ภูเขาสถิตของผีบรรพชน : ผีด้ำบรรพชนไทอาหม สถิตอยู่ที่ดอยผี คือเนินดินของผีด้ำ (ตอนจบ)
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
สถานที่ฝังพระศพของกษัตริย์อาหม ที่เรียกว่า “ม่อยด้ำ” ประสมขึ้นจากคำศัพท์ 2 คำ ได้แก่ “ม่อย” ที่แปลว่า “เนินดิน” กับ “ด้ำ” ที่แปลว่า “คนที่ตายไปแล้ว” ซึ่งก็คือ “ผีบรรพชน” ดังนั้น เนินดินที่เรียกว่า ม่อยด้ำ ก็คือที่สถิตของผีบรรพชน
ด้วยเหตุนี้ เนินดินดังกล่าวจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวอาหมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อชาวอาหมมีความเชื่อว่า บรรพชนที่เพิ่งเสียชีวิตจากไปเพียงไม่กี่ชั่วอายุคนนั้น จะยังคอยปกป้องลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าตายไปนานมากแล้ว ก็จะจากไปอยู่ยังเมืองฟ้า คือเมืองผี ไม่ได้ลงมาคอยช่วยเหลือลูกหลานอีก
ธรรมเนียมของชาวอาหมที่ว่า พระศพของกษัตริย์ผู้สิ้นพระชนม์ จะต้องถูกนำไปฝังเอาไว้ที่ “เจ้รายดอย” เท่านั้น อย่างไม่มีข้อยกเว้น ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับ “ผีบรรพชน” ของเมืองอย่างเห็นได้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง เพราะชาวอาหมถือว่า เจ้รายดอยเป็นราชธานีแห่งแรกของพวกเขา
และแม้ว่าจะมีการย้ายราชธานีไปที่อื่นในภายหลัง แต่ก็ต้องนำพระศพของกษัตริย์มาฝังไว้ที่นี่เป็นการเฉพาะอย่างมีนัยยะสำคัญ
ที่สำคัญก็คือ “พระศพ” ซึ่งถูกบรรจุเอาไว้ใน “ม่อยด้ำ” เอง ก็ดูจะเป็นสิ่งสำคัญมาก ในชุดความเชื่อดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากกรณีที่มีการถวายพระเพลิงเจ้าเสือใหญ่ฟ้างำเมือง (หรือพระเจ้าลักษมีสิงห์, ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2312-2325) แล้วต้องมีการทำพิธีล้างบาป แล้วค่อยนำเอาเถ้าอัฐิของพระองค์ไปฝังใหม่ตามธรรมเนียม ยิ่งแสดงให้เห็นถึงชุดความเชื่อของการนำพระศพไปประดิษฐานไว้ในม่อยด้ำ คือดอยผี หรือเนินดินของผีบรรพชน เพื่อให้ผีบรรพชนได้ไปสถิตอยู่ในสถานที่อันถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
เพราะเชื่อว่ามีผลกระทบต่อลูกหลาน รวมไปถึงความเจริญรุ่งเรือง และความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง
น่าสนใจด้วยว่า แนวคิดอย่างนี้ดูจะเป็นความเชื่อสากลที่พบอยู่ได้ในหลากหลายวัฒนธรรมของโลกโบราณ
เพราะแม้กระทั่งพวกกรีกเอง ก็ยังมีร่องรอยของชุดความเชื่อในทำนองเดียวกันนี้อยู่ด้วย ดังเช่นในกรณีที่มีคำพยากรณ์ว่า ดินแดนหรือเมืองแห่งใด ที่ได้เป็นที่เก็บรักษาพระศพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great, ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.208-221) เมืองหรือดินแดนแห่งนั้น ก็จะมีความมั่งคั่ง รุ่งเรือง มั่นคง และไม่มีวันที่จะถูกพิชิตลงได้
คำพยากรณ์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในตำราประวัติศาสตร์ ของนักวาทศาสตร์ชาวโรมันอย่าง คลาดิอุส อาลิอานุส (Cladius Aelianus, ราว พ.ศ.718-778) หรือที่มักจะเรียกกันสั้นๆ ในชื่อ เอเลียน (Aelian) ที่ได้บันทึกเอาไว้ว่า อริสแทนเดอร์ แห่งเทลเมสซอส (Aristander of Telmessos) ผู้เป็นโหราพยากรณ์คนสนิทข้างกายของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ได้เอื้อนเอ่ยคำพยากรณ์นี้ออกมาหลังจากที่พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ลงไป จนเกิดเป็นการแย่งชิงพระศพของพระองค์ขึ้นมา
ไม่ว่าคำพยากรณ์ดังกล่าวจะมีอยู่จริงตามที่เอเลียนได้อ้างไว้หรือไม่ก็ตาม แต่การที่มีความเชื่อทำนองนี้ปรากฏอยู่ ก็แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพชน ที่สามารถให้คุณให้โทษต่อลูกหลาน ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้น จึงต้องมีการปรนนิบัติบูชาต่อผีบรรพชน ผ่านทางสุสาน อันเป็นที่สถิตของบรรพชน หรือสัญลักษณ์อันเป็น “ร่างเสมือน” ของบรรพชน โดยในกรณีของพวกอาหมก็คือ “ม่อยด้ำ” นั่นเอง
“ร่างเสมือน” (substituted body) ก็คือ สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นตัวแทนผู้ตายอย่างถาวร เป็นการพยายามรักษาร่าง (person) ของผู้ตาย เพื่อใช้แทนที่ศพที่มีแต่จะเน่าสลายเสื่อมโทรมลง โดยในทางความเชื่อนั้น ก็เป็นการสร้างร่างกาย และสถานที่ที่ผู้ตายจะจดจำได้จนชั่วกัลปาวสาน ว่าเป็นร่างกายใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของเขาเอง
ร่างเสมือนนี้อาจถูกสร้างด้วยไม้ หิน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก็ได้ สำหรับในกรณีของชาวอาหมนั้นก็คือ เนินดิน ที่เรียกว่า “ม่อยด้ำ”
ดังที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้วว่า นักวิชาการตะวันตกเรียก ม่อยด้ำ ตามคำศัพท์วิชาการว่า “tumulus” คือเนินดิน หรือเนินหินใช้สำหรับฝังศพ
หลายครั้งที่ภายในเนินดิน และเนินหินเหล่านี้จะมีห้องที่กรุด้วยหิน แต่บางครั้งก็ทำจากอิฐ แต่เฉพาะที่มีการใช้หินในการก่อสร้างก็จะนับว่าเป็นวัฒนธรรมหินตั้ง (megalithic culture) ได้ด้วย
ควรสังเกตด้วยว่า นอกจาก ม่อยด้ำ ของพวกอาหมแล้ว ในแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ยังมีหินตั้ง (megalith) ประเภทเนินหิน (cairn) ของพวกอังคามี นาคา (Angami Naga, ชาวนาคากลุ่มหนึ่ง) กับเนินหินที่ลาเคอร์ส (Lakhers) ของพวกนาคาอีกกลุ่ม ที่ทำหน้าที่เป็นร่างเสมือนของผีบรรพชนด้วยเช่นกัน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาวอังกฤษผู้สนใจเรื่องอุษาคเนย์ศึกษา ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษารัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของไทย อย่าง ควอริตซ์ เวลส์ (Quaritch Wales, พ.ศ.2443-2524) ได้เคยเสนอเอาในหนังสือของท่านที่ชื่อ “Prehistory and Religion in South-East Asia” (ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และศาสนา ในอุษาคเนย์, ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2500) ในทำนองที่ว่า การสร้างหินตั้งในแคว้นอัสสัมนั้น เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการสร้างภูเขาจำลอง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาล (หมายถึงศูนย์กลางจักรวาล)
เวลส์เปิดประเด็นโดยเริ่มที่แนวคิดในการสร้าง “ซิกกูแรต” (ziggurat) ซึ่งก็คือเทวสถานที่มักจะมีรูปทรงเป็นอย่างพีระมิดขั้นบันได (step pyramid) ของกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ในดินแดนเมโสโปเตเมีย (มีทั้งที่สร้างด้วยอิฐ และไม้ แต่ไม่นิยมสร้างด้วยหิน) ว่า ในฐานะหนึ่งนั้นสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ก็ถูกนับถือในฐานะ “ร่างกาย” ของเทพเจ้า
พูดง่ายๆ ว่า ก็คือ การสร้าง “ร่างเสมือน” ให้กับ “เทพเจ้า” นั่นแหละ
และนั่นก็ทำให้เขาตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ก่อนหน้าที่ซิกกูแรตจะเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลนั้น น่าจะเคยถูกนับถือในฐานะของศูนย์รวมพลังของผืนดิน (chthonic power) มาก่อน
คําว่า “chthonic” นี้มีรากมาจากภาษากรีกโบราณว่า “khth?n” ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาคำศัพท์ที่พวกกรีกใช้เรียก “โลก” ที่โดยทั่วไปแล้วมักจะหมายถึงโลกบาดาล หรือพื้นที่ที่อยู่ใต้ดินลงไป มากกว่าที่จะหมายถึงชีวิตที่อยู่บนผิวดิน (ที่มักจะถูกทำเป็นบุคลาธิษฐานด้วยรูปพระแม่ Gaia คือพระแม่ธรณีของชาวกรีก) หรืออาณาบริเวณใดๆ โดยที่ในโลกภาษาอังกฤษนั้น ศัพท์คำนี้ยังหมายถึงกลุ่มเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาของกรีกยุคคลาสสิคที่อาศัยอยู่ในโลกบาดาล โดยหลายท่านเชื่อว่าเป็นความคิดที่เก่าแก่ และมีมาก่อนความเชื่อเรื่องเทพเจ้ากรีกบนเขาโอลิมปุสเสียอีก
ที่สำคัญสำหรับเราในที่นี้ก็คือ เวลส์ยังได้นำแนวคิดดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับความเชื่อของการนับถือ “เทพเจ้าแห่งดิน” (god of the Soil) ของจีนโบราณ ซึ่งก็คือ “ผีดิน” อันเป็นบุคลาธิษฐานของพลังที่สิงสถิตอยู่ในผืนดิน วิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของผีดินนี้มักจะเป็น “เนินดิน” (mound) ที่มักจะมีหิน หรือต้นไม้ใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์ของผีดินตั้งอยู่ทางด้านข้างของเนินดิน
แต่เทพเจ้าแห่งดินที่ว่านี้ก็ดูจะเป็นเทพเจ้าคนละองค์กันกับพระแม่ธรณี (Mother Goddess, โดยทั่วไปเทพเจ้าแห่งผืนดิน หรือโลก ในวัฒนธรรมส่วนใหญ่ในโลกมักจะเป็นเพศหญิง) หรือเทพเจ้าผู้เป็นบุคลาธิษฐานของโลก เพราะแต่ละเมืองก็จะมีเนินดินที่ว่านี้ประจำอยู่ โดยมีความสำคัญลดหลั่นกันไปตามลำดับของเมือง และเทพเจ้าหรือผีแห่งดินแต่ละเมืองนั้น ก็จะเป็นคนละองค์กัน
เรียกได้ว่า เทพเจ้าแห่งดินองค์นี้ก็คือ เทพผู้แบ่งปันความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินให้กับชุมชนนั่นเอง
ม่อยด้ำ ของชาวอาหมเองก็คือ เนินดินของผีบรรพชน
ซ้ำยังเป็นผีบรรพชนที่ต้องเซ่นให้ดี และพลีให้ถูก เพื่อให้ผีบรรพชนเหล่านี้อำนวยความอุดมสมบูรณ์ให้กับทายาท ลูกหลาน หรือพลเมืองของตนเองที่ยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย
และชาวอาหมก็คือหนึ่งกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแคว้นอัสสัม อันเป็นดินแดนที่พบกลุ่มหินตั้ง ซึ่งเวลส์ใช้เป็นตัวอย่างของการสร้างภูเขาจำลอง ที่พัฒนามาจากผีดิน หรือเทพเจ้าแห่งดิน ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับการใช้เนินดินอีกต่างหาก
ดังนั้น ถึงแม้เวลส์จะไม่ได้เอ่ยถึงชนชาวอาหม หรือม่อยด้ำเลยสักนิด แต่ในกรณีนี้ ข้อเสนอของเวลส์ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรจะนำมาพิจารณาประกอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีใครนำหลักฐานมาอธิบายชัดว่า ทำไมผีบรรพชนของพวกอาหมจึงต้องไปสถิตอยู่บนเนินดิน หรือภูเขา?
ควรสังเกตด้วยว่า หลายครั้งที่ในจักรวาลวิทยาของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไทนั้น ผีบรรพชนมักจะมีนิวาสสถานอยู่บนภูเขา เช่น ในกรณีของพวกไทดำ ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามนั้น ได้อธิบายถึง “เมืองฟ้า” อันเป็นที่อยู่ของผีบรรพชนนั้น ระบุว่า “เลี้ยนป๊านน่อย” (น้อย) อันเป็นเมืองผีบรรพชนของสามัญชน และ “เลี้ยนป๊านหลวง” (ใหญ่) ซึ่งเป็นเมืองผีบรรพชนของชนชั้นเจ้านายนั้น ต่างก็เป็น “ด้ำดอย” หรือ “ดอยผี” ไม่ต่างไปจากกัน
ในกรณีของอุษาคเนย์นั้น แนวคิดเรื่องผีบรรพชนสถิตอยู่บนภูเขาทำนองนี้ ไม่ได้มีจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไทเท่านั้น เพราะชาวเขมรเองก็เชื่อว่าเมืองผีบรรพชนของพวกเขาก็อยู่บนเขาสูงด้วยเหมือนกัน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปราชญ์อย่าง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ล่วงลับ ได้เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในบทความที่ชื่อ “The Devaraja Cult and Khmer Kingship at Angkor” (ลัทธิเทวราชกับสภาวะความเป็นกษัตริย์ของเขมรที่เมืองพระนคร) ที่ตีพิมพ์ออกมาตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2519 อย่างแยบคายว่า การที่กษัตริย์เขมรโบราณสร้างปราสาทหินขึ้น เป็นสัญลักษณ์ของการจำลองภูเขานั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นไปเพื่อสร้างเป็นภูเขาสถิตของบูรพกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่ถูกหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับศิวลึงค์ อันเป็นรูปเคารพประธานของปราสาท ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นตามพิธีกรรมในลัทธิเทวราช
หากจะว่ากันตามข้อเสนอข้างต้นของ อ.นิธิแล้ว การสร้างปราสาทขึ้นตามคติเขาพระสุเมรุของพวกเขมรโบราณ จึงไม่ได้เป็นการจำลองศูนย์กลางจักรวาลตามคติจากอินเดียเพียงอย่างเดียว แต่คติความเชื่อเรื่องดังกล่าวเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับความเชื่อตามจักรวาลวิทยาพื้นเมืองของกลุ่มคนพื้นเมืองในอุษาคเนย์จนได้ถูกผลิตซ้ำขึ้นอยู่บ่อยๆ ต่างหาก
“ม่อยด้ำ” หรือดอยผี ของชาวอาหม จึงเป็นแนวคิดเก่าแก่โบราณของกลุ่มคนที่พูดภาษาไท ซึ่งเชื่อกันว่า ผีบรรพชนที่สามารถให้คุณให้โทษกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้นั้น สถิตอยู่บนภูขา จึงต้องสร้างเนินดินขึ้นเพื่อเป็นทั้งร่างเสมือน และที่สถิตของผีบรรพชนเหล่านั้นนั่นเอง
