ถอดรหัสหลุมพรางไฟใต้ ถล่มด่านฆ่าทหาร 5 ศพ ยั่วรัฐตอบโต้กลับรุนแรง! ยิ่งปราบ-ก่อการร้ายยิ่งโต
คอลัมน์ อาชญากรรม : อาชญา ข่าวสด
เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทะขึ้นอย่างอุกอาจและมีการวางแผนมาอย่างแยบยล ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 18.45 น.
กลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบอาวุธครบมือกว่า 10 คน แต่งกายด้วยชุดสีดำคล้ายทหารพรานและสวมหมวกปีกอำพรางใบหน้า เปิดปฏิบัติการจู่โจมจุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี หมู่ที่ 7 บ้านตลาดตันหยงมัส ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
จากภาพของกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นนาทีสังหารที่ใช้เวลาปฏิบัติการเพียง 1 นาที 30 วินาทีเท่านั้น
คนร้ายแบ่งกำลังเป็น 2 ชุดปฏิบัติการ
ชุดที่ 1 ใช้รถยนต์กระบะนิสสัน 4 ประตู ติดป้ายทะเบียนอำพราง ผน 6866 สงขลา บรรทุกกำลังพล 6 คนนั่งท้ายกระบะ
เมื่อรถเคลื่อนเข้าใกล้จุดตรวจที่มีเจ้าหน้าที่ยืนปฏิบัติหน้าที่อยู่ 3 นาย คนร้ายชะลอความเร็วแล้วใช้อาวุธปืนสงครามเอ็ม 16 และอาก้าสาดกระสุนยิงถล่มทันที
เมื่อกำลังพลล้มลง คนร้ายจอดรถลงมาสาดกระสุนยิงซ้ำใส่เจ้าหน้าที่ในบังเกอร์อีก 2 นาย
เพื่อให้แน่ใจว่าเสียชีวิตทุกคน
ชุดที่ 2 ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีขาว-แดง ตามหลัง โดยคนขับสวมหมวกกันน็อกมีปืนพกขนาด 11 มิลลิเมตร
ส่วนคนนั่งซ้อนท้ายเป็นชายแต่งกายอำพรางด้วยชุดฮิญาบสีดำของผู้หญิง ถือปืนอาก้า ทำหน้าที่จอดรถสาดกระสุนคุ้มกันเปิดทาง และขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ลงบริเวณหัวสะพานหอสูง
การโจมตีอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กำลังพลสังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4509 เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 5 นาย ได้แก่ จ.ส.อ.ธีระยุทธ โสมะเกิด, อส.ทพ.วิมล ดาบทอง, อส.ทพ.ซาการียา เจ๊ะน๊ะ, อส.ทพ.ณัฐสิทธิ์ แก้วเสนา และ อส.ทพ.ซอลาฮูดิง ปิ
ก่อนหลบหนี กลุ่มคนร้ายตรงเข้าค้นร่างผู้เสียชีวิตแล้วฉกเอาอาวุธปืนประจำกายอาก้าพับฐาน 4 กระบอก, ปืนพกขนาด 11 มิลลิเมตร 1 กระบอก, เสื้อเกราะกันกระสุน 4 ตัว และซองกระสุนปืน 4 ซอง ติดมือไปด้วย
เหตุการณ์นี้ยังมีประชาชนบริสุทธิ์ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บอีก 6 ราย โดยมีเด็กชายฮาปิ๊บ หินะ อายุ 10 ขวบ ถูกสะเก็ดระเบิดเป็นแผลฉีกขาดหนักบริเวณโคนขาต้องส่งตัวรักษาต่ออย่างเร่งด่วน
ขณะที่บ้านเรือนประชาชนถูกระเบิดไปป์บอมบ์และรอยกระสุนปืนเสียหาย 5 หลัง
ขณะที่ในจุดเกิดเหตุบริเวณจุดตรวจ เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนสงครามตกกระจายเกลื่อนถนนมากกว่า 220 ปลอก จากปืน 3 ชนิด คือ เอ็ม 16, อาก้า และปืนพกขนาด 11 มิลลิเมตร
เบาะแสสำคัญในการสืบสวนเชิงลึกเริ่มคลี่คลาย เมื่อเวลาประมาณ 20.50 น. ของคืนเกิดเหตุ
ตำรวจ สภ.ศรีสาคร รับแจ้งจากผู้นำชุมชนในพื้นที่บ้านไอร์เจี๊ยะ ตำบลซากอ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ใกล้น้ำตกไอร์ซือดอร์ ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกล พบรถยนต์กระบะนิสสัน 4 ประตู เกิดเพลิงลุกไหม้รุนแรงวอดวายทั้งคันอยู่กลางถนน
การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยืนยันว่า รถกระบะคันดังกล่าวคือพาหนะคันเดียวกับที่ใช้ก่อเหตุยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี การจุดไฟเผาครั้งนี้เป็นเทคนิคการอำพรางทำลายคราบดีเอ็นเอและรอยนิ้วมือแฝง
กำจัดพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
จากการขยายผลตรวจสอบแผ่นป้ายทะเบียน ผน 6866 สงขลา แท้จริงแล้วเป็นป้ายทะเบียนรถกระบะอีซูซุ สีน้ำตาล ซึ่งมีผู้ครอบครองอยู่ในจังหวัดสงขลา
ส่วนตัวรถกระบะนิสสันเดิมเป็นสีบรอนซ์เทาที่ถูกนำมาพ่นสีดำอำพราง และมีการซื้อขายเปลี่ยนมือมาแล้วหลายทอดโดยไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทางกฎหมาย
รายงานข่าวกรองเชิงลึกเปิดเผยว่า ก่อนหน้าจะเกิดเหตุเพียงไม่นาน หน่วยงานความมั่นคงได้ออกหนังสือแจ้งเตือนภัยระดับสูง พบความเคลื่อนไหวของแกนนำสั่งการให้จัดตั้งทีมก่อเหตุลอบยิงและวางระเบิดเป้าหมายเจ้าหน้าที่ในอำเภอสุคิริน, อำเภอศรีสาคร, อำเภอรือเสาะ และอำเภอระแงะ
โดยพบกลุ่มชายต้องสงสัยพร้อมอาวุธปืน 5 คน ปรากฏตัวบริเวณเชิงเขาเมาะแต บ้านกาหนั้วะ ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ รวมถึงมีข่าวกรองระบุถึงแผนเตรียมลอบวางระเบิดย่านเศรษฐกิจในอำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอแว้ง
นอกจากนี้ การสืบสวนเจาะลึกยังพบว่า จุดตรวจบูเก๊ะซามีปกติมีกำลังพลประจำการ 8 นาย แต่วันเกิดเหตุมีกำลังพลลาพัก 3 นาย เหลือปฏิบัติหน้าที่เพียง 5 นาย
คาดว่าสายข่าวของกลุ่มผู้ก่อเหตุเฝ้าสังเกตการณ์และส่งสัญญาณให้ชุดปฏิบัติการฉวยโอกาสเข้าโจมตีช่วงกำลังพลลดลง
การรวบรวมพยานหลักฐานตลอด 24 ชั่วโมง นำไปสู่ความคืบหน้าทางกฎหมายครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ศาลจังหวัดนราธิวาสอนุมัติหมายจับที่ 439/2569 ตามการเสนอของ สภ.ระแงะ ให้จับกุม นายอาซีซัน ชาวอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ในข้อหาร่วมกันก่อเหตุยิงและขว้างระเบิดใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี
จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเชิงลึกพบว่า เป็นระดับปฏิบัติการคนสำคัญที่มีหมายจับติดตัวเดิม จากคดีร่วมกันวางระเบิดและลอบยิงในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2568
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้แล้ว 2 ราย รายแรกถูกควบคุมตัวได้ในวันเกิดเหตุ และอีกรายมีภูมิลำเนาในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี นำตัวเข้าสู่กระบวนการซักถาม ณ ศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46
เพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการที่เหลืออีกกว่า 10 ราย
ทว่า… ท่ามกลางการสืบสวนที่เข้มข้น กลับเกิดประเด็นถกเถียงทางยุทธวิธีในระดับฝ่ายนโยบาย
เมื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ประกาศว่าทหารจะเป็นฝ่ายผู้ล่าบ้าง
แต่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาชี้แจงว่าไม่อยากให้ใช้วาทกรรมคำว่า “ไล่ล่า” เพราะผู้ก่อเหตุยังคงเป็นคนไทยที่มีความเห็นแตกต่าง ต้องใช้กลไกการพูดคุยสันติสุขควบคู่ไป
จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจความสูญเสียของกำลังพล
จากกระแสการถกเถียงอย่างร้อนแรง พล.ท.อดุลย์ต้องออกมาแถลงชี้แจงชี้แจงปมดราม่าดังกล่าวด้วยน้ำตาคลอ ยืนยันด้วยความช้ำใจว่า ตนเองเติบโตมาจากสายผู้บังคับบัญชาหน่วยกำลัง ย่อมเข้าใจความรู้สึกเมื่อต้องสูญเสียลูกน้องจากการสู้รบดีที่สุด
พร้อมลั่นคำขาดอย่างหนักแน่นว่า ลูกน้องต้องไม่ตายฟรี และกำชับแม่ทัพภาคที่ 4 ให้จับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้
แต่ที่ไม่อยากใช้คำว่าไล่ล่าผ่านสื่อ เพราะในฐานะรัฐมนตรีไม่อยากพูดอะไรที่ดูรุนแรงเกินไปจนกลายเป็นการเติมน้ำมันเข้ากองไฟ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำว่า แม้จะไม่ใช้คำว่าไล่ล่า แต่รัฐบาลจะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ถูกรังแกถึงขั้นเสียชีวิตเช่นนี้อย่างเด็ดขาด และต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนสู่ครอบครัวของผู้สูญเสีย
ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ โดยผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ลงนามใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ประกาศยกระดับยุทธการขั้นสูงสุดทั่วทั้งจังหวัดนราธิวาส
กระทั่งวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกินกว่าฝ่ายไทยจะยอมรับได้
เนื่องจากการก่อเหตุย้อนกระบวนการในระหว่างที่กำลังเจรจา ส่งผลให้โต๊ะพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการที่เคยกำหนดไว้ช่วงเดือนกันยายนนี้ ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอคำชี้แจงจากฝ่ายผู้เห็นต่าง
ขณะเดียวกัน สังคมในพื้นที่ได้สะท้อนเสียงตอบโต้อย่างชัดเจน เมื่อชาวบ้านและนักเรียนอำเภอระแงะรวมตัวกันบริเวณสะพานบูเก๊ะซามี จัดกิจกรรมเดินรณรงค์ต่อต้านความรุนแรง ชูป้ายประณามการก่อความไม่สงบและปฏิเสธอาวุธปืน
การออกมาเดินรณรงค์ของมวลชนครั้งนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณเด็ดขาดว่า ชุมชนปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ และเรียกร้องให้ยุติการสูญเสีย เพื่อคืนความสงบสุขที่ยั่งยืนให้แก่พื้นที่ชายแดนใต้
กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุอุกอาจครั้งนี้ มองอย่างไรก็ไม่ใช้เพียงเพื่อสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ปลูกฝังความหวาดกลัวให้ติดลึกในหัวใจชาวบ้านเท่านั้น
แต่การลงมืออย่างโหดเหี้ยมและครึกโครม เหมือนจงใจยั่วเย้าให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังตอบโต้กลับขั้นรุนแรง เกิดขึ้นทุกครั้งที่โต๊ะพูดคุยสันติสุขเริ่มเข้ารูปเข้ารอย มีแนวโน้มไปในทิศทางดีที่ชาวบ้านเฝ้ารอคอย
คล้ายหวังกดดันข้อตกลงบางอย่างที่ยังไม่บรรลุให้เป็นไปตามความต้องการของกลุ่มผู้เห็นต่าง
แต่หากมองอีกมุมมีความเป็นไปได้ที่กลุ่มหัวรุนแรงรุ่นใหม่ออกมาโชว์เพาเวอร์ ต่อต้าน และปฏิเสธแนวทางสันติวิธี พังโต๊ะการพูดคุยไม่ให้เดินหน้าต่อไปอีก
หลอกล่อให้เจ้าหน้าที่ฟิวส์ขาดบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดรุนแรง กระทบถึงผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อนจนทนไม่ไหว
โมเดลทางสงครามจิตวิทยาชุดนี้ ก็คือแบบแผนเดิมๆ ที่ย้อนกลับไปเมื่อครั้งต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ยิ่งปราบปรามหนัก ก็ยิ่งผลักให้ชาวบ้านตาดำๆ ไปเป็นแนวร่วมฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น
ณ เวลานี้ นับเป็นอีกบทพิสูจน์จิตใจคนของภาครัฐว่ามีความหนักแน่นมั่นคงมากพอจะไม่สติแตก
หลงเดินเข้าสู่หลุมพรางที่อีกฝ่ายวางดักไว้ได้หรือไม่
