‘ปิยบุตร’ วิเคราะห์การเมืองไทย จาก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ สู่ ‘รัฐอำนาจนิยมแบบถาวร’
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘ปิยบุตร’ วิเคราะห์การเมืองไทย
จาก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
สู่ ‘รัฐอำนาจนิยมแบบถาวร’
หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ในรายการ “ประชาธิปไตย 2 สี” โดย “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” เผยแพร่ทางช่องมติชนทีวีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569
ในความเห็นของผม คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” มันอาจจะไม่ได้หมายความเฉพาะแค่พรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยเป็นเพียงผู้รับภารกิจในการรักษาตัวระบอบสีน้ำเงินนี้ไว้
ถ้าพูดให้เป็นงานทางวิชาการสักหน่อย ผมขอหยิบยืมความคิดของปรัชญาเมธีชื่อ “นิคอส ปูลันต์ซาส”
เขาบอกว่าระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ระบบเสรีประชาธิปไตยที่เบ่งบานใช้กันทั่วโลกในยุคนั้น ในท้ายที่สุดแล้ว ข้างหน้าฉากมันดูเหมือนเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มันดูเหมือนมีเสรีภาพ มีการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ
แต่เนื้อในแล้วมันมีความเป็นอำนาจนิยม หรือจะใช้คำว่า “รัฐอำนาจนิยม” ก็ได้
รัฐอำนาจนิยมแบบนี้เกิดขึ้นมาเพราะกลุ่มชนชั้นปกครองรู้แล้วว่า ระบอบเสรีประชาธิปไตยพอเริ่มต้นขึ้น มันเกิดรูรั่วให้กับฝ่าย “ผู้อยู่ใต้ปกครอง” ได้ใช้พื้นที่ของสถาบันทางการเมือง ใช้พื้นที่ของรัฐธรรมนูญในการต่อสู้เพิ่มขึ้น มันเกิดรูรั่วทำให้ระบบทุนนิยมเกิดวิกฤตการณ์เพิ่มขึ้น
ดังนั้น รัฐมันเลยต้องปรับตัวเองให้เป็น “อำนาจเข้มกว่าเดิม” ภายใต้หน้ากากของความเป็นประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเหมือนเดิม
ลองสรุปกันดูว่ามันมีลักษณะอะไรบ้าง แล้วเดี๋ยวมาเทียบดูว่าตรงกับประเทศไทยตอนนี้ไหม
ประการที่หนึ่ง อำนาจของฝ่ายบริหารจะเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น สังเกตได้ว่าการตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลจะใช้ระบบฟาสต์แทร็กออกเป็นพระราชกำหนด ใช้อำนาจความเข้มแข็งของรัฐบาลทำให้มันรวดเร็ว แล้วสิ่งที่ทำไม่ใช่เกิดจากการริเริ่มของฝ่ายการเมืองที่ลงเลือกตั้ง แต่มาจากเทคโนแครต มาจากระบบราชการ
ระบบรัฐคิดอ่านแล้วว่าต้องทำนโยบายแบบนี้ แล้วก็ใช้อำนาจบริหารฟาสต์แทร็กเลย จะเป็นลักษณะแบบนี้ ข้าราชการกับเทคโนแครตเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่วนนายกฯ กี่คน พรรคการเมืองแต่ละพรรค เข้ามา (เป็นรัฐบาล) แล้วก็ไป แต่คุณไม่ได้มีนโยบายอะไรของคุณ
ประการที่สอง สภาอ่อนแอ ระบบรัฐสภาที่เราเชื่อกันว่าการตัดสินใจใหญ่ๆ สำคัญๆ มาจากเสียงข้างมากในสภา กฎหมายทุกฉบับต้องผ่านเสียงข้างมากในสภา แต่เอาเข้าจริงมันตกลงกันมาก่อนหมดแล้วนอกสภา ผ่านวิป ผ่านการเจรจาพูดคุย ยกมือยังไงตัวเลขก็เป็นอย่างนั้นตลอดเวลา
ดังนั้น คุณอภิปรายให้ตาย พูดให้ดีให้ตาย มันไม่มีการส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของ ส.ส. เพราะมันตกลงกันมาก่อนแล้ว ทำให้สภาไม่ใช่ที่ที่น่าติดตาม สภากลายเป็นโรงละครสำหรับให้นักการเมืองโชว์ นักการเมืองแสดงพูดเก่งเอาไปใช้หาเสียง เอาไปพูดกับประชาชน ถือว่าฉันได้ทำแล้ว
แต่มันเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจใหญ่ๆ อะไรไม่ได้เลย
ประการที่สาม ระบบตรวจสอบพัง เราบอกว่าระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามันมีเรื่องหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ต้องมีองค์กรตุลาการ องค์กรอิสระมาคอยตรวจสอบเสียงข้างมาก แต่ระบบตรวจสอบมันพังไปหมด ก็เพราะว่ามันเอนเอียงเข้าไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง
ประการที่สี่ มีชุดกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในทางการเมือง ในการแสดงออกของประชาชน คุณจะแสดงออกไม่ได้ คุณจะเคลื่อนไหวไม่ได้
ประการที่ห้า เราบอกกันว่ายุคสมัยนี้เป็นเศรษฐกิจแบบ “เสรีนิยมใหม่” ก็คือรัฐจะมีบทบาททางเศรษฐกิจให้น้อย ปล่อยให้การแข่งขันมันเดินไป แต่กับรัฐอำนาจนิยมแบบนี้ มันตรงกันข้าม
รัฐจะเข้ามามีบทบาทเศรษฐกิจมาก แต่มากเฉพาะการแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ส่วนข้างล่างปล่อยเป็นไปตามยถากรรม
ทั้งห้าประการเราลองมาวิเคราะห์ดู ผมว่ามันไม่ได้เริ่มต้นสมัยรัฐบาลชุดนี้หรอก แต่มันต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร 2557 แล้วก็แปลงร่างเข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 แล้วมันก็อวตารตัวเองลงมาเป็นรัฐบาลคุณประยุทธ์ (จันทร์โอชา) และครั้งนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคภูมิใจไทย
ผมว่าทั้งห้าเรื่องนี้เข้าหมดเลย ทุกวันนี้ฝ่ายบริหารมีนโยบายอะไรที่เกิดจากการริเริ่มของพรรคภูมิใจไทยไหม
ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นสิ่งที่เขาคิดอ่านกันมาผ่านระบบราชการ อาจจะมีบางอันที่คุณหยิบขึ้นมาเพราะมันเป็นมาตรการระยะสั้นและต้องการดึงคะแนนเสียง เช่น โครงการคนละครึ่ง แต่ที่เหลือจะมาจากวิธีคิดของระบบราชการ ที่ดันขึ้นมาแล้วก็บริหารจัดการโดยเทคโนแครต
มีนักวิชาการสุภาพสตรีชาวฝรั่งเศสชื่อ “ซินเธีย เฟลอรี” เสนอแนวคิดเรื่อง “อำนาจของการแสดงความหยาบคาย ความบันเทิง และความตลก” หมายความว่าผู้นำสมัยนี้จะพยายามแสดงเรื่องพวกนี้
ยกตัวอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” หรือ “ฆาบิเอร์ มิเลย์” ของอาร์เจนตินา พวกผู้นำขวาจัดพอขึ้นมา เขาจะต้องมีอาการแบบกล้าพูดแรงๆ กล้าด่าสื่อ หรือบางทีก็เล่นตลกเยาะเย้ย แซว ร้องเพลง เต้น อะไรต่างๆ นานา เต็มไปหมด
พฤติกรรมพวกนี้ไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ มันมาเพื่อที่จะทำให้คนเห็นว่า ไม่ว่าอั๊วจะทำอะไร ก็ไม่มีใครทำอะไรอั๊วได้
ของเราคล้ายกันไหม เราจะเห็นท่านนายกฯ มีศิลปะเรื่องการแซวคนการบลัฟฟ์คน ร้องเพลง เป่าแซกฯ เล่นเปียโน มีเรื่องอะไรแบบนี้ตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกัน เนื้องานข้างในใครทำ เทคโนแครตทำ ระบบราชการทำ แล้วอำนาจบริหารเข้มข้นมาก พ.ร.ก. (กู้เงิน 4 แสนล้าน) เพิ่งผ่านไป ใช้ฟาสต์แทร็กตลอด
อันที่สอง สภาอ่อนลง วันนี้ยกมือยังไงก็แพ้ คุณพูดเก่งที่สุดดีที่สุด โน้มน้าวจิตใจคนได้ ที่สุดมันทำอะไรไม่ได้หรอก มันตกลงมาหมดแล้ว
อันที่สาม ระบบตรวจสอบพัง ชัดเจนมากตอนนี้องค์กรอิสระไปหมดแล้ว วุฒิสภาไปหมดแล้ว
อันที่สี่ กฎหมายจำกัดเสรีภาพ กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ม.112 ม.116 พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วก็ยังมีมาตรการเตรียมควบคุมเอ็นจีโออีก ผมเชื่อว่าเดี๋ยวจบศึก ส.ว.จะเข้มขึ้นในการคุมองค์กรภาคประชาสังคม
สุดท้าย รัฐแทรกแซงเศรษฐกิจ แต่ช่วยเฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เหมือนที่ “อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์” เรียกว่าประเทศไทยเป็น “สังคมนิยมข้างบน ทุนนิยมกับข้างล่าง” สังคมนิยมกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ช่วยเหลือเขา แต่กับชาวบ้านทั่วไปตัวเล็กตัวน้อย ใช้ระบบการแข่งขันเต็มที่
ตอนนี้สภาพการณ์มันเป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่ามีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล เป็นตัวแสดงหลัก…
ถ้ามันเดินต่อไปเรื่อยๆ ระบบที่ผมเรียกว่ารัฐแบบอำนาจนิยมแบบนี้จะส่งผลอย่างไร
ผมว่าขั้นแรก คนจะเบื่อ คนจะท้อแท้ คนจะเริ่มสิ้นหวัง การเมืองกระแสสูงขึ้นในปี 2563-2566 แปลงเสียงออกมาเป็นผลลัพธ์ให้พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง แล้วหลังจากนั้น 2569 (พรรคประชาชน) แพ้ขาด (กระแส) มันก็ตกลงไปเรื่อยๆ โดนนิติสงครามคดีความกันจำนวนมาก
ลองเทียบเคียงในช่วงปี 2562 ตอนชุดพวกผม (พรรคอนาคตใหม่) ยังอยู่ในสภา บังเอิญว่าตอนนั้นสภามันไม่ได้มีการเลือกตั้งมานานเกือบ 10 ปี พอกลับมาเปิดสภา คนก็เลยตื่นเต้น มีคน (นักการเมือง) รุ่นใหม่ขึ้นมา (ประชาชน) เลยติดตามการเมือง
แต่พอผ่านไปเรื่อยๆ คนก็เริ่มรู้สึกว่าการดูประชุมสภาไม่มีอะไร เริ่มเบื่อ อัตราการมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็ลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองท้องถิ่นที่ลดลงอย่างมาก
หรือบางคนอย่ากระนั้นเลย ทำใจแล้วว่ามันได้แค่นี้แหละ แล้วก็ไปไกลกว่านั้นอีกคือร่วมกับระบบอำนาจ ย้ายข้างไปเลย เชื่อว่าอย่างน้อยๆ เราก็เอาความรู้ความสามารถที่มีไปช่วยประเทศดีกว่า
แล้วก็เกิดขบวนการ “ถอดถอนความเป็นการเมือง” มันไม่ได้สู้กันเรื่องการเมืองเชิงนโยบายเชิงโครงสร้าง แต่มันจะสู้เรื่องประเด็นปัญหารายวัน ประกอบกับมีสื่อสารมวลชนแบบ “บันเทิงอธิปไตย” คือมันจะต้องมีเรื่องดราม่าแล้วก็ต้องแก้รายวัน นักการเมืองก็ถูกบังคับให้ต้องทำแบบนั้น เพราะไม่งั้นคุณเสียคะแนน
คุณก็ต้องไปเกาะติดประเด็นปัญหารายวัน แต่เรื่องใหญ่ๆ ถูกหลงลืมไป แล้วความคิดริเริ่ม การผลักดันที่มาจากพรรคการเมืองจะค่อยๆ ลดลง มันจะมาจากระบบราชการและเทคโนแครตมากยิ่งขึ้น
ถ้าเดินแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วเขาทำสำเร็จ มันจะเกิดสภาวะที่อาจเรียกว่า “รัฐอำนาจนิยมแบบถาวร” ก็คือมีเลือกตั้ง มีระบบตรวจสอบ มี ส.ว. มีศาลรัฐธรรมนูญ มีองค์กรอิสระ มีพรรคการเมืองแข่งขันกันลงเลือกตั้ง แต่ไส้ในมันเป็นแบบนี้
“พรรคประชาชน” อย่างไรเขาก็จะเก็บพรรคนี้ไว้เรื่อยๆ แต่ทำให้พรรคนี้ได้ ส.ส.แค่ 100-120 คน อย่าให้มันได้ที่หนึ่ง แล้วมันก็จะเป็นสีสันเป็นเครื่องประดับเป็นเครื่องแต่งหน้าทาปากให้กับระบบการเมืองไทย ว่าเห็นไหมอย่างน้อยเราก็มีระบบพรรคการเมืองหลากหลายพรรคแข่งกัน คุณแข่งแล้วแพ้เอง คุณก็ต้องอยู่แบบนี้
ตอนนี้ ผมคิดว่ามันประกอบร่างเป็นแบบนี้ขึ้นมา และพัฒนามากขึ้นกว่าสมัยของรัฐบาลคุณประยุทธ์ เพราะอย่างน้อยเขา (ภูมิใจไทย) ได้คะแนนเสียง ส.ส. มาเป็นกอบเป็นกำ
