สุญญากาศ ‘นนทบุรี’ ศึกชี้ชะตา ‘ผึ้งหลวง’ ปะทะ ‘มันสมองค่ายส้ม’ เดิมพันล้างอาถรรพ์การเมืองท้องถิ่น
ในประเทศ
การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ ‘นายกเด’ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี โดยฝีมือลั่นไกสังหารจากนายฉลอง เรี่ยวแรง ไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความช็อกให้กับสังคม แต่ยังเป็นการทิ้งสุญญากาศทางอำนาจครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี
การเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 20 กันยายน 2569 นี้ จึงเป็นการต่อสู้และเดิมพันครั้งสำคัญระหว่าง ‘เครือข่ายท้องถิ่นเดิม’ กับ ‘กระแสพรรคการเมืองระดับชาติ’ อย่างถึงพริกถึงขิง
โดยเฉพาะกับฝั่งผู้ท้าชิงอย่างพรรคประชาชนที่ต้องบอกว่านาทีนี้ถอยไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าลุยอย่างเดียว
จึงตัดสินใจงัดไพ่ใบสำคัญ ส่งเบอร์ใหญ่ระดับมันสมองของพรรคอย่าง ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ ผู้อำนวยการ Think Forward Center ลงสู้ศึกด้วยตัวเอง
ขณะที่ฝั่งแชมป์เก่า เมื่อขาดเสาหลักอย่างนายกเด ‘กลุ่มผึ้งหลวง’ จึงเลือกเดินเกมด้วยการส่ง ‘นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ’ หลานชายแท้ๆ ลงเป็นตัวแทน
แม้จะเป็นหน้าใหม่ในสนามเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้ไร้ประสบการณ์ในโลกการบริหาร ด้วยดีกรีวิศวกรและผู้บริหารบริษัทมหาชน ซึ่งก็ต้องจับตาว่าจะสามารถรับไม้ต่อและรักษาฐานอำนาจเดิมของกลุ่มเอาไว้ได้มากน้อยเพียงใด
เพราะหมัดเด็ดของกลุ่มผึ้งหลวงรอบนี้ไม่ได้มีเพียงชื่อของตระกูล หากแต่คือ ‘ผลงานที่จับต้องได้’ โดยเฉพาะนโยบายด้านการศึกษาที่อดีตนายกเดปูทางไว้แข็งแกร่งมาก ที่ผ่านมาได้รับจัดสรรงบประมาณสูงถึง 55% ของงบ อบจ. ผนวกกับเครือข่าย ส.จ. ในพื้นที่ที่ยังเหนียวแน่น
ภารกิจหลักของนฤพนธ์จึงไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่คือการรักษาสมดุลไม่ให้ ‘ผึ้งรังแตก’ และใช้บารมีเดิมของตระกูลเย็นประเสริฐเป็นเกราะป้องกันคลื่นสีส้ม
และนี่เองคือโจทย์สำคัญของการส่ง อ.เดชรัตลงสนามครั้งนี้ เพราะการแข่งขันครั้งนี้อาจไม่ได้วัดกันเพียงว่า พรรคประชาชนจะสามารถโค่นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นเดิมได้หรือไม่
แต่ยังเป็นบททดสอบว่าพรรคประชาชนจะสามารถเปลี่ยน ‘ภาพนักวิชาการ’ ของ อ.เดชรัต จากสิ่งที่อาจถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดในสนามการเมืองท้องถิ่น ให้กลายเป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากคู่แข่งได้หรือไม่
เพราะต้องยอมรับว่า แม้ภาพของ อ.เดชรัต ในฐานะนักวิชาการและคนทำงานด้านนโยบายจะเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในเรื่องความรู้ ความสามารถในการออกแบบนโยบาย และการมองปัญหาอย่างเป็นระบบ
แต่สำหรับการเมืองท้องถิ่นนั้นมีบริบทแตกต่างจากการเมืองระดับชาติอยู่พอสมควร
สนามท้องถิ่นไม่ได้แข่งขันกันด้วยนโยบายบนกระดาษเพียงอย่างเดียว แต่ยังแข่งขันกันด้วยความสัมพันธ์ ความคุ้นเคย การเข้าถึงประชาชน และความรู้สึกว่า ‘เลือกคนนี้แล้วพึ่งได้หรือไม่’ คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า ในสนามที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังให้คุณค่ากับนักการเมืองแบบ ‘ใจถึง พึ่งได้’
นักวิชาการอย่าง อ.เดชรัต จะสามารถสร้างความรู้สึกดังกล่าวขึ้นมาได้หรือไม่
ที่ผ่านมาเราเคยเห็นบทเรียนจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรอบล่าสุดที่ผ่านมา ซึ่งภาพของ ‘นักวิชาการ’ ไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมทางการเมืองได้โดยอัตโนมัติ
กรณีของ ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า สนามการเมืองท้องถิ่นต้องการมากกว่าความรู้ทางวิชาการ
เพราะผู้สมัครจำเป็นต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าคนที่กำลังจะเลือกนั้น ‘เข้าใจชีวิตจริงของคนในพื้นที่’ และสามารถเข้ามาแก้ปัญหาให้พวกเขาได้จริง
ดังนั้น หากพรรคประชาชนตัดสินใจใช้ ‘จุดแข็งด้านวิชาการ’ ของ อ.เดชรัต เป็นหัวหอก สิ่งที่พรรคต้องทำจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ อ.เดชรัต กลายเป็นนักการเมืองท้องถิ่นแบบเดิม
แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า ‘นักวิชาการคนนี้จะทำให้ อบจ. เปลี่ยนไปอย่างไร’
และนี่อาจเป็นสนามที่พรรคประชาชนต้องยกระดับการแข่งขันจาก ‘เลือกใคร’ ไปสู่ ‘เลือกว่าจะบริหาร อบจ. แบบไหน’
เพราะ อบจ. ไม่ใช่องค์กรเล็กๆ ที่มีอำนาจจำกัด หากแต่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีทั้งงบประมาณ บุคลากร และอำนาจหน้าที่จำนวนมากในการจัดบริการสาธารณะ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข การจัดการขยะ ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกับ อบจ.นนท์ที่มีงบประมาณเป็นพันล้านในแต่ละปี
โจทย์ของพรรคประชาชนจึงต้องชัดว่าหากเข้ามาบริหารแล้วจะใช้งบประมาณเหล่านี้อย่างไร
จะทำให้ถนนและระบบระบายน้ำมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร จะยกระดับโรงพยาบาลหรือบริการสาธารณสุขของ อบจ. อย่างไร จะจัดการปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมของนนทบุรีอย่างไร จะทำให้ระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อกับพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ดีขึ้นอย่างไร
และที่สำคัญที่สุดคือ จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่า เงินทุกบาทของ อบจ. ถูกใช้ไปกับอะไร
นี่คือพื้นที่ที่ อ.เดชรัต อาจมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง หากพรรคสามารถนำความเป็นนักวิชาการและความเชี่ยวชาญด้านนโยบายมาแปลงเป็นข้อเสนอที่จับต้องได้ไม่ใช่เพียงการบอกว่า ‘เรามีนโยบายที่ดีกว่า’
แต่ต้องตอบให้ได้ว่า นโยบายหนึ่งจะใช้งบประมาณเท่าไร ใครเป็นคนรับผิดชอบ ทำภายในกี่ปี และประชาชนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงตรงไหน
เพราะถ้าทำได้จริง การเป็นนักวิชาการอาจไม่ใช่จุดอ่อน แต่กลับกลายเป็นจุดขายที่สำคัญที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้
โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งของพรรคประชาชนไม่ได้มีเพียงผู้สมัครคนหนึ่งคนใด แต่คือ ‘เครือข่ายการเมืองท้องถิ่น’ ที่มีฐานทางการเมืองและความสัมพันธ์กับประชาชนสั่งสมมาเป็นเวลานาน
พรรคประชาชนจึงจำเป็นต้องเสนอสิ่งที่เครือข่ายเดิมอาจตอบได้ยากกว่า
นั่นคือคำถามว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อบจ.นนทบุรีทำอะไรไปแล้วบ้าง และถ้าให้พรรคประชาชนเข้ามาบริหาร จะทำอะไรให้ดีกว่าเดิม”
นี่จึงจะเป็นการเปลี่ยนสนามเลือกตั้งจากการแข่งขันระหว่าง ‘คนเก่า’ กับ ‘คนใหม่’ ไปสู่การแข่งขันระหว่าง ‘วิธีบริหารแบบเดิม’ กับ ‘วิธีบริหารแบบใหม่’
แต่ในอีกด้านหนึ่งพรรคประชาชนก็ต้องระวังกับดักของตัวเองเช่นกัน เพราะหากหาเสียงด้วยภาษานโยบายที่เป็นวิชาการมากเกินไป แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาในชีวิตประจำวันของชาวนนทบุรีได้ อ.เดชรัต ก็อาจถูกมองว่าเป็น ‘คนเก่งจากส่วนกลาง’ มากกว่าจะเป็น ‘คนของนนทบุรี’
ดังนั้น ภารกิจของพรรคประชาชนในสนาม อบจ.รอบนี้นี้จึงมีอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือทำให้คนรู้จักและเชื่อมั่นในตัว อ.เดชรัตในฐานะผู้สมัคร ชั้นที่สองและอาจสำคัญกว่าด้วยซ้ำคือทำให้คนเชื่อว่าการเลือก อ.เดชรัต ไม่ใช่การเลือก ‘นักวิชาการ’ แต่คือการเลือก ‘ผู้บริหาร อบจ. ที่มีความรู้และมีแผนจะเปลี่ยนนนทบุรี’
ท้ายที่สุดแล้วศึกนายก อบจ.นนทบุรีครั้งนี้จึงอาจเป็นมากกว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นธรรมดา เพราะมันกำลังทดสอบว่าพรรคการเมืองระดับชาติ โดยเฉพาะพรรคประชาชนจะสามารถนำแบรนด์ทางการเมืองของตัวเองลงมาสู้กับโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นที่หยั่งรากลึกได้หรือไม่
และสำหรับ อ.เดชรัต คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ ‘นักวิชาการจะชนะนักการเมืองท้องถิ่นได้หรือไม่’
แต่คือ ‘นักวิชาการจะทำให้ประชาชนเชื่อได้หรือไม่ว่า เขาสามารถบริหารเมืองได้ดีกว่านักการเมืองท้องถิ่นที่อยู่กับพื้นที่มานาน’
หากตอบคำถามนี้ได้ด้วยผลงาน แผนงาน ตัวเลข และนโยบายที่จับต้องได้ การเลือกตั้งวันที่ 20 กันยายน อาจไม่ได้เป็นเพียงการวัดฐานเสียงของพรรคประชาชนในนนทบุรี
แต่จะกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า ‘การเมืองท้องถิ่นแบบนโยบาย’ สามารถเอาชนะ ‘การเมืองแบบเครือข่าย’ ได้จริงหรือไม่
