บทความพิเศษ | ศิริชัย จันทวงษ์
มองการเมืองแอลเบเนีย
สะท้อนมองไทย
ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ประท้วงหนึ่งที่น่าสนใจ จุดเริ่มต้นเกิดจากประเด็นที่เหมือนจะเล็ก แต่กลับเกี่ยวโยงกับมหาอำนาจโลก ท้ายที่สุดนำมาสู่การประท้วงระดับนานาชาติ
มันเริ่มจากประชาชนและนักอนุรักษ์จากองค์กรต่างๆ ในแอลเบเนียได้รวมตัวประท้วงรัฐบาลแอลเบเนีย ภายใต้การนำของเอดิ รามา (Edi Rama) หลังจากได้ผ่านร่างกฎหมายอนุญาตให้มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างเพื่อการท่องเที่ยวภายในเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อมวีโยซา – นาร์ตา (Vjosa – Narta) ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของยุโรป
กลุ่มผู้ประท้วงไม่เห็นด้วยกับการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากมองว่าการตัดสินใจของรัฐบาลได้ไม่คุ้มเสีย
ประกอบกับการที่ฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาลของรามา ว่าขาดความโปร่งใสในการออกกฎหมายและมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนักลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏชื่อนักลงทุนคนสำคัญอย่างจาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) และอิวานก้า ทรัมป์ (Ivanka Trump) บุตรเขยและบุตรสาวของประธานาธิบดีสหรัฐ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮ-เอนด์ (Hi – end) และวิลล่าหรูที่จะสร้างบนเกาะซาซัน (Sazan island) นอกชายฝั่งซเวร์เน็ตส์ (Zvernec) ภายในเขตคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำวีโยซา – นาร์ตา
ย้อนกลับไปในปี 2021 คุชเนอร์และทรัมป์ (ผู้ลูก) ได้เดินทางมาพักผ่อนตากอากาศในพื้นที่ชายฝั่งซเวร์เน็ตส์ ในทะเลเอเดรียติก ระหว่างที่พวกเขากำลังว่ายน้ำ พวกเขาก็ได้เห็นว่ามีเกาะหนึ่งซึ่งรู้ทีหลังว่าเป็นเกาะซาซัน (Sazan island) มีความสวยงามและอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก แต่ขาดการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค
พวกเขากลับมาที่เรือและได้พูดคุยกับรามาบนเรือลำนั้น โดยได้เสนอโครงการพัฒนาและการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว
ต่อมาในปี 2024 คุชเนอร์จึงได้เริ่มประชาสัมพันธ์แผนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์บนเกาะซาซันและพื้นที่ชายฝั่งข้างเคียง ซึ่งการประชาสัมพันธ์การลงทุนครั้งนี้ เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม
ตามมาด้วยปลายปี 2025 รัฐบาลแอลเบเนียได้มอบสถานภาพการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์แก่บริษัทร่วมทุนของคุชเนอร์
การดำเนินการของรัฐบาลแอลเบเนียถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้าน และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นด้านการขาดความโปร่งใสในกระบวนการแก้กฎหมาย ผลประโยชน์ทับซ้อน ความสงสัยของผู้ที่ขายที่ดินให้กับบริษัท ประเด็นต่างๆ ค่อยๆ ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง
จนกระทั่งวันที่ 30 พฤษภาคม 2026 ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดสะบั้น เมื่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้วางรั้วลวดหนามขวางกั้นการเข้าใช้ประโยชน์ของประชาชน จนมีผู้ชุมนุมประท้วงหน้าพื้นที่สร้างรีสอร์ต ซึ่งต่อมาได้เกิดการปะทะและมีการใช้ความรุนแรงกับประชาชนและผู้ประท้วง
เหตุการณ์ดังกล่าวได้เผยแพร่สู่สายตาประชาชนเป็นวงกว้าง จนนำไปสู่การประท้วงใหญ่ทั้งในพื้นที่เมืองซเวร์เน็ตส์ และที่กรุงติรานา (Tirana) เมืองหลวงของแอลเบเนีย
ต่อมา การประท้วงขยายตัวลุกลามไปสู่เมืองต่างๆ ในแอลเบเนีย และยังข้ามพรมแดนเข้าไปในกลุ่มชาวแอลเบเนียโพ้นทะเลในฝรั่งเศสด้วย
กลุ่มผู้ประท้วงได้นิยามการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ว่าการปฏิวัติฟลามิงโก (Flamingo Revolution) โดยหยิบยกนกดังกล่าวมาเป็นสัญลักษณ์การประท้วง จากการที่นกฟลามิงโกเป็นสัตว์พื้นเมืองในพื้นที่อนุรักษ์ โดยการตกแต่งแผ่นกระดาษเป็นรูปนกฟลามิงโก
พร้อมทั้งสโลแกน เช่น แอลเบเนียไม่ได้มีไว้ขาย (Albania is not for sale!) เป็นต้น
ในช่วงต้น การประท้วงจำกัดเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใสในการแก้ไขกฎหมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบความไม่ชอบมาพากลเพิ่มขึ้น เมื่อปรากฏว่า อาเทอร์ เชฮู (Artur Shehu) ชายผู้ขายที่ดินให้กับบริษัทร่วมทุนของคุชเนอร์ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการค้ายาเสพติด
พนักงานอัยการแห่งแอลเบเนียได้เปิดเผยว่า มีหลักฐานอย่างเพียงพอว่าเชฮูมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและอาชญากรรมอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการปลอมแปลงเอกสารทางการเงินเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และโครงการก่อสร้างต่างๆ
นอกจากนี้ ที่ดินแปลงดังกล่าวของเชฮูยังมีข้อพิพาทกับประชาชนที่อยู่อาศัยในเมืองซเวร์เน็ตส์ ซึ่งอ้างกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวเช่นกัน โดยขณะนี้ ประชาชนกลุ่มดังกล่าวก็ยังคงดำเนินการทางกฎหมายกับเชฮูในด้านสิทธิ์การครอบครองที่ดินแปลงนั้น
ในประเด็นนี้ก็เคยถูกใช้เป็นคำอธิบายของรามาต่อสาธารณชนว่าที่ดินบางส่วนนั้นเป็นของเอกชน ไม่ใช่ที่ดินที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายนี้ไม่สามารถทำให้การประท้วงเบาบางลงได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า พื้นที่ของเชฮูนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยที่จะนำมาใช้พัฒนาที่ดินตามโครงการอสังหาริมทรัพย์ของคุชเนอร์ และพื้นที่ส่วนมากก็เป็นพื้นที่อนุรักษ์
การประท้วงยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีการขยายตัวมากขึ้น ชาวแอลเบเนียพลัดถิ่นในยุโรป อเมริกาเหนือต่างนัดชุมนุมกันต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมชุมนุมล้นหลามต่อเนื่องจนถึงเดือนมิถุนายน
ไม่เฉพาะด้านขอบเขตทางกายภาพและจำนวนผู้ประท้วงเท่านั้น หากแต่ประเด็นที่เรียกร้องก็มากขึ้นด้วย
จากเดิมมีแค่ด้านสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใสในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการอนุญาตให้มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างเพื่อการท่องเที่ยวในเขตอนุรักษ์ ปัจจุบันการปฏิวัติฟลามิงโกได้ขยายขอบเขตประเด็นไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านอื่น เช่น การพัฒนาโรงเรียนในแอลเบเนียอย่างเร่งด่วน ปัญหาตลาดแรงงาน และมาตรฐานคุณภาพชีวิต เป็นต้น
ด้วยประเด็นที่มากขึ้นนี้ ส่งผลให้กลุ่มผลประโยชน์ทางสังคม (Interest Group) และจำนวนผู้เข้าร่วมมีมากขึ้นโดยปริยาย และท้ายที่สุดก็นำไปสู่ข้อเรียกร้องให้รามาลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การชุมนุมประท้วงและประเด็นสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจจากภาคส่วนต่างๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากคณะกรรมาธิการยุโรป เนื่องจากแอลเบเนียกำลังอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ ที่สหภาพยุโรปวางไว้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม
ในวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา อันตอนิอู กอสตา (Antonio Costa) ประธานคณะมนตรียุโรป ได้เดินทางเยือนแอลเบเนีย และพบกับรามาที่กรุงติรานา
กอสตาได้กล่าวชื่นชมความก้าวหน้าของแอลเบเนียในการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ดี กอสตาได้เน้นย้ำว่า กระบวนการในการเข้าเป็นสมาชิกจะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมของสภาพยุโรปด้วย
ทั้งนี้ รามาได้ให้คำมั่นต่อหน้ากอสตาในประเด็นดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม อีวา คูโชวา (Eva Kushova) ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของแอลเบเนีย มีความเห็นแย้งกับคำกล่าวของรามา โดยการอ้างถึงสิ่งที่รัฐบาลรามาได้ทำลงไป และได้ชี้ถึงความเสี่ยงต่อผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาประเทศไปในแนวทางที่ไม่เหมาะสม
โดยยกตัวอย่างชายหาดมากมายตามชายฝั่งแอลเบเนีย ซึ่งเมื่อก่อนเป็นพื้นที่ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ แต่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ของเอกชนไปแล้ว (Privatised)
นอกจากนี้ ยังโต้แย้งคำกล่าวของรามา ในประเด็นเกี่ยวกับการได้ประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหากมีการลงทุนจากต่างชาติ ว่าประชาชนเหล่านั้นจะได้ประโยชน์เพียงน้อยนิด จากการลงทุนต่างชาติ
เขายังเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเห็นว่าควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการบริการทั่วทั้งแอลเบเนีย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและเพื่อให้มั่นใจว่าภาวะนักท่องเที่ยวมากเกินไป (Overtourism) จะไม่ไปทำลายแหล่งท่องเที่ยว
ดังเช่น อิตาลี โครเอเชีย และกรีซ ที่ได้พยายามปกป้องอุทยานแห่งชาติและเกาะแก่งต่างๆ โดยการกำหนดพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยว
เหตุการณ์การประท้วงในแอลเบเนียครั้งนี้ อาจจะไม่ได้กระทบต่อไทยในทางใด
หากแต่บริบทและโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวและการบริการกลับเหมือนไทย โดยมีจุดร่วมคือการต้องเลือกระหว่างการพัฒนาโครงสร้างการท่องเที่ยวขนาดใหญ่โดยกลุ่มทุนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
มากกว่านั้น แอลเบเนียและไทยยังต้องเจอกับปัญหาระดับชาติบางอย่างคล้ายกัน เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และทุนสีเทา
สถานการณ์ที่แอลเบเนียกำลังเผชิญอยู่นี้ ไม่ว่ารัฐบาลรามาจะแก้วิกฤตนี้ได้หรือไม่ อย่างไร หรือประชาชนชาวแอลเบเนียจะพบวิถีทางในการพัฒนาเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนได้หรือไม่
ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่รัฐไทยควรพิจารณาศึกษาไว้เป็นบทเรียนทั้งสิ้น
