วิกฤตความชอบธรรม : กกต.กับอำนาจการเมืองที่เปลี่ยนไป
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
- ‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
- ‘ความอับอายนั้นอยู่ที่ไหน สังคมเมืองไทยนั้นมีไหมเล่า’
- จินตภาพของการเลือกตั้ง ร.ศ.245 (พ.ศ.2569) : ทางเลือกหรือทางตัน
- อ่านบทความทั้งหมดของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คลิกที่นี่
ในทางรัฐศาสตร์ สภาวการณ์ทางการเมืองปัจจุบันนี้ที่เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างสถาบันการเมืองหนึ่งคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับภาคประชาสังคมและพรรคฝ่ายค้าน ต่อการวินิจฉัยคดี “ฮั้ว” หรือโกง ส.ว. คือวิกฤตของความชอบธรรม
ผมนึกในใจว่า บัดนี้เรามาถึงอำนาจการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เคยโจ่งแจ้งและหน้าด้านขนาดนี้ได้อย่างไร ยิ่งเมื่อข่าวการเป่าคดี “ฮั้ว” หรือโกง ส.ว. ที่ไอลอว์และไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผนึกกำลังกันออกมา “พลีชีพ” ก่อนที่คดีนี้จะลอยหายไปในม่านหมอกของการเมืองใหม่
อย่างคดีนาฬิกาหรู และล่าสุดการซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ แห่งบุรีรัมย์นคร อาณาจักรใหม่จากรอบนอกที่ท้าทายอำนาจส่วนกลางอย่างไม่หวาดหวั่น
อำนาจการเมืองแบบใหม่นั้นคืออะไร
ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ เป็นอำนาจการเมืองที่ตรงข้ามกับแบบเก่า ที่มีแนวคิดหลักว่าสถาบันอำนาจปกครองในอดีตได้แก่ระบบกษัตริย์หรือจักรพรรดิ อันเป็นการปกครองโดยผู้มีอำนาจสูงสุดเพียงคนเดียว และรองรับด้วยคติทางศาสนาและจารีตประเพณีอย่างยาวนาน
เมื่อเทียบกับความคิดการเมืองตะวันตกก็คือ ทัศนะและความเชื่อทางปรัชญา (ศาสนา) ของตะวันออกในเรื่องรัฐ (อำนาจและผู้ปกครอง) นั้น แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือมีพัฒนาการไปอย่างพิสดารและแหวกแนวชนิดรุนแรงราดิคัลไปจากรูปแบบโบราณเลย
หากจะสรุปความคิดทางการเมืองการปกครองทั้งหลายให้เหลือเพียงประเด็นหลักเรื่องเดียว ก็คือเรื่องอำนาจการปกครอง ว่าจะอยู่กับคนพิเศษส่วนน้อย หรือไปอยู่กับคนธรรมดาส่วนมาก
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอันมีผลต่อความคิดทางการเมือง ต่างก็เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ในวังวนของโจทย์ข้อนี้ด้วยกันมาทั้งนั้น
แต่ในที่สุด ในระยะห้าศตวรรษหลังที่เพิ่งผ่านไปนี้ หรือที่เรียกว่าโลกยุคสมัยใหม่นั้น ในโลกตะวันตกได้ขยับและผลักดันให้อำนาจการเมืองค่อยๆ ไหลไปสู่คนธรรมดาส่วนข้างมากเป็นลำดับมา อันเป็นที่มาของการเกิดแนวความคิดและทฤษฎีว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ขึ้นมา
แต่โชคร้าย บรรดาอาณาจักรและรัฐในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของความคิดสมัยใหม่ของตะวันตกที่มากับลัทธิอาณานิคม ความพยายามในการจะยกระดับและพัฒนาความคิดทฤษฎีการเมืองของตะวันออกให้มีน้ำหนักและความหมายขึ้นมา จึงต้องกระทำไปภายใต้กรอบและโครงครอบภูมิปัญญาสมัยใหม่ของเจ้าอาณานิคมไปเสีย
ซึ่งไม่ช่วยให้ภารกิจดังกล่าวดำเนินไปได้ด้วยดีและอย่างมีพลัง
โชคดีหรือด้วยอำนาจของพระสยามเทวาธิราช อาณาจักรสยามไทยสามารถจัดสร้างคติความคิดการปกครองแบบสมัยใหม่ได้ด้วยตนเอง แม้จะลอกเลียนและจ้างเจ้าหน้าที่ฝรั่งมาช่วยทำให้ก็ตาม นั่นคือความสำเร็จของการปฏิรูปจักรี นำมาสู่คติอำนาจอธิปไตย (sovereignty) ว่าอยู่ที่พระมหากษัตริย์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งธรรม
และดังนั้นจึงมีพระราชอำนาจเต็มในการมีพระบรมราชโองการเพื่อให้เป็นไปตามพระธรรมศาสตร์
อำนาจอันสมบูรณ์นี้ทำให้ผู้ถูกปกครองต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามอำนาจนี้โดยดุษณี เพราะมีความชอบธรรมหรือ legitimacy ไม่อาจต้านทานหรือคัดค้านได้โดยผู้อื่น นอกจากตัวพระมหากษัตริย์เอง กลไกที่ควบคุมอำนาจอันสมบูรณ์เด็ดขาดนี้ก็คือการประพฤติปฏิบัติของกษัตริย์เอง
นี่คือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามที่ก่อร่างขึ้นมาบนความขัดกันระหว่างคติจารีตกับความคิดสมัยใหม่
ข้อสังเกตของผมคือ หลังจากได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของความคิดการเมืองไทยจากยุคโบราณถึงสมัยใหม่ ผมพบสิ่งที่ความคิดการเมืองใหม่ของสยามปรับเปลี่ยนและสร้างขึ้นใหม่ คือการลดหรือกำจัดคติความเชื่อโบราณที่เป็นของคนธรรมดาและของชุมชนทั่วพระราชอาณาจักร ว่าต่อนี้ไปจะไม่มีพื้นที่และความชอบธรรมของคนอื่นหรือราษฎรในการคานอำนาจกษัตริย์ตามแบบความคิดการเมืองตะวันตก การทดลองใช้ความคิดอำนาจอย่างตะวันตกครั้งแรกโดยชนชั้นนำจารีตคือการเคลื่อนไหวของคณะ “สยามหนุ่ม” ที่กำจัด “สยามเก่า” ลงไป นำไปสู่การรวบอำนาจในมือของคณะเจ้าอย่างสมบูรณ์
ผมก็เชื่ออย่างนักประวัติศาสตร์ไทยทั่วไป ว่านี่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ก้าวหน้าของรัชกาลที่ 5 และคณะ มีแต่ด้านดีและด้านบวกนานาประการ กระทั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายนนี้ ในงานฉลองครบรอบ 60 ปีมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มีการเสวนาหนังสือแปลใหม่เรื่อง “ใต้ลมทะเลเอเชีย : อยุธยาบนเส้นทางจากญี่ปุ่นสู่อาระเบีย”
ได้ฟังอภิปรายของนักวิชาการหลายท่าน โดยเฉพาะ ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ นักประวัติศาสตร์สำคัญด้านมุสลิมไทย อธิบายถึงความสลับซับซ้อนและการบริหารระบบราชการภายใต้ราชสำนักกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในเรื่องการค้าต่างประเทศและการควบคุมกำลังไพร่พลของกรมท่าขวาและซ้าย พูดอย่างสมัยปัจจุบันคือ เศรษฐกิจกับต่างประเทศและการเมืองในประเทศ
ผมถามหลังจากอภิปรายเสร็จว่า รัฐอยุธยาใช้วิธีการปกครองและจัดการอย่างไรถึงทำให้การค้าต่างประเทศที่มีการแข่งขันสูงทั้งในและนอกประเทศดำเนินมาได้อย่างสันติ และเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายได้อย่างน่าทึ่ง
อ.จุฬิศพงศ์ตอบว่า อยุธยาใช้นโยบายการปกครองอย่าง “ไฮบริด” (Hybrid) นั่นคือ ใช้คนที่เก่งและฉลาดในการประสานผลประโยชน์ได้กับทุกฝ่าย ไม่นำไปสู่การรวบอำนาจหรือเผด็จอำนาจไว้ในมือของตระกูลเดียวหรือก๊กเดียวอย่างเด็ดขาด
ผมถึงบางอ้อ นึกในใจแต่ไม่ได้ถามผู้อภิปรายต่อไปเพราะเวลาหมดแล้ว สิ่งที่ผมคิดในใจคือ ถ้าเช่นนั้นความสำเร็จของรัชกาลที่ 5 ในการปฏิรูประบอบการปกครองแบบเก่ามาเป็นแบบใหม่ทำนองของยุโรปนั้น แท้จริงแล้วก็คือการปรับเปลี่ยนหรือทำลายแบบแผนการปกครองและบริหารราชการแบบ “ไฮบริด” ของอยุธยาลงไปด้วยใช่หรือไม่
และนั่นคือที่มาของความขัดแย้งใหม่ที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายหลังสิ้นรัชกาลของกลุ่มข้าราชการใหม่กับคณะเจ้าและขุนนางที่ยึดกุมอำนาจทั้งหมดไว้กับตน
แม้การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็ไม่ได้กำจัดหรือเปลี่ยนผ่านความชุลมุนและขัดกันในคติและการปฏิบัติเรื่องอำนาจการเมืองไทยลงไปโดยสิ้นเชิง แม้จะสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นกฎหมายสูงสุดแทนอำนาจพระมหากษัตริย์ แต่ก็ไม่สูงสุดจริง เพราะสภาพความเป็นจริงทางสังคมเศรษฐกิจไม่เอื้อต่อการสถาปนาอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนได้จริงๆ
ไม่ต้องเสียเวลาไปวิจารณ์ต่อว่าคณะอะไรทั้งนั้น เพราะจะไม่มีใครสามารถสร้างอำนาจอธิปไตยของประชาชนได้หากปราศจากการทำลายโครงสร้างพื้นฐานและทางหน้าที่ของสถาบันแบบจารีต ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนเป็นศตวรรษลงไปได้
การปะทุขึ้นของกระแสการวิพากษ์ต่อต้านการวินิจฉัยของ กกต. จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของพลังประชาสังคมที่ไม่มีบทบาทและที่ทางอยู่ในรัฐไฮบริดไทยปัจจุบัน
ว่าไปแล้ว นับแต่รัฐประหารปี 2549 ถึงรัฐประหาร 2557 มีความพยายามทั้งโจ่งแจ้งและปกปิดในการกำจัดและตัดตอนการเคลื่อนไหวเชิงต่อต้านรัฐบาลของภาคประชาชนมาตลอด
อย่างไรก็ตาม ดังที่ผมได้เขียนในหนังสือ “ความเป็นมาของความคิดทางการเมืองในสยามไทย” (ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, 2563) ว่าคติความเชื่อโบราณว่าด้วยการต่อต้านรัฐและผู้นำยังดำรงอยู่แม้ไม่ได้รับการยอมรับจากอำนาจส่วนกลางก็ตาม ตราบใดที่กษัตริย์หรือรัฐบาลยังปฏิบัติตามหลักธรรมหรือรัฐธรรมนูญ ตราบนั้นความชอบธรรมก็ยังคงอยู่ เมื่อใดที่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักธรรมและรัฐธรรมนูญ ก็เสื่อมถอยและหมดสิ้นความชอบธรรม การต่อต้านกระทั่งโค่นล้มย่อมเกิดขึ้น
ต้องยอมรับว่า แม้ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วก็ตาม การเสริมสร้างและสถาปนาอำนาจการเมืองที่มาจากพลังประชาชนนั้นกระทำได้น้อยและไม่อาจส่งผลสืบทอดต่อเนื่องมาได้เลย กระทั่งรัฐธรรมนูญซึ่งในทางทฤษฎีคืออำนาจอธิปไตยที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับและปฏิบัติภายใต้กติกานั้นอย่างไม่บิดเบือนก็แทบไม่เกิดเลย
จนนิธิ เอียวศรีวงศ์ ต้องฟันธงว่า ถ้าเช่นนั้นรัฐธรรมนูญไทยก็ไม่ใช่อำนาจการเมืองแบบที่เราคุ้นเคยในระบบการเมืองประชาธิปไตยตะวันตก หากแต่มันคืออำนาจทางวัฒนธรรมเท่านั้นเอง และวัฒนธรรมที่มีอำนาจนำเหนือภาคอื่นๆ ก็คือของสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น
ผมได้ยินกลุ่มประท้วง กกต. ยังเสนอต่อไปอย่างหนักแน่นว่า ต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างจริงจังต่อไป
นี่เป็นก้าวใหม่ที่น่าสนใจยิ่งของพลังประชาสังคม ที่ไม่ได้กระทำแบบรุ่นก่อนคือประท้วงและต่อต้านจนกว่ารัฐบาลจะถูกโค่นล้ม แต่ไม่เคยมีนโยบายและแผนการสร้างการเมืองของประชาชนกันเองขึ้นมา ปล่อยให้กลุ่มคนหน้าเดิมคือกองทัพและนักการเมืองเก่าหวนกลับมายึดแล้วสร้างอำนาจรัฐของพวกเขาขึ้นมาใหม่อีก
กล่าวได้ว่า การกบฏปฏิวัติต้องถือว่าเป็นมโนทัศน์ทางการเมืองอันแรกที่มีความสำคัญและนำไปสู่การสร้างมโนทัศน์ทางการเมืองอื่นๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าด้วยรัฐและองค์กรของมัน เนื่องจากสังคมโบราณมีข้อจำกัดหลายอย่างทางความคิดเพราะเป็นสังคมมุขปาฐะ สังคมบุพกาลดังกล่าวสามารถรับรู้และสำนึกถึงระเบียบสังคมได้ก็ต่อเมื่อระเบียบสังคมนั้นถูกทำลายลง สมัยก่อนมโนทัศน์เรื่องรัฐไม่อาจเกิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังจนกว่าจะมีมโนทัศน์และความรู้เรื่องการแตกสลายของสังคมหรือการกบฏปฏิวัติเสียก่อน
ปัจจุบันนี้ประชาสังคมสามารถเสนอมโนทัศน์ว่าด้วยรัฐและอำนาจอธิปไตยของประชาชนได้เอง ไม่ต้องรอให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารแต่ประการใด ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องทางวัฒนธรรมที่อยู่ในโครงสร้างส่วนบน (superstructure) อีกต่อไป หากแต่เป็นโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นอำนาจรูปธรรมเหนือโครงสร้างส่วนบน ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้นมา เป็นที่มาของความชอบธรรมที่มีระดับสูงมาก
ไม่ใช่เป็นแบบ กกต.และองค์กรอิสระต่างๆ ที่ “มีความชอบธรรมต่ำ” ในคำพูดของอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญในปาฐกถาที่สถาบันวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เร็วๆ นี้
อ้างอิง
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. 2563. “ความเป็นมาของความคิดทางการเมืองในสยามไทย” สำนักพิมพ์สมมติ.
