กรรณิการ์ ปู่จินะ สมาพันธ์คนไร้บ้านฯ ย้อนฉากจำขึ้นใจ จัดระเบียบวันนี้ ‘เหมือนย้อนยุค 20 ปี’
รายงานพิเศษ| พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
กรรณิการ์ ปู่จินะ
สมาพันธ์คนไร้บ้านฯ ย้อนฉากจำขึ้นใจ
จัดระเบียบวันนี้ ‘เหมือนย้อนยุค 20 ปี’
เปิดปฏิบัติการ 7 วันรวด สำหรับการจัดระเบียบคนไร้บ้านครั้งล่าสุด ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานคร กับหน่วยงานต่างๆ อย่างกระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชนหมัดตำรวจ ทหาร และทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือ MCATT กระทรวงสาธารณสุข
เคลียร์คนไร้บ้านในพื้นที่ราชดำเนินและตรอกสาเก วันละ 3 รอบ ตั้งแต่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา แม้ใช้คำว่าดูแลและคัดกรอง พร้อมยืนยันว่าการพาไปพักพิงยัง ‘บ้านอิ่มใจ’ เป็นความสมัครใจ เช่นเดียวกับท่าทีของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งย้ำแล้วย้ำอีกว่า ขอ ‘ละมุนละม่อม’ ไม่จับกุม และรับว่าการแก้ปัญหาไม่สามารถทำได้แค่การผลักคนออกจากพื้นที่ แต่ต้องดูแลเป็นรายกรณี และสร้างโอกาส
อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธว่าภาพที่ออกสู่สายตาสาธารณชน นำมาซึ่งข้อห่วงใยจากนักวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมอย่างกว้างขวาง
3 กันยายนที่ผ่านมา ‘สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย’
ไปเยี่ยมศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า เรียกร้อง 3 ข้อ ขอให้ กทม.ยุติปฏิบัติการกวาดจับและคุกคามคนไร้บ้าน, สร้างการมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ให้คนไร้บ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และเครือข่ายคนจนเมืองร่วมออกแบบแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ไม่ใช้การบังคับ ข้อสุดท้าย กทม.และรัฐบาลต้องลงทุนการจัดที่อยู่อาศัยทางเลือกสำหรับคนจนเมือง โดยชี้ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมารับเรื่อง โดยฟันธงว่าไม่มีการคุกคาม พร้อมลงนามตั้งคณะทำงานร่วมกันในวันนั้นเพื่อหาทางออก
“อาจเพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ เลยกวาดให้พ้นทางก่อน เพื่อบอกว่าประเทศเราสวยงาม เป็นการสร้างภาพ”
คือสมมุติฐานของ กรรณิการ์ ปู่จินะ หรือ ‘อ๊อด’ วัย 48 ปี ผู้ซึ่งเคยอยู่ในสถานะคนไร้บ้านมานานกว่า 20 ปี ก่อนลุกขึ้นมาตั้งหลักได้อีกครั้ง วันนี้ขอเป็นตัวแทนสมาพันธ์คนไร้บ้านไทย เอื้อนเอ่ยความในใจ เล่าความเป็นไปของชีวิต และประวัติศาสตร์ความทรงจำในการจัดระเบียบคนไร้บ้านที่เคยพานพบด้วยประสบการณ์ตรง

: เกิดเหตุการณ์อะไรในชีวิต จนต้องกลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ อย่างสมบูรณ์?
ตอนอายุราว 22-23 ปี ท้องไม่พร้อม มีปัญหาครอบครัว ทะเลาะกับแม่ เลยหอบลูกซึ่งตอนนั้นอายุแค่ขวบเดียวหิ้วกระเป๋า 1 ใบขึ้นรถ บขส. จากจังหวัดตากมาลงหมอชิต หนีไปตายเอาดาบหน้า ใช้เงินที่เคยเก็บหอมรอมริบจากการทำงานรับจ้างวันละ 50 บาทบ้าง 70 บาทบ้าง จนพอได้ค่ารถค่ากิน
ความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ เลยศึกษาว่าผู้หญิงที่ถูกกระทำจะไปอยู่ที่ไหน เลยได้อาศัยที่บ้านพักฉุกเฉินก่อน แล้วฝากลูกที่เนิร์สเซอรี่ ตัวเองก็ไปรับจ้างทั่วไปรายวัน
ต่อมา ไปอยู่กับเพื่อนแถวลาดพร้าว สักพักเพื่อนมีครอบครัว เกรงใจเขา พอนั่งรถผ่านสนามหลวง สมัยนั้นมีตลาดนัดกลางคืน เห็นคนนอนได้ ก็คิดว่าทำไมเราจะนอนไม่ได้ ตัดสินใจพาลูกขึ้นรถเมล์สาย 44 มาเลย
ตอนแรกอายๆ ไปแอบมุมที่ไม่พลุกพล่าน แต่เกือบถูกกระทำ โชคดีมีคนช่วยทัน
เราเลยไปช่วยงานเขาที่ร้านส้มตำ รับจ้างปูเสื่อบ้าง เสิร์ฟบ้าง

: ทันตั้งแต่ยุคผู้ว่าฯ กทม. ชื่อ ‘สมัคร สุนทรเวช’ จัดระเบียบ ตอนนั้นบรรยากาศเป็นอย่างไร?
จําขึ้นใจเลย ช่วงนั้นมีประชุมเอเปค สนามหลวงกลางคืนนอนไม่ได้ อยู่ได้ถึงแค่ 5 ทุ่มแล้วจะมีคนมาไล่ กลุ่มเพื่อนที่อยู่สนามหลวงด้วยกัน ตอนเช้าไปเอาข้าววัดมาแบ่งกันกิน
เขาแนะนำให้ข้ามฝั่ง เพราะมีการจัดระเบียบฝั่งพระนคร เลยข้ามเรือท่ารถไฟ ไปฝั่งธนฯ แถววัดหลวงพ่อโบสถ์น้อย (วัดอมรินทรารามวรวิหาร) นอนได้ มีน้ำอาบ มีที่ซักผ้าริมคลองบางกอกน้อย
อยู่ได้สักพัก โดนเทศกิจหลอก ทำทีเดินมาบอกว่า กลางคืนนอนระวังฟืนระวังไฟนะ อันตราย ให้ช่วยกันดูแล ที่แท้มานับยอดว่าตรงนี้มีกี่คน พอข้ามคืนมากระชากหูมุ้งที่นอนกับลูกออกแล้วต้อนคนเป็นกลุ่มพาไปขึ้นรถหกล้อที่เป็นคอก เขียนว่า กรมประชาสงเคราะห์ เราไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ถูกข่มขู่ด้วยเสียงดัง ลูกก็ร้อง พาไปแถวสะพานพระราม 8 คนไร้บ้านเยอะมาก โดนนั่งแยกเป็นกลุ่ม ตอนนั้นมีข่าวว่าจะเอาคนไร้บ้านไปอยู่ที่โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง แถวโคราช
ผู้บริหาร กทม.ท่านหนึ่งเดินมาคุยว่าให้เข้าสู่กระบวนการ เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ
แต่เราคิดว่า ถ้าเข้ากระบวนการจะต้องแยกกับลูก และตอนนั้นมีแฟนใหม่แล้ว พวกเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอม
วันนั้นมีคำที่ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเองไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นคนเลย
: กทม.ยุค ‘ชัชชาติ 1’ ให้ความสำคัญกับคนไร้บ้านมาก ทั้งร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา และภาคเอกชน ทำห้องน้ำ ที่ซักผ้า รีโนเวต ‘บ้านอิ่มใจ’ ช่วงนั้นถือว่าโอเคไหม?
ก็โอเคที่เขามีแบบนั้นให้ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้เปลาะหนึ่ง เมื่อก่อนถนนราชดำเนินมีพี่น้องคนไร้บ้านมากันเยอะ เพราะผู้ใจบุญชอบมาแจกข้าว พอจัดระเบียบในยุคผู้ว่าฯ ชัชชาติ สมัยแรก ก็ให้ไปอยู่แถวคลองหลอด
แต่ช่วงนี้เหมือนเราย้อนกลับไปเกือบ 20 ปีที่แล้ว มีทั้ง อส. (อาสาสมัครรักษาดินแดน) เทศกิจ ตำรวจ ซึ่งควรเปลี่ยนได้แล้ว ควรรับฟังปัญหา ไม่ใช่ใช้อำนาจ เอาปัญหาไปซุกใต้พรม โดยปัญหาจริงไม่ได้ถูกแก้
อย่างการพาพี่น้องไปแออัดอยู่บ้านอิ่มใจ มันไม่ได้ตอบโจทย์
: จากประสบการณ์กว่า 2 ทศวรรษของการเป็นคนไร้บ้านตัวจริง คิดว่าภาครัฐควรแก้ปัญหาอย่างไรจึงยั่งยืน ฝึกอาชีพ สร้างงาน ทำไมยังไม่ค่อยบรรลุผล?
จากที่เคยเป็นคนไร้บ้าน 20 กว่าปี ฝึกอาชีพมาจนไม่รู้จะฝึกอะไรแล้ว ตอนฝึกซ่อมรองเท้า ทำรองเท้าหนัง กระเป๋าหนัง เขามีอุปกรณ์ให้ ตอนจะทำเป็นอาชีพ เขาก็ให้ทุนนะ 3,000 บาท ไปซื้ออุปกรณ์ แต่ไม่รู้จะเอาไปขายใคร ต่อยอดไม่ได้ ไม่มีตลาด
การแก้ปัญหาต้องดูบริบทของคนไร้บ้านแต่ละคน ซึ่งไม่ได้เหมือนกันทุกคน มีทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ คนป่วยกาย ป่วยใจ มันควรจะมาคิดร่วมกันว่า คนกลุ่มนี้เราจะช่วยเหลืออะไรเขาได้บ้าง ความต้องการจริงๆ คืออะไร
บางคนต้องการที่อยู่ บางคนต้องการเรื่องสิทธิ บัตรประชาชน สุขภาพ
เราเป็นคนไร้บ้านที่มีประสบการณ์ คุณควรรับฟังว่าพี่น้องส่วนใหญ่ต้องการอะไร
: อะไรที่ทำให้ลุกขึ้นมาตั้งหลักได้?
เมื่อก่อนเคยอาศัยในพื้นที่สาธารณะ นอนไม่เต็มตื่น กินไม่เต็มอิ่ม
แต่พอเราเข้าสู่กระบวนการร่วมกับเครือข่ายปุ๊บ ทำให้มีที่หลบแดด หลบฝน มีศักยภาพที่จะออกไปทำงาน ตั้งตัวได้ มีกำลังใจ
ตอนนี้ที่เราทำเรื่องอุดหนุนเรื่องที่อยู่อาศัยให้พี่น้องคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงที่อยู่อาศัย
เราไม่ได้ต้องการถึงขนาดมีบ้านเป็นหลังๆ
คำว่าบ้านของเรา อาจเป็นห้องเช่าให้พักผ่อนเต็มอิ่ม เช้าไปทำงาน เย็นกลับมาเจอหน้าครอบครัว
: แสดงว่าจริงๆ แล้วไม่ได้ต่อต้านการเข้ากระบวนการ?
กระบวนการภาครัฐไม่ตอบโจทย์ เพราะเป็นการพาพี่น้องเข้าไปอยู่ในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งซึ่งแน่นมาก
ขณะที่กระบวนการของเครือข่ายของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยซึ่งทำงานกับคนไร้บ้าน เขารับฟังปัญหา และเอาพี่น้องเป็นแกนหลัก เป็นปากเป็นเสียง
ทำให้เราลุกขึ้นไปต่อรองกับภาครัฐได้
: ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนหนึ่งยังไม่เข้าใจ ‘คนไร้บ้าน’ อยากฝากอะไรบ้าง?
คุณไม่ควรตีตราจากเหตุผลเดียวที่เป็นคนไร้บ้าน อาศัยในพื้นที่สาธารณะ แต่งตัวมอมแมม
คุณควรจะมองลึกลงไปว่าทำไมเขาถึงต้องมาอยู่แบบนั้น เขามีปัญหาอะไรไหม การรับฟังและให้โอกาสเป็นสิ่งที่ดี ทำให้มีกำลังใจในการลุกขึ้นเปลี่ยนตัวเองจากตรงนั้น
เราไม่ได้ขี้เกียจ ไม่ได้อยากเป็นคนไร้บ้าน อยากได้งานทำ อย่างงานรายเดือน ทำไม่ได้แน่ เพราะต้นทุนไม่มี เลยต้องเลือกรายวันที่ทำปุ๊บเย็นได้เงินเลย
อยากขอสังคมช่วยให้โอกาส
