควรได้รับการรับฟัง และความผิดของใครสามารถประวิงเวลาได้อย่างไม่สิ้นสุด

ที่สำคัญ ใครต้องถูกลงโทษอย่างหนักหากท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม

คำว่า “ระเบียบ” ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงระเบียบตามกฎหมายเท่านั้น

หากหมายถึงการจัดลำดับช่วงชั้นของอำนาจที่วางตัวอยู่เหนือกฎหมายเสียด้วยซ้ำ

กฎหมายจะถูกนำมาใช้อย่างเข้มงวดเมื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้าม

"Advertiser"

แต่จะถูกตีความอย่างผ่อนปรน ยืดเวลา หรือทำให้ซับซ้อนจนหาข้อสรุปไม่ได้ เมื่อใดที่การตรวจสอบเข้าใกล้สมาชิกของพันธมิตรชนชั้นนำ ก็จะมีกระบวนการที่ทำให้ทุกอย่างบิดเบี้ยวโดยปราศจากความละอาย

จากความไม่ละอายทางการเมือง
สู่ “ระบบการเมืองที่ไร้ยางอาย”

“ความไม่ละอาย” หมายถึงสภาวะจิตใจของบุคคลที่รู้ว่าตนทำสิ่งไม่ถูกต้องแต่กลับไม่รู้สึกผิด

ส่วน “การเมืองที่ไร้ยางอาย” มีความหมายกว้างและลึกกว่านั้น

เพราะหมายถึงระบอบที่ผู้มีอำนาจสามารถละเมิดหลักการที่ตนเองเคยประกาศต่อหน้าสาธารณะ หลักการความยุติธรรมของรัฐโดยที่ยังคงรักษาอำนาจ ตำแหน่ง เกียรติภูมิไว้ได้อย่างไม่ละอายแต่อย่างใด

“ความละอาย” จะเกิดขึ้นต่อเมื่อคนรู้ตนว่ากระทำผิดกับโลกทางศีลธรรมของสังคม และสังคมรอบข้างก็สามารถทำให้คนต้องรับผลของความผิด

แต่ในทางตรงกันข้าม หากเมื่อใดที่เครือข่ายอำนาจพร้อมช่วยกันปกป้อง ฟอกความผิด รวมทั้งตอบแทนความภักดีในการกระทำที่น่าละอายนั้น ก็ทำให้การกระทำที่ไม่มีความละอายเกิดได้ง่ายมากขึ้นในเครือข่ายผู้มีอำนาจ

ในทางตรงกันข้าม หากมีคนในเครือข่ายเกิดหน้าบางยอมรับผิด ลาออก หรือปฏิเสธที่จะปกป้องพวกพ้อง ก็ถูกมองประณามว่าอ่อนแอ โง่เขลา ทรยศต่อพรรคพวก

“การเมืองที่ไร้ยางอาย” จึงไม่ใช่แค่คนไม่รู้สึกผิด

หากเป็นระบบการเมืองที่สร้างความมั่นใจให้แก่การกระทำผิดว่าแม้สังคมจะมองเห็นความไม่ชอบธรรม แต่ก็ไม่มีอำนาจพลังอำนาจใดๆ ลงโทษได้

ลักษณะสำคัญของการเมืองเช่นนี้คือการลดทอนความรับผิดชอบทุกชนิดให้เหลือเพียงคำถามว่า “ศาลตัดสินแล้วหรือยัง”

ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ถูกกล่าวหาก็จะอ้างว่าตนบริสุทธิ์ และทำราวกับว่าไม่มีความรับผิดทางการเมือง ทางจริยธรรม หรือทางสังคมเหลืออยู่อีกเลย

หลักกฎหมายที่เน้นว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ก็จะถูกใช้เป็นเกราะกำบังไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะต้องตอบคำถามด้านความชอบธรรม

“การเมืองที่ไร้ยางอาย” ได้ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายลดทอนลงอย่างเป็นสำคัญ

ซึ่งหากไม่ตระหนักให้ดี กฎหมายจะถูกกลับหัวจากกลไกกำหนดความประพฤติ

มาสู่การเป็นเครื่องมือฟอกความรับผิดชอบทั้งหมด

ตราบใดที่คดียังไม่จบ หรือผู้มีอำนาจสามารถควบคุมเวลาให้ไม่จบได้ ผู้มีอำนาจก็สามารถดำรงตำแหน่งและใช้อำนาจต่อไป

การผลิตความชอบธรรมทดแทน

อํานาจที่มีที่มาอันมิชอบไม่สามารถดำรงอยู่ด้วยกำลังบังคับเพียงอย่างเดียว

หากแต่ต้องอาศัยคำอธิบาย ภาษา สัญลักษณ์ และบุคคลซึ่งสังคมให้ความเคารพนับถือ เพื่อเปลี่ยนความหมายของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

นี่คือบทบาทสำคัญของชนชั้นนำทางวัฒนธรรมภายในพันธมิตรชนชั้นนำ

การโกงหรือข้อสงสัยที่มีหลักฐานหนักแน่นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นเพียง “ข้อกล่าวหาที่ยังต้องรอการพิสูจน์”

การปกป้องเครือข่ายถูกเรียกว่า “การรักษาเสถียรภาพ”

การถ่วงเวลาจะถูกอธิบายว่าเป็น “การดำเนินการอย่างรอบคอบตามขั้นตอน”

ขณะที่การตรวจสอบกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นการสร้างความวุ่นวาย ความแตกแยก หรือเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน

ภาษาเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิต “ความชอบธรรมทดแทน” เมื่ออำนาจไม่สามารถอ้างความชอบธรรมใดๆ ได้ ก็หันไปอ้างความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง ความเชี่ยวชาญ หรือ “ความจำเป็นของบ้านเมือง” เพื่อทำให้สังคมยอมรับผลของกระบวนการที่ไม่ชอบธรรมทั้งหลาย และเพื่อทำให้เสียงของสังคมเงียบลง

การที่คนในสังกัดชนชั้นนำทางวัฒนธรรมแสดงตัวออกมาปกป้องอำนาจดังกล่าวอย่างเปิดเผย เพราะเป็นการกระโดดเข้ามาเล่นเกม “การเมืองไร้ยางอาย” ด้วยการนำชื่อเสียง เกียรติภูมิ และความศรัทธามาใช้ค้ำประกันระเบียบอำนาจซึ่งกำลังสูญเสียความชอบธรรม

การแสดงตัวของพวกเขาจึงเป็นปฏิบัติการทางการเมืองของ “การเมืองไร้ยางอาย”

แม้จะอ้างว่าทำไปในนามของความห่วงใยบ้านเมืองหรือผู้คนที่เดือดร้อนก็ตาม

พันธมิตรชนชั้นนำไม่สามารถทำให้สังคมเชื่อว่าอำนาจนั้นบริสุทธิ์ หากพวกเขาสามารถทำให้ข้อสงสัยถูกเลื่อนการพิสูจน์ออกไป ตลอดจนทำให้ข้อเท็จจริงดูสับสน จนทำให้สังคมเหนื่อยล้า และปล่อยให้เวลาเปลี่ยนเรื่องอื้อฉาวให้กลายเป็น “เรื่องเก่า”

และเมื่อสังคมถูกทำให้เชื่อว่าไม่มีทางเอาผิดใครได้ ความผิดก็จะค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจากสิ่งที่ต้องแก้ไขกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องเรียนรู้ว่าและยอมรับว่าจะอยู่ร่วมกับความไม่ถูกต้องอย่างไร

ปัญหาการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้จบลงที่คำถามว่าบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งโดยสุจริตหรือไม่

แต่สถาบันที่เกิดขึ้นจากกระบวนการอันมีมลทินนี้ยังใช้อำนาจออกกฎหมาย ให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรสำคัญ และกำหนดทิศทางของประเทศ

อำนาจของวุฒิสภาที่มีปัญหาตั้งแต่ต้นจึงสามารถผลิตอำนาจอื่นต่อเนื่องออกไปเป็นลูกโซ่

ความสามานย์นี้จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การโกงครั้งแรก

แต่แทรกซึมเข้าไปในสถาบันอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ชนชั้นนำหลายกลุ่มซึ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ต้องออกมาแสดงตัวเสมือนปกป้องผู้กระทำผิด

เพื่อป้องกันไม่ให้การตรวจสอบส่งผลไปถึงศูนย์กลางของเครือข่ายอำนาจ

ระเบียบศีลธรรมที่กลับตาลปัตร

“การเมืองที่ไร้ยางอาย” ยังกระทำสิ่งที่เลวร้ายมากขึ้นไปอีก คือการย้ายความละอายไปวางไว้บนผู้เปิดเผยความจริง

ผู้ตั้งคำถามต่อที่มาของอำนาจก็ถูกกล่าวหาว่าไม่เคารพกฎหมาย สร้างความขัดแย้ง หรือไม่รู้จักยอมรับกติกา

ขณะที่ผู้ปกป้องอำนาจอันมีมลทินกลับแสดงตนเป็นผู้รักษาคุณธรรมและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

นี่คือการกลับตาลปัตรของระเบียบศีลธรรม

ผู้ละเมิดหลักการยังคงผูกขาดสิทธิ์ในการนิยามความดี

ส่วนผู้เรียกร้องให้ยึดหลักการกลับถูกทำให้สังคมมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา

ดังนั้น “การเมืองที่ไร้ยางอาย” จึงลึกกว่าการเมือง “สองมาตรฐาน” เพราะมันประกาศโดยปริยายว่า การรักษาระเบียบและประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำสำคัญกว่าการรักษาหลักการความยุติธรรม

แต่การรักษาอำนาจไว้ด้วย “การเมืองที่ไร้ยางอาย” เช่นนี้ อาจจะสามารถประวิงการตรวจสอบด้วยการทำให้สังคมเหนื่อยล้า รวมไปถึงใช้กลไกทางกฎหมายยืนยัน/ฟอกสิ่งที่เกิดขึ้นให้ขาวได้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง พันธมิตรชนชั้นนำกำลังเผาทำลายความชอบธรรมของระเบียบทั้งระบบ

เมื่อกฎหมายถูกใช้อย่างเลือกข้าง กฎหมายย่อมสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์

เมื่อคุณธรรมถูกอ้างเพื่อเล่นงานเฉพาะฝ่ายตรงข้าม คุณธรรมย่อมกลายเป็นเพียงลมปาก

และเมื่อบุคคลผู้มีเกียรติพร้อมนำเกียรติของตนไปค้ำประกันอำนาจที่มีมลทิน เกียรตินั้นก็ย่อมเสื่อมลงตามไปด้วย

“การเมืองที่ไร้ยางอาย” จึงเป็นทั้งเครื่องมือรักษาอำนาจและเครื่องมือทำลายความชอบธรรมของอำนาจไปพร้อมกัน

ยิ่งชนชั้นนำต้องแสดงความไร้ยางอายมากเพียงใด ก็ยิ่งเปิดเผยว่าระเบียบซึ่งพวกเขากำลังปกป้องไม่สามารถอ้างหลักการความชอบธรรมใดมารองรับได้

กล่าวได้ว่า ผู้มีอำนาจ ผู้มีเกียรติ และผู้ที่เคยประกาศตนเป็นตัวแทนของคุณธรรมในเครือข่ายพันธมิตรชนชั้นนำได้ตัดสินใจเสี่ยงอย่างยิ่งในการนำอำนาจและเกียรติภูมิของตนมาจรรโลงระเบียบอันไร้ความชอบธรรม

เพียงเพราะชนช้้นนำรู้สึกว่าระเบียบอำนาจของตนเผชิญภัยคุกคาม จึงยอมยกให้อำนาจพิเศษขึ้นมาควบคุมเครือข่าย และลดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ลง และเพื่อรักษาระเบียบอำนาจเดิม พวกเขาพร้อมที่จะทำให้กฎหมายไร้ความศักดิ์สิทธิ์และทำให้คุณธรรมไร้ความหมาย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสังคมเลยแม้แต่น้อย

ขอเตือนพันธมิตรชนชั้นนำว่าการทำการเมืองที่ “ไร้ยางอาย” เช่นนี้กำลังทำลายสังคมไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ตุลาคมเดือนอันแสนแปลกประหลาด…ของทรัมป์และปูติน
Gen Z Revolution : จากเนปาลถึงเซอร์เบีย
โซลาร์เซลล์…จีนผลิต ล้นโกดัง ไทยยังกู้เงินไปช่วยซื้อ
ความหวังของเอเชีย หลังเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา
ทรัมป์ กับผลสะเทือนจากการเลือกตั้งกลางเทอม
“TraderTraitor” แฮ็กเกอร์โสมแดง ผู้ต้องหาคดีโจรกรรม ‘ไบแนนซ์’
ม็อบกำนันมะโน กดดันรัฐบาลอนุทิน เร่งแก้ปัญหาปากท้อง จุดติดกระแสโค่นสีน้ำเงิน?
หนู-เชน รักฉุดใจไม่ง้อ ‘กระเป๋าฉุกเฉิน’
มุ่งโฟกัส ‘ซักฟอก’ พับ ‘แผน 152’ ฝ่ายค้านเดือด รุมถล่ม ‘โสภณ’ ใช้อำนาจรวบสภา ปิดทางตรวจสอบ รบ.น้ำเงิน
ร้องไทยยุติแผนบังคับส่งกลับ2 ชาวอุยกูร์ ไปยังประเทศจีน
เห่เรือในงานพระราชพิธี เพิ่งมีในสมัยรัชกาลที่ 4
เดาใจ ‘เดโมแครต’ หลังเลือกตั้งกลางเทอม | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์