bg-single

ปรัชญา แสงสว่าง ความจริง ความซื่อตรง ใน ‘มนุษยภาพ’

18.08.2026

บทความพิเศษ

ปรัชญา แสงสว่าง

ความจริง ความซื่อตรง

ใน ‘มนุษยภาพ’

ในความเห็นของธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ในบทความว่าด้วย “มนุษยภาพ” นี้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้นำเสนอคุณธรรมข้อแรกๆ ของปรัชญาแสงสว่าง (ทางปัญญา Enlightenment) อันเป็นปฏิปักษ์กับปรัชญาอำนาจนิยม

และเทวนิยมรวมถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั้งหลายใน “ยุคมืด” ของยุโรปและยุคการปฏิรูปการปกครองในสยาม

คุณธรรมข้อนั้น คือ “ความจริง”

โดยเขากล่าวในบทความว่า “ความจริงและความซื่อตรงจะต้องไปด้วยกันเสมอ

ความซื่อตรง คือ ความจริง

และความจริง คือ ความซื่อตรง

คุณธรรมอันนี้จัดว่าเปนส่วนสำคัญยิ่งของคนทั่วไป เพราะบุคคลใดที่ถือความจริงหรือความซื่อตรงประจำใจ แม้เปนผู้รับใช้ก็ย่อมเปนที่อุ่นใจของหัวหน้า

หรือแม้เปนหัวหน้าก็ย่อมเปนที่เชื่อมั่นของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

ความจริงเปนสิ่งแรกที่ลูกผู้ชายทุกคนต้องการ ความจริงเปนหัวใจของบ่อเกิดแห่งนิติธรรมต่างๆ เปนหัวใจของความบริสุทธิ์และของความอิสระ”

โสเครติส ปลาโต

พาเหรด ก็มาเยือน

บทความว่าด้วย “มนุษยภาพ” ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า “ปลาโต จอมเมธีของโลกมักพูดอยู่เนืองๆ ว่า

“ข้าพเจ้าขอบพระทัยพระผู้เปนเจ้าที่ให้ข้าพเจ้ามาเกิดเป็นคนกรี๊ก ไม่ใช่คนป่า

เกิดมาเปนไทยแก่ตัว ไม่ใช่ทาส เกิดมาเปนลูกผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง แต่ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ทั้งหมดนั้นคือ ข้าพเจ้าได้เกิดในสมัยของโสเครติส”

ถึงตอนนี้ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วย

“ข้อความที่ว่า ‘เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง’ อาจต้องถูกวิพากษ์จากสำนักสตรีศึกษาได้ถ้ากุหลาบพูดประโยคดังกล่าวในสมัยปัจจุบัน”

แต่บทความ “มนุษยภาพ” เขียนขึ้นในปี 2474

บทความที่ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ยกมาก็คือ “ก็พวกเราทั้งที่ได้มีชีวิตอยู่ในสมัยปัจจุบันนี้ มีอะไรบ้างที่เราควรจะภูมิใจและขอบใจในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้บันดาลให้เรามาเกิด

เราไม่เคยพบสมัยของโสเครติส หรือคล้ายกับโสเครติสในบ้านเรา

เรามีความภูมิใจแต่เพียงนิดหน่อยที่ได้เกิดมาเปนคนไทยซึ่งตามประวัติศาสตร์และพงศาวดารแสดงว่าเราเปนไทยแก่ตัว เรามีอิสรภาพทั้งในทางปฏิบัติและทางความคิดละม้ายคล้ายคลึงกับอิสรชนทั้งหลายในโลก

แต่ข้าพเจ้าให้วิตกว่า ในความเปนไปที่เราได้เผชิญหน้าอยู่เราได้ทำลายความภูมิใจอันเล็กน้อยนี้เสียแล้ว

เราได้ม้วนตัวของเราเข้าไปเปนทาสความคิดเห็นของผู้อื่น

นั่นก็เพราะเหตุผลอย่างเดียวคือ เราพากันยอมสละเสียซึ่งการสู้หน้ากับความเปนจริง”

ความหวัง ความศรัทธา

ต่อโลก และต่อชีวิต

ความรู้สึกร่วมต่อกุหลาบ สายประดิษฐ์ ประการหนึ่ง ไม่ว่ารุ่นหลังอย่างรุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน ไม่ว่ารุ่นใหม่อย่างพริษฐ์ ชิวารักษ์ ดำเนินไปอย่างที่ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ลงความเห็นในบทความ

ที่สำคัญ ในความคิดทางการเมืองของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็คือการมองโลกอย่างมีความหวัง มีศรัทธาเต็มเปี่ยมในพลังสร้างสรรค์ของมนุษย์

ที่จะสร้างความก้าวหน้าบนพื้นฐานของความจริงขึ้นมา

ดังความตอนหนึ่งของ “มนุษยภาพ” ว่า “ในสมัยก่อนเราถามไม่มีใครตอบ ในสมัยปัจจุบันเราถาม มีคำตอบบ้างแต่ไม่ทั้งหมด และมีความจริงบ้าง โกหกบ้างในคำตอบเหล่านั้น

ในสมัยที่รอเราอยู่ข้างหน้า เราจะได้คำตอบเต็มคำถามและต้องจริงทั้งหมด ความต้องการของมนุษย์ในที่สุดจะต้องยุติอยู่ที่ความจริง”

ความเชื่อของธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ก็คือ

ในที่สุด สิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางกระทั่งทำลายความจริงอันเป็นคุณธรรมที่จะสร้างความเป็นมนุษย์ของเราขึ้นมาได้นั้นก็คือ อำนาจ มนุษย์หลงตัวถือว่ามีอำนาจ ทำอะไรก็ถูกหมด ซึ่งเป็นความโฉดเขลาปัญญายิ่งนัก

แม้ในทุกวันนี้โลกมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากก็ตาม จนดูเหมือนชาวโลกของเราเป็นไปอย่างที่กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนตั้งแต่เมื่อปี 2474

“มีความสามารถถึงกับได้เลื่อนเอาภูมิแห่งเมืองสวรรค์และนรกมารวมกันไว้ในโลกมนุษย์ทั้งหมด วิทยาศาสตร์ในทางประดิษฐ์ก้าวหน้าไปไกลเพียงใด วิทยาศาสตร์ในทางโกหกตอแหลก็ได้ก้าวไปไกลเพียงนั้น”

กุหลาบวิเคราะห์ลงไปถึงความจริงแห่งการหลอกลวงโดยไม่หวั่นเกรงอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น

เป็นบทสรุปของธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และเห็นต่อไปว่า

กุหลาบเริ่มมองว่า ความจริงของมนุษย์ (ที่เป็นนามธรรม) นั้นควรเป็นจุดหมายของรัฐและการปกครองด้วย

ที่สำคัญ กุหลาบยังนำเสนอแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ “คนอื่น” อย่างเป็นจริงเป็นจัง ดังที่เขาให้ความหมายของนาม “สุภาพบุรุษ” ว่า คือคนซึ่งเกิดมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นนั่นเอง

กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ยกระดับการวิเคราะห์ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมไปที่การดำรงอยู่ของชนชั้นปกครอง

และอำนาจที่พวกนั้นมีอยู่ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

บทสรุปของธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ก็คือคำตอบที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ ก็คืออำนาจของผู้ปกครองนั้นไม่ใช่สิ่งธรรมชาติ

หากแต่เป็นการสร้างขึ้นมาของคนเรากันเอง

ต้องอ่านที่กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนเอาไว้ในบทความเรื่อง “มนุษยภาพ” เมื่อปี 2474 จึงจะกระจ่าง

อ่าน

ความจริง ความมดเท็จ

ก่อกำเนิด เกิดขึ้นมา

การโกหกตอแหล การหลอกลวง ได้ก่อกำเนิดจากคณะรัฐบาลและหมู่คนชั้นสูงดังตัวอย่างที่ได้ยกมากล่าวไว้ข้างต้น

และเมื่อคิดถึงว่า อำนาจเป็นสิ่งที่บันดาลความนิยม

และอำนาจในทุกวันนี้เราหมายถึง เงิน กับคนชั้นสูง ฉะนั้น เราจะไม่เตรียมตัวไว้ตกใจกันบ้างหรือว่าวิทยาศาสตร์ของการโกหกตอแหลจะแพร่หลายและนิยมกันทั่วไปในบ้านเรา

ข้าพเจ้าว่าอำนาจบันดาลความนิยม และอำนาจคือเงินกับคนชั้นสูงนั้นเป็นการแน่แท้

ด้วยอะไรที่คนชั้นสูงหรืออำนาจกระทำ เราถือกันว่าเป็นการถูกต้อง ควรนิยมทุกอย่างจนมีศัพท์บ้าๆ อะไรเกิดขึ้นคำหนึ่งว่า ปาปมุติ คือ ผู้ไม่รู้จักมีบาป ผู้ทำอะไรไม่มีผิด

หรือมีผู้อื่นยอมให้ว่าเป็นถูก

นั่นมันเป็นการติ๊ต่างหลอกลวงอย่างน่าชัง สิ่งใดผิด ถูก ชอบที่จะว่ากันให้ขาวเพื่อประโยชน์เฉพาะคนชั้นสูงที่เราพากันเชื่อถือ

ความงมงายเช่นนี้แสดงว่าเราไม่สู้หน้ากับความเป็นจริง

ไม่เห็นปรากฏมีใครในโลกที่ทำอะไรไม่มีผิดเลย ถึงท่านเจ้าของลัทธิหรือศาสนาทั้งหลาย อันมีผู้เคารพสักการะทั่วโลกก็ยังปรากฏว่าได้เคยคิดหรือทำอะไรผิดมาเหมือนกัน

รูปธรรม สุภาพบุรุษ

ดำรงใน มนุษยภาพ

นี่คือความกล้าหาญ ไม่ว่าจะเรียกว่าในทางจริยธรรม ไม่ว่าจะเรียกว่าในฐานะแห่งความเป็นนักหนังสือพิมพ์

เป็นรูปธรรมแห่งความเป็น “สุภาพบุรุษ” ความเป็น “ลูกผู้ชาย”

ยิ่งเมื่ออ่านอย่างเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์แห่ง “มนุษยภาพ” และการยืนยันผ่าน “ทำงาน ทำเงิน”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สำรวจปฏิกิริยา ความสัมพันธ์ไทย-จีน ยุครัฐบาลอนุทิน ในยามระดับผู้นำหวานฉ่ำ แต่ประชาชนเริ่มไม่ทน?
มองการเมืองแอลเบเนีย สะท้อนมองไทย
ปรัชญา แสงสว่าง ความจริง ความซื่อตรง ใน ‘มนุษยภาพ’
‘ข้าวโพดคั่วรสขมขื่น’ กับความสัมพันธ์อันเป็นพิษ
ชีวิตแลกชีวิตยุติธรรมจริงหรือ? มองโทษประหาร ผ่านเพลง The Mercy Seat ของวง Nick Cave & The Bad Seeds
E-DUANG | “เดิมพัน” การเมือง นนทบุรี ชี้แนวโน้ม การเมือง อนาคต
E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง