คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เจ้าฟ้าและสามัญชน (9) | สมรสลับ
เมื่อเข้าสู่ปีที่ 10 ของการเรียนในต่างประเทศทั้งที่อังกฤษและรัสเซีย ในที่สุดเส้นทางการศึกษาของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ก็เดินทางมาสู่บทสุดท้าย
พระองค์และนายพุ่มสำเร็จการศึกษาทั้งจากโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กและโรงเรียนเสนาธิการ โดยสิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2449
ดังข้อความในลายพระหัตถ์ของพระองค์ไปถึงพระราชบิดาในวันที่ 19 มกราคม ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “ถึงลูกชายเล็ก” ของ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ และไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ ความว่า
“ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าฯ ตามที่ข้าพระพุทธเจ้าได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเข้าไปโดยทางโทรเลขแล้วว่า เมื่อวันที่ ๗ เดือนนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าสอบไล่ครั้งที่สุด แลนับเปนจบในการสอบไล่ ณ อาคาเดมี”
หลังจากผ่านช่วงเวลาของการเรียนเมืองนอกมาอย่างยาวนานถึงสิบปี บัดนี้ก็ถึงเวลาที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ จะต้องกลับสู่สยามแล้ว
เช่นเดียวกับนายพุ่มที่ถูกส่งตัวมาในฐานะนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงเพื่อทำการศึกษาในรัสเซียพร้อมกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ก็ต้องกลับมารับราชการชดใช้ทุนด้วย
ทว่า พุ่มกลับบ่ายเบี่ยงและพยายามอย่างเต็มที่หมายประวิงเวลาในการอยู่รัสเซียให้ทอดยาวออกไป
ซึ่งทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วจนถึงกับบริภาษ (ด่า) นายพุ่มอย่างรุนแรงว่าเป็น “กบฏ”
ดังที่ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ และไอลีน ฮันเตอร์ ได้บรรยายไว้ในหนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม” ว่า
“อันที่จริงพุ่มได้เคยกราบบังคมทูลพระจุลจอมเกล้าฯ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตลาออกจากกองทัพบกและอยู่ในรัสเซียต่อไป แต่พระองค์ทรงปฏิเสธและมีรับสั่งให้กลับเมืองไทย พุ่มซึ่งมีตำแหน่งอยู่ในกรมทหารม้าฮุสซาร์และมั่นใจว่า มีโอกาสที่จะได้เลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นไปอีก ทั้งยังเป็นที่รักใคร่ชอบพอของเพื่อนนายทหารในกรมจึงฝืนพระบรมราชโองการ พระจุลจอมเกล้าฯ กริ้วมาก ถึงกับบริภาษพุ่มว่า เป็น — กบฏ — “
เรื่องนี้เป็นความอลหม่านที่สุดอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในช่วงท้ายของชีวิตนักเรียนทุนทั้งสอง
ในขณะที่นายพุ่มก่อเหตุครั้งใหญ่ด้วยการขัดพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ก็ทรงกระทำเรื่องใหญ่ไปอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการวางแผนครองคู่กับแคทยาอย่างลับๆ ในระหว่างเสด็จกลับสู่กรุงสยาม โดยมีกำหนดการออกจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2449 เวลาสามทุ่ม
ซึ่งแผนการดังกล่าวนี้ได้รับการเปิดเผยออกมาในภายหลังผ่านลายพระหัตถ์ที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ มีถึงแคทยาในช่วงเวลาก่อนออกเดินทางไม่กี่วัน ดังปรากฏในหนังสือถึงลูกชายเล็ก ความว่า
แคทยา เนื้อคู่ของพี่
เราจะถึงเมืองโอเดสซ่าและเราจำเป็นจะต้องออกในวันที่ ๒๕ มกราคม เวลาสามทุ่ม วันที่ ๒๗ ตอนเย็นจะนั่งเรือต่อไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิลในวันที่ ๒๘ และในวันที่ ๒๙ เราจะถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิลและจะอยู่ที่นั่นจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม วันที่ ๑ หรือ ๒ กุมภาพันธ์ เราจะอยู่ที่กรีซ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องก่อนเทศกาลมาสเลนนิทซ่า (เทศกาลแพนเค้ก) แต่เรือก็จะจอดอยู่ที่ท่าเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงวันที่ ๔ ก็จะไปถึงเมืองอะเล็กซานเดรีย ดังนั้น มันเป็นไปได้ที่จะจัดงานแต่งงานในกรีซ แต่เราจะต้องทำให้ไวและไม่มัวแต่เสียเวลากับการหาบาทหลวง เราต้องเลือกโบสถ์และบาทหลวงไว้ล่วงหน้า อาจจะต้องเป็นพี่ชายของน้องเป็นคนหา แต่ว่า น้องโปรดอย่าบอกพี่ชายว่า เรากำลังรีบ แค่บอกเพียงเรื่องเกี่ยวกับโบสถ์เท่านั้นก็พอ ถ้าน้องเหนื่อยที่จะคุยหรือคิดไม่ออกก็ส่งพี่ชายมาหาพี่ พี่จะพูดกับเขาเอง…
จากเนื้อความในลายพระหัตถ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากรุงคอนสแตนติโนเปิลในตุรกี ถูกเลือกใช้เป็นสถานที่จัดงานเนื่องจากเป็นจุดที่มีการแวะพักระยะหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 29 จนถึง 31 มกราคม หลังจากนั้นก็ต้องออกเดินทางต่อไปยังกรีซให้ถึงภายใน 1 กุมภาพันธ์ หากตัดวันที่มาถึงเมืองกับวันที่ออกจากเมืองทิ้งไป ก็เท่ากับว่ามีวันที่หยุดพักไม่ได้เดินทางเพียงแค่วันเดียวคือ 30 มกราคม ช่วงเวลาสั้นๆ นี้เป็นโอกาสเดียวที่จะแวบไปทำพิธีในโบสถ์ได้
แผนการที่ปิดลับและตึงเครียดนี้ทำให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ต้องปลอบประโลมใจแคทยาอยู่เป็นระยะ ด้วยถ้อยคำอันแสนหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า ตามที่ทรงแสดงออกผ่านตัวอักษรในลายพระหัตถ์ของพระองค์ ดังที่ปรากฏในหนังสือถึงลูกชายเล็ก เป็นต้นว่า
“… ร่าเริงหน่อยนะ ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ต้องลงแรงหรอก ถ้าน้องรักพี่ อย่ายอมแพ้นะเราจะจัดการมันได้ — เล็กของน้องถึง แคทยา เนื้อคู่ของพี่”
หรืออย่างเช่น “… ที่รัก อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น น้องจะเป็นแคทยาของพี่คนเดียว และจะเป็นสุดที่รักของพี่ไปตลอดกาล – เล็กของน้อง เป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ ผู้น่าชังของน้องด้วย”
ในส่วนของพิธีการที่จัดขึ้นนั้นทำกันอย่างเรียบง่ายที่สุดและใช้เวลาวิวาห์เพียงเล็กน้อย ตามที่พระองค์มีลายพระหัตถ์ถึงอิวานโดยเล่าให้เขารับรู้ว่า “การสมรสมีขึ้นที่โบสถ์นิกายกรีกชื่อเซนต์ทรินิตี้ (St.Trinity) ที่ถนนเปรา (Pera Street) เป็นพิธีที่ทำกันอย่างธรรมดาๆ ไม่มีอะไรหรูหราเป็นพิเศษ” ระยะเวลาซึ่งน่าจะใช้มากกว่าทำพิธีก็คือการปรึกษาหารือกับพระ และพยายามเกลี้ยกล่อมให้พระผู้ทำพิธียอมเก็บเรื่องนี้เอาไว้ให้เป็นความลับที่สุด การโอ้โลมปฏิโลมให้นักบวชยอมทำตามพระประสงค์มิใช่เรื่องง่าย เพราะการไม่พูดความจริงนั้นย่อมขัดกับศีลธรรมทางศาสนา
อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถหรือกลวิธีอันใดมิทราบ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงสามารถเจรจาต่อรองจนพระยอมช่วยเหลือปฏิบัติตาม
ซึ่งรายละเอียดของเรื่องราวนี้ไม่ได้สูญหายไปจากโลกแต่อย่างใด เพราะแม้จะถูกเก็บงำเป็นความลับไว้ในขณะนั้น ทว่า ในกาลต่อมาก็ได้รับการเปิดเผยผ่านลายพระหัตถ์ที่พระองค์มีถึงอิวาน พี่ชายของแคทยานั่นเอง
ตามข้อความที่อยู่ในหนังสือแคทยาและเจ้าฟ้าสยามหน้า 69 ว่า
“ฉันไปที่โบสถ์ก่อนเพื่อไปพบกับพระ ปรึกษาหารือกันอยู่นาน เป็นการยากที่จะเก็บทุกอย่างเป็นความลับ แต่การรักษาความลับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับฉัน ถ้าพ่อแม่ฉันรู้เรื่อง ก็ต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายทีเดียว เพราะไม่เคยมีมาก่อนที่เจ้านายไทย ซึ่งเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ที่เป็นพุทธศาสนิกชนชาติหนึ่งในโลก จะมาทำพิธีสมรสในโบสถ์คริสต์ศาสนา ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมให้พระท่านเข้าใจในเรื่องนี้ว่า ต้องไม่บอกใครเลย ถ้าใครพยายามมาถามไถ่เรื่องนี้ ก็อย่าให้เห็นเอกสารเกี่ยวกับการสมรสหรือให้ดูสมุดปูมของโบสถ์ ถึงท้ายที่สุดแล้วท่านต้องปฏิเสธว่า มีการสมรสเกิดขึ้น ความลับนี้สำคัญสำหรับฉันมาก ฉันคงนอนไม่หลับ ถ้าไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้พระท่านยอมตามที่ฉันต้องการ ก็อย่างที่คุณรู้นั้นแหละ การสืบราชการลับในโลกตะวันออกในระยะหลังๆ นี้ก้าวหน้าไปมาก อย่างไรก็ดี มาถึงตอนนี้ ฉันเริ่มสบายใจมากแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นนักสืบที่เก่งกาจเฉลียวฉลาดขนาดไหน ก็ไม่มีทางได้ความจริงเกี่ยวกับพิธีสมรสของเจ้าฟ้าไทยในคอนสแตนติโนเปิลได้เลย”
อ่านต่อฉบับหน้า
