สำรวจปฏิกิริยา ความสัมพันธ์ไทย-จีน ยุครัฐบาลอนุทิน ในยามระดับผู้นำหวานฉ่ำ แต่ประชาชนเริ่มไม่ทน?
บทความพิเศษ | อิสราชัย จงภัทรนิชพันธ์
สำรวจปฏิกิริยา ความสัมพันธ์ไทย-จีน
ยุครัฐบาลอนุทิน
ในยามระดับผู้นำหวานฉ่ำ
แต่ประชาชนเริ่มไม่ทน?
รอยยิ้มของ 2 ผู้นำอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล (หรือในชื่อจีน “เฉิน ซีเหยา”) นายกรัฐมนตรีของไทย กับสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ระหว่างการเดินทางเยือนจีนของคณะรัฐบาลไทยในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฉายภาพความสัมพันธ์กันอันใกล้ชิดของไทย-จีนที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ พร้อมกับคำมั่นผ่านคำแถลงร่วม และเอ็มโอยูกว่า 15 ฉบับ เพื่อยกระดับความร่วมมือทวิภาคีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกร่วมต่อการกระชับความสัมพันธ์ครั้งนี้กลับต่างไป นอกจากคำแถลงร่วมที่ตอกย้ำหลักการ “จีนเดียว” จนสร้างความผิดหวังให้กับไต้หวันแล้ว
ปฏิกิริยาของคนไทยเองก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ท่ามกลางปัญหาทุนจีนเทา การทะลักของสินค้า-แรงงานจีน การตั้งธุรกิจและนิคมศูนย์เหรียญ ปมมลพิษลำน้ำสาขาทางเหนือจากการทำเหมืองโดยบริษัททุนจีน การข่มขู่สื่อห้ามลงภาพล้อเลียนผู้นำ การส่งคนแทรกแซงเทศกาลหนังไต้หวัน และอาชญากรรมข้ามชาติที่มีคนจีนเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น
ปรากฏการณ์เหล่านี้กำลังตั้งคำถามครั้งใหญ่ ไทยกำลังดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบไหนกันอยู่ จนทำให้มุมมองระดับรัฐบาลและประชาชนคนไทยไม่ได้ไปด้วยกัน?
นับตั้งแต่กลับจากเดินทางเยือนจีน อนุทินได้ตัดสินใจทางนโยบายที่เสมือนขานรับทิศทางของจีน เช่น การสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อต่อยอดผลการเดินทางเยือนจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทย-จีนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในทุกมิติ
แม้แต่โครงการแลนด์บริดจ์ที่ก่อนหน้านี้ ทีมศึกษาที่นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี แถลงยุติโครงการหลังพบว่าไม่คุ้มค่า เสี่ยงเกิดภาระทางงบประมาณ และความเป็นไปได้ทางธุรกิจต่ำ แต่แล้ว นายอนุทินกลับแถลงว่า ยังไม่พับโครงการแลนด์บริดจ์ และพร้อมปัดฝุ่นขึ้นใหม่เมื่อถึงเวลาเหมาะสม
ในขณะที่รัฐบาลอ้าแขนรับเต็มที่ แต่มิติการทูตสาธารณะของจีนต่อประชาชนไทยกลับดำดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด
นับตั้งแต่กรณีเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนส่งคนข่มขู่ผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวัน ไปจนถึงการออกตัวปกป้องแฟนคลับชาวจีนที่แซงคิวในงานอีเวนต์ซีรีส์วาย ได้ส่งผลให้ยอดการมีส่วนร่วมบนเพจทางการของสถานทูตจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติด้วยอัตราการตอบโต้เชิงลบเป็นจำนวนมาก
คนการเมืองที่คร่ำหวอดในการต่างประเทศและความมั่นคง มองปรากฏการณ์ “ความสัมพันธ์ที่เดินเป็นเส้นขนาน” นี้อย่างไร?

กัณวีร์ สืบแสง อดีตหัวหน้าพรรคพลวัต และอดีตเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า เรื่อง “จีนเดียว” ไม่ปฏิเสธว่าประเทศไทยยึดหลักนโยบายจีนเดียวมาตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนตั้งแต่ปี 2518 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคง จีนจึงเป็นหุ้นส่วนสำคัญที่ไทยต้องให้ความสำคัญอย่างสูง
แต่คำถามสำคัญคือ รัฐบาลไทยกำลังใช้ “นโยบายจีนเดียว” ตามขอบเขตทางการทูตที่แท้จริง หรือกำลังขยายความหมายของ “จีนเดียว” จนกลายเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงการยืนหยัดบนหลักการของตนเอง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “เคารพนโยบายจีนเดียว” ถูกนำมาใช้เป็นคำอธิบายในหลากหลายกรณีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขอบเขตของนโยบายนี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกรณีการส่งกลับชาวอุยกูร์ ผู้ลี้ภัยชาวจีน หรือคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไทยภายใต้กฎหมายป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย ซึ่งล้วนเป็นประเด็นด้านกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่ประเด็นการรับรองรัฐบาลจีน
ประเทศไทยควรยืนอยู่บนจุดสมดุลที่ชัดเจน คือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ โดยไม่สูญเสียความน่าเชื่อถือของหลักการที่ตนเองประกาศไว้ และมีความชัดเจนของจุดยืนประเทศในเวทีระหว่างประเทศ
ประเทศที่ได้รับความเคารพ ไม่ใช่ประเทศที่เห็นด้วยกับทุกสิ่งของมหาอำนาจ แต่คือประเทศที่มีหลักการของตนเอง และยืนหยัดอย่างสม่ำเสมอบนหลักการ

ขณะที่รัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศชุดรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร และอดีตเอกอัครราชทูต มองท่าทีดังกล่าวว่า ตรงข้อความในย่อหน้า 6 ที่ระบุว่าไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ไม่เคยมีรัฐบาลไทยชุดไหนไปไกลเท่านี้ ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่ถือนโยบายจีนเดียวก็ไม่ได้ประกาศชัดเจนเช่นนี้ จึงสะท้อนว่าไทยได้เลือกข้างเต็มตัว และมันอธิบายทุกอย่างไว้ในตัวเองหมดแล้ว
ซึ่งถ้าเป็นดังนี้ย่อมไม่แปลกที่การไปเยือนครั้งนี้จะทำให้ความสัมพันธ์รัฐบาลทั้งสองใกล้ชิดหวานชื่นยิ่งขึ้นไปอีก แบบนี้ต่อให้จะร้องเพลงไหนของไต้หวัน หรือร้องเพลงไต้หวันอีกเป็นสิบๆ เพลง ก็จะน่าจะหวานชื่นอยู่ดี ไม่มีปัญหา
แต่พอดีตอนนี้ดูเหมือนปัญหามันมามีที่บ้านเราเอง ที่มีเจ้าหน้าที่จากสถานทูตจีนโทร.ไปข่มขู่เอกชนไทยผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวัน ที่เขาจัดติดต่อมาหลายปีแล้ว ซึ่งเรื่องนี้หากทางสถานทูตจีนมีข้อกังวลก็ควรแจ้งผ่านกระทรวงการต่างประเทศไทย ไม่ควรโทร.ไปต่อว่าเอกชนผู้จัดไทยโดยตรง อันเป็นมาตรฐานการดำเนินการทั่วไปทางการทูต
แล้วมามีข่าวสถานทูตจีน ออกประกาศเรียกร้องกรณีชาวจีนผู้หนึ่งที่มีเรื่องวิวาทกับ รปภ.ไทย เรื่องนี้เท่าที่ดูและจากประสบการณ์ของตนเอง รู้สึกแปลกใจพอควร ปกติเรื่องวิวาทเช่นนี้ ที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส หรือมีความเสียหายทางทรัพย์สินร้ายแรง มักถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวรายบุคคล และไม่มีสถานทูตประเทศไหนต้องออกมาประกาศเช่นนี้ ส่วนใหญ่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายภายในเอง
ทั้งนี้ ความเสียหายของชาวจีนในกรณีดังกล่าว น่าจะน้อยกว่าความเสียหายของคนไทยที่เกิดจากชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำผิดกฎหมายในไทยหลายต่อหลายเท่านัก
การต้องออกมาประกาศเรื่องนี้ของสถานทูตจีนจึงแลดูค่อนข้างน่าแปลก และเชื่อว่าสถานทูตประเทศอื่นๆ ในไทยก็น่าจะแปลกใจและจับตาดูเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
ขนาดแค่เรื่องคนทะเลาะวิวาทกัน ถ้าเกิดเรื่องใหญ่กว่านี้ น่าคิดว่าไทยจะโดนอะไรบ้าง ในยุคแห่งความสัมพันธ์อันหวานชื่นนี้?
ที่ควรเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน ต่างมีศักดิ์ศรี และไม่แทรกแซงหรือเอาเปรียบซึ่งกันและกันไหม?

ส่วนสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตทูตไทย มองว่า การทูตสาธารณะของจีนในไทยกำลังล้ำเส้นเกินไป สิ่งที่สถานทูตจีนมีประเด็นดราม่าในไทยทั้งกรณีเทศกาลหนังไต้หวัน หรือออกตัวกรณีแฟนคลับชาวจีนแซงคิวในอีเวนต์ซีรีส์วาย มองได้ว่า ใช้อำนาจกดดันหรือข่มขู่ให้กระทำการใดๆ ตามความต้องการของตน ถือว่าขัดต่อหลักสากลตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ.1961 ในข้อ 41 วรรค 1 ที่ทูตต้องเคารพกฎหมายของรัฐผู้รับและไม่แทรกแซงกิจการภายใน และไม่ควรแสดงตัวติดต่อหรือกดดันประชาชนโดยตรง ซึ่งเป็นการข้ามขั้นตอนที่ไม่เหมาะสม
โดยที่เครื่องมือในทางการทูต เมื่อทูตประเทศใดกระทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ แม้ทูตจะได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากกฎหมายของประเทศผู้รับ แต่ก็มีเครื่องมือที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีต่างประเทศใช้ได้ เช่น การเรียกเข้าพบเพื่อประท้วง หรือประกาศให้ทูตนั้นเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา หรือ “Persona non grata”
สรศักดิ์กล่าวอีกว่า แม้ในบริบทของการทูตมักมีการโอนอ่อนผ่อนตาม (ไผ่ลู่ลม) เพื่อรักษาความสัมพันธ์ แต่ในกรณีที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐบาลต้องยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การวางจุดสมดุลทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเป็นเรื่องจำเป็น
เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจของต่างชาติกลายเป็นการละเมิดพลเมืองของตนเอง
ความสัมพันธ์ไทย-จีนในยุครัฐบาลอนุทินกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลยังคงเน้นสร้าง “ความหวานชื่น” ในระดับบน โดยมองข้ามรอยร้าวและเสียงร้องของประชาชนในระดับล่างที่กำลังขยายตัว
นโยบายการต่างประเทศที่ไร้จุดสมดุลนี้ ไม่เพียงแต่จะบั่นทอนอธิปไตยและผลประโยชน์ของคนในชาติ แต่ยังอาจกลายเป็นชนวนวิกฤตความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลนายอนุทิน
เป็นต้นทุนที่มีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย
