ความอ่อนไหว ในแผงแกร่ง ตท.26 หลัง ‘บิ๊กปู’ เซอร์ไพรส์ กว่า ‘บิ๊กใหญ่’ จะ ‘ไฟนอล’ ‘บิ๊กกอล์ฟ’ ในอ้อมอก ตท.26 ทัพ 1 ซีรีส์ 3 เริ่ม ทัพฟ้า ชัด ‘เสธ.แจ๊ค’ จ่อ
รายงานพิเศษ
ความอ่อนไหว ในแผงแกร่ง ตท.26 หลัง ‘บิ๊กปู’ เซอร์ไพรส์
กว่า ‘บิ๊กใหญ่’ จะ ‘ไฟนอล’
‘บิ๊กกอล์ฟ’ ในอ้อมอก ตท.26
ทัพ 1 ซีรีส์ 3 เริ่ม
ทัพฟ้า ชัด ‘เสธ.แจ๊ค’ จ่อ
บัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ที่ถูกปิดลับมาหลายเดือน เริ่มถูกแพร่งพรายกันออกมา โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบก
กรณีของแม่ทัพยูร พล.ท.นรธิป โพยนอก ที่ต้องขยับจากแม่ทัพภาค 4 กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาหนึ่ง ที่ว่าแม้โผโยกย้ายทหารจะเป็นอำนาจ ผบ.เหล่าทัพในการจัดวางตัวบุคคล แบบที่ฝ่ายการเมือง หรือเหล่าทัพอื่นจะแทรกแซงไม่ได้ก็ตาม
แต่เมื่อเป็นเรื่องความมั่นคง และเป็นตำแหน่งในกระแส ก็ส่งผลต่อการตัดสินใจของบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.ได้เช่นกัน
ด้วยเพราะเดิม พล.อ.พนาไม่ต้องการเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4 เพราะเห็นว่ามีผลงาน สถานการณ์รุนแรงมีสถิติลดลง อีกทั้งเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 ด้วยกัน มีอะไรตัว พล.อ.พนาเองก็แนะนำ สั่งการ หรือตำหนิติเตียน แบบที่เรียกว่า “จวก” ได้โดยตรง
แต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลังจากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีตัดสินใจขยับนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ข้ามมาเป็นเลขาธิการ สมช.แทน
และหลังจากที่ได้มีการพูดคุยหารือกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ถึงสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ที่รุนแรงมากขึ้น
ประกอบกับการใช้แผนยุทธศาสตร์ใหม่ของ สมช. การปรับโครงสร้างและการทำงาน ที่จะเริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2569 นี้ ส่งผลให้ฝ่ายความมั่นคงได้มีความเห็นร่วมกัน ว่าจะต้องเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4
ทำให้ พล.อ.พนาไม่อาจคัดค้าน แม้จะไม่ได้อยากเปลี่ยนม้ากลางศึกก็ตาม
แต่เมื่อสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าเผาจริง ก็จำเป็นที่จะต้องดึงมืออาชีพ เช่น รองคิ้ว พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาค 4 นายทหารสายรบพิเศษ ที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่ ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 4 คนใหม่แทน อีกทั้งยังเป็น ตท.28 ที่กำลังเติบโต ขึ้นมาจ่อ เตรียมรับไม้ต่อจาก ตท.26 ที่กำลังจะเกษียณ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.พนาก็ยังปลอบใจ โดยให้ พล.ท.นรธิปขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ทบ. แบบที่เพื่อน ตท.26 ยังไม่เชื่อรายงานข่าวในหน้าสื่อ เพราะต่างคิดว่า 1. อยู่ที่เดิม หรือ 2. ขยับขึ้นพลเอก ที่ปรึกษาพิเศษ ทบ. เท่านั้น การขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.ของ พล.ท.นรธิปจึงเกินคาด และเป็นเซอร์ไพรส์ตำแหน่งหนึ่งของโผ ทบ.
ทั้งนี้ มีการคาดกันว่า เหตุผลที่ พล.อ.พนาจัดทัพให้ พล.ท.นรธิปขึ้น 5 เสือ ทบ. ก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์ พล.ท.นรธิป ที่เชื่อมโยงผูกติดกับตัว พล.อ.พนาเอง ว่ามีผลงาน จึงได้ดี ไม่ใช่การย้ายเพื่อลงโทษ หรือมีความผิด เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นว่า พล.อ.พนาตัดสินใจพลาด ที่ส่ง พล.ท.นรธิปจากรองแม่ทัพภาค 2 มาเป็นพลโท แม่ทัพภาค 4 ในการโยกย้าย 1 ปีก่อน
การจัดวาง พล.ท.นรธิปนั่ง ผู้ช่วย ผบ.ทบ.เช่นนี้ ส่งผลให้เพื่อน ตท.26 หลายคนที่เป็นแคนดิเดตน้อยใจ ทั้งๆ ที่หลายคนมีความเหมาะสมมากกว่า
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ พล.อ.พนาต้องจัดโผแบบลับสุดยอด ทำเองคนเดียว เพราะหวั่นแรงกดดันจากเพื่อน

เช่นเดียวกับการทำเซอร์ไพรส์ที่ 2 ในการเลือกบิ๊กจอย พล.ท.อาวุธ พุทธอำนวย ที่ปรึกษากองทัพบกและ ผอ.ททบ.5 เพื่อนสนิท ตท.26 ที่ช่วยงานอยู่หน้าห้อง มาเป็นเสนาธิการทหารบก แบบที่เพื่อนๆ และนายทหารใน ทบ.แทบไม่เชื่อ เพราะมีแคนดิเดตที่เป็นคนดังคนเก่งหลายคน ทั้งใน ตท.26 ตท.27 และ ตท.28
แต่ พล.อ.พนาก็เลือกนายทหารสายบุ๋น อดีตผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบ (ผบ.ศร.) อย่าง พล.ท.อาวุธมานั่งเก้าอี้เสนาธิการและต้องควบเป็นเลขาธิการ กอ.รมน.ด้วย
ซึ่งถือเป็นเก้าอี้ใหญ่ที่เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 หลายคนคาดหวัง และอ่านใจ พล.อ.พนาว่าน่าจะเลือกบิ๊กเอก พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ที่เป็นทีมงานหน้าห้อง ผอ.ทบ. หรือเจ้ากรมโอ๋ พล.ท.ธีระนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ที่สนิทสนมลงพื้นที่และไปภารกิจด้วยกันตลอด
แต่ในที่สุด พล.อ.พนาก็สับขาหลอกเพื่อนด้วยการเลือก พล.ท.อาวุธ ที่เป็นสไตล์เดียวกัน นิ่งๆ ขรึมๆ พูดน้อย มาเป็น เสธ.ทบ.
อย่างไรก็ตาม มีดัชนีชี้วัดการตัดสินใจนี้ตั้งแต่ พล.อ.พนาเลือก พล.ท.อาวุธมาเป็น ผอ.ททบ.5 นั่นแล้ว
เพราะในอดีตที่ผ่านมาคนเป็น ผบ.ทบ.ก็มักจะเลือกเพื่อนสนิทที่ไว้ใจที่สุดมาเป็น ผอ.ททบ.5 ซึ่งถือเป็นหน่วยสำคัญและคุมงบประมาณไม่น้อย โดยเฉพาะในอดีตเป็นหน่วยที่มีเงินนอกงบประมาณไว้บริหารจัดการเอง ซึ่งอาจจะแตกต่างจากปัจจุบัน ที่ประสบการขาดทุน และรายได้ลดลง พล.อ.พนาได้ให้ พล.ท.อาวุธมาแก้ปัญหา และปรับโครงสร้างใหม่ของ ททบ.5 ด้วยนั่นเอง


เช่นนี้จึงทำให้ พล.อ.อานุภาพ ซึ่งถือเป็นแกนนำรุ่นคนสำคัญ และทำหน้าที่ซัพพอร์ต พล.อ.พนามายาวนานหลายปี ในด้านของการสื่อสารการให้คำแนะนำต่างๆ จากที่ลุ้นเก้าอี้ 5 เสือกองทัพบก ก็ต้อง ถูกส่งออกไปเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด แม้จะได้ครองอัตราพลเอกพิเศษก็ตาม
จากเดิมที่ชื่อของ พล.อ.อานุภาพเคยถูกพิจารณาที่จะส่งไปเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อที่จะไปจ่อชิงเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหมในโยกย้ายตุลาคม 2570 ต่อจากบิ๊กตั้ม พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ที่จะขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ และจะเกษียณกันยายน 2570
หากได้เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อานุภาพก็ยังมีโอกาสในการนั่งเก้าอี้ปลัดกลาโหมได้ เพราะมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 แต่เมื่อต้องไปเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด โอกาสที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดย่อมมีน้อยหรือแทบไม่มีเลย
เนื่องจากกองบัญชาการกองทัพไทยมีการวางตัวบิ๊กจุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร แกนนำ ตท.26 แห่งทัพไทย คาดว่าในโผนี้จะขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ในตุลาคม 2570 ไว้แล้ว
และยังมีเสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ก็เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อยู่ด้วยเช่นกันอีกคน

ที่พล.อ.อานุภาพต้องถูกโยกเช่นนี้อาจเป็นผลพวงจากการเลือกเก้าอี้ที่นั่งให้กับบิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. แกนนำ ตท.27 สายทหารเสือราชินี เป็นหลักสำคัญก่อน เพราะหากส่ง พล.อ.อมฤตข้ามไปเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในกองบัญชาการกองทัพไทย ด้วยเพราะ พล.อ.อมฤตถือเป็นนายทหารที่ยังคงมีพลัง อาจมีสิทธิ์ลุ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ได้
ดังนั้น เก้าอี้ที่ลงตัวที่สุดสำหรับ พล.อ. อมฤตและคาดว่าได้มีการหารือ และมีการเรียกร้องความเป็นธรรมจากผู้สนับสนุนไว้แล้ว เพราะอย่างน้อยก็จะได้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมก่อนเกษียณ จึงทำให้ชื่อของ พล.อ.อมฤตไปลงตัวที่ตำแหน่งรองปลัดกลาโหม และอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมรุ่น ตท.27 ที่คุมตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในสำนักปลัดกลาโหมหลายคนพอดี
อาจกล่าวได้ว่าโผโยกย้ายครั้งนี้ก็ทำให้เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 หลายคนต้องอกหัก และเจ็บจี๊ดไม่น้อย แต่ก็เชื่อได้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นจะเข้าใจในตัวตนและความคิดของ พล.อ.พนา ที่ตัดสินใจเช่นนั้น
เพราะในห้วง 2 ปีของการเป็น ผบ.ทบ. พล.อ.พนาก็ดูแลเพื่อนอย่างเต็มที่ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นยุคที่ ตท.26 ขึ้นมาแบบยกแผง แม้ว่าบางคนอาจจะไม่ได้เหมาะสมมากนักก็ตาม
มาคราวนี้ พล.อ.พนาจึงต้องมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น อีกทั้งต้องเผชิญกับสถานการณ์ภัยความมั่นคงรอบบ้าน แบบที่เรียกว่าเผาจริง ในบางตำแหน่งจึงไม่อาจนำมาช่วยเหลือหรือตอบแทน ปลอบใจกันได้อีก แต่ต้องเลือกคนที่เหมาะสมมารับผิดชอบความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง

ในขณะที่ในส่วนของกองทัพภาค 1 แม้จะมีกระแสข่าวออกมาตั้งแต่ปีที่แล้วเรื่องการปรับกองทัพภาค 1 ใหม่ และข่าวที่ว่าแม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ จะต้องนั่งเป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อไปจนเกษียณตุลาคม 2571 เพื่อที่จะพัฒนากองทัพภาค 1 ให้มีความพร้อมรบ หลังจากที่เผชิญสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการรบในห้วงที่ผ่านมา จึงพบว่าต้องปรับปรุงพัฒนาอีกหลายด้าน
แต่เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา เก้าอี้แม่ทัพภาค 1 กลายเป็นบันไดสำหรับนายทหารที่ครองอำนาจในการก้าวขึ้นไปสู่เก้าอี้ 5 เสือ ทบ. และขึ้นไปชิง ผบ.ทบ.เท่านั้น จึงมักจะนั่งแค่หนึ่งปีเท่านั้น จึงไม่มีความต่อเนื่องในเรื่องการพัฒนากองทัพและการสร้างความพร้อมรบ
ประกอบกับแม่ทัพภาค 1 ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 หรือ ฉก.ทหารคอแดงด้วย ที่ก็ต้องการการพัฒนา ปรับวางโครงสร้างอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
แม้ว่า พล.ท.วรยสอาจจะมีการขยับเขยื้อน เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแนวทางนี้ แต่ก็ไม่มีสัญญาณใดที่ส่งออกมาถึงกองทัพบกและ พล.อ.พนา จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวแม่ทัพภาค 1 ทำให้ พล.ท.วรยสนั่งที่เดิม

ดังนั้น ในระดับ 5 เสือกองทัพบกชุดใหม่ที่มีการคาดหมายกันในโผนี้ จะมีรองเสธ.กอล์ฟ พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ รองเสนาธิการทหารบก ที่มีชื่อได้ขึ้นเป็นพลเอกในตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็น 1 ใน 5 เสือ ทบ. ท่ามกลางนายทหารรุ่นพี่ ตท.26 ทั้งหมด
เพราะนอกจากมี พล.อ.พนา หัวขบวน ตท.26 ที่เป็น ผบ.ทบ.ต่อเป็นปีที่ 3 ปีสุดท้ายแล้ว ยังขยับบิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วย ผบ. ทบ. จาก ตท.26 สายรบพิเศษ ขึ้นมาเป็นรอง ผบ.ทบ. ครองอัตราพลเอกพิเศษ สร้างอาวุโส และเตรียมจ่อขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ในปี 2570 เมื่อ พล.อ.พนาเกษียณ
แม้ว่าจะยังไม่มีความแน่นอนก็ตาม เนื่องจาก พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์เกษียณราชการตุลาคม 2571 หากได้เป็น ผบ.ทบ. ก็จะได้นั่งแค่ 1 ปีเท่านั้น ในขณะที่ พล.ท.สราวุธมีอายุราชการถึงตุลาคม 2573 ก็ถือว่าเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ.อีกคนหนึ่งเช่นกัน
แต่ความตั้งใจของ พล.อ.พนาก็ต้องการสนับสนุนให้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์เป็น ผบ.ทบ. และสร้างประวัติศาสตร์ให้เตรียมทหารรุ่น 26 ได้มีสมาชิกเป็น ผบ.ทบ.ถึง 2 คน และอาจเป็นการรอมชอมกัน ระหว่าง ตท.26 กับ ตท.28 ที่จะขึ้นมาดูแลกองทัพบกต่อกันไป จาก พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ 1 ปี สู่ พล.ท.สราวุธอีก 2 ปี ก็เป็นได้

แน่นอนว่าสำหรับกองทัพภาค 1 เมื่อแม่ทัพภาค 1 ไม่ได้ขยับ ก็จะมีปัญหาเรื่องการลื่นไหล ที่จะทำได้แค่ระดับรองแม่ทัพภาค และแม่ทัพน้อย และรองแม่ทัพน้อย
โดยมีรายงานว่า รองลาภ พล.ต.สิทธิพร จุลปานะ รองแม่ทัพภาค 1 แกนนำ ตท.30 จะกลายเป็นนายทหาร ซีรีส์ หมายเลข 3 คนแรกที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพ โดยจะได้ขึ้นเป็นแม่ทัพน้อย 1 ติดยศพลโท และเป็นทหารคอแดงต่อไป
หากแต่อนาคตย่อมต้องอยู่บนทางสองแพร่งว่า 1. จะขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อจาก พล.ท.วรยสหรือไม่ แต่กว่าที่ พล.ท.วรยสจะเกษียณตุลาคม 2571 พล.ต.สิทธิพรจะต้องรอถึง 2 ปี จะเป็นการเสียโอกาส และมีอายุราชการแค่ตุลาคม 2572 เท่านั้น
จึงมีโอกาสสูงที่ในอนาคต พล.ต.สิทธิพรอาจจะต้องแยกตัวออกไปจากกองทัพภาค 1 ไปสู่ตำแหน่งอื่นในกองทัพบก
โดยจังหวะก้าวนี้ดูจะไปลงล็อกกับการวางตัววางอนาคตรองเทพ พล.ต.เทพพิทักษ์ นิมิตร รองแม่ทัพภาค 1 จาก ตท.31 ที่คาดว่าในโผนี้จะยังคงเป็นรองแม่ทัพภาค 1 ต่อไปก่อน และด้วยความที่เคยเป็นบูรพาพยัคฆ์และ ผบ.พล.ร.2 รอ. ก็อาจจะได้รับมอบหมายให้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนภาคใต้ เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ผบ.ฉก.นราธิวาส) ในสัดส่วนของกองทัพภาค 1
จากนั้นในโยกย้ายปลายปี 2570 ก็จะขยับขึ้นเป็นแม่ทัพน้อย 1 ต่อจาก พล.ต.สิทธิพร และรอเป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อจาก พล.ท.วรยสพอดี ซึ่งก็จะกลายเป็นนายทหารคอแดงจากกองทัพภาค 1 อีกคน ที่จะเดินตามรอย พล.ท.วรยสในเส้นทาง ที่ถูกกำหนดใหม่ของแม่ทัพภาค 1 เป็นคนที่ 2
เพราะนับจากนี้ไป หากนายทหารคอแดงคนใดเลือกที่จะขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 1 ก็อาจจะต้องตัดสินใจแล้วที่จะไม่หวังที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนธรรมเนียมครั้งใหญ่ของแม่ทัพภาค 1 ซึ่งในอดีตส่วนใหญ่มักจะได้ขึ้นเป็น 5 เสือกองทัพบก และขึ้นเป็น ผบ.ทบ.



ขณะที่โผกองทัพอากาศก็มีพลิกความคาดหมายในบางตำแหน่ง จากเดิมที่คาดการณ์ว่าเจ้ากรมเหลน พล.อ.ต.นิทัศน์ ยูประพัฒน์ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ จะได้ขยับขึ้นไปเป็นเสนาธิการทหารอากาศ และกลายเป็นแคนดิเดต ผบ.ทอ.ในอนาคต
แต่มีรายงานว่า บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. ได้วางตัวรองเสธ.แจ๊ค พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย รองเสนาธิการทหารอากาศ เตรียมทหารรุ่น 29 ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารอากาศเลย
ในห้วงที่ผ่านมา พล.อ.ท.จักรกฤษณ์มีบทบาทอย่างมาก ในห้วงการสู้รบกับกัมพูชา ทั้งในฐานะรองเสธ.ทอ. และโฆษกกองทัพอากาศ และยังได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญพิเศษ ที่กองบิน 7 จ สุราษฎร์ธานีด้วย
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์มีอายุราชการถึงตุลาคม 2574 ดังนั้น จึงถือได้ว่าการขึ้นมาอยู่ใน 5 เสืออากาศครั้งนี้ เป็นการเตรียมตัวและนับถอยหลังสู่การเป็น ผบ.ทอ. ต่อจาก พล.อ.อ.เสกสรรที่จะเกษียณราชการตุลาคม 2571 นี้อีกด้วย
แม้ว่าในโผนี้ บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ รุ่นพี่เตรียมทหาร 28 จะได้ขยับขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ. และยังคงเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทอ.อยู่ แต่โอกาสน้อยลง เนื่องจากเมื่อ พล.อ.อ.เสกสรรเกษียณราชการ พล.อ.อ.อนุรักษ์จะเหลืออายุราชการแค่ปีเดียว เพราะจะเกษียณตุลาคม 2572 จึงอยู่ในสถานะเสียเปรียบ พล.อ.ท.จักรกฤษณ์
สำหรับ พล.อ.อ.อนุรักษ์ได้รับเสียงชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่เสนาธิการทางอากาศ ในห้วงการสู้รบที่ผ่านมา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ได้ขยับขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ. ไม่ได้ถูกย้ายออกจากกองทัพอากาศ และยังรับมอบหมายงานสำคัญให้เตรียมจัดงานวันกองทัพอากาศและงานแอร์โชว์ 90 ปีกองทัพอากาศไทยในปีหน้าด้วย
ดังนั้น จึงต้องรอดูการโยกย้ายปลายปี 2570 ว่า พล.อ.อ.เสกสรรจะจัดวางตัวบุคคล และตัดสินใจอย่างไรระหว่าง พล.อ.อ.นุรักษ์ และ พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ที่ในเวลานั้นจะนั่งอยู่ในเก้าอี้ 5 เสืออากาศเช่นกัน

ในขณะที่กองทัพเรือ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. ตัดสินใจเสนอชื่อบิ๊กเอก พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ. ทร. แกนนำเตรียมทหารรุ่น 26 และมีอายุราชการเหลือสองปีเกษียณตุลาคม 2571 เป็นผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เหตุผลเรื่องความเหมาะสมและความสามารถเท่านั้น
แต่เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมของ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เพื่อไม่ให้มีการเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับบิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการและประธานโครงการเรือฟริเกตด้วยนั่นเอง อีกทั้ง พล.ร.อ.กรวิทย์เหลืออายุราชการแค่ปีเดียวและมีอาวุโสน้อยกว่า พล.ร.อ.นเรศอีกด้วย
เนื่องด้วยโครงการนี้ถูกโจมตีในเรื่องความไม่โปร่งใส และขั้นตอนการคัดเลือก จนออกมากลายเป็นบริษัท ฮันวาโอเชี่ยน จากเกาหลีใต้ ที่ได้เข้ารอบและชนะเพียงรายเดียว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคุณสมบัติ
และทำให้ พล.ร.อ.กรวิทย์ที่ทำงานอย่างเต็มที่ กลายเป็นคนที่เจ็บช้ำและบอบช้ำที่สุด เพราะกลายเป็นเป้าและถูกโจมตีอย่างหนักในห้วงที่ผ่านมา โครงการเรือฟริเกตจึงไม่ใช่แค่เรื่องภายนอกกองทัพเรือ แต่มีปัญหาภายในกองทัพเรือผสมโรงด้วย
จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า เมื่อ พล.ร.อ.นเรศขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารเรือแล้ว จะบริหารจัดการเรื่องเรือรบที่มีปัญหาอย่างไร ทั้งเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ที่รอการเปลี่ยนเครื่องทั้งสองเครื่อง และปัญหาเรื่องระบบต่อสู้ระยะประชิด Phalanx เสียมาหลายปี รวมถึงปัญหาเรื่องเรือฟริเกตลำใหม่ หลังการเลือกฮันวาโอเชี่ยน ที่เคยต่อเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช มาต่อเรือฟริเกตลำใหม่ให้กองทัพเรืออีก
ดังนั้น โผโยกย้ายทหารก็เป็นสิ่งบ่งบอกถึงภาพของกองทัพในอนาคต ในเรื่องของโครงสร้างอำนาจได้เป็นอย่างดี รวมถึงการสะท้อนภาพปัญหาภายใน ที่อาจจะส่งผลต่อกองทัพในอนาคตไปพร้อมๆ กันด้วย
