bg-single

‘ศูนย์กลางทางการเงิน’ เป้าหมายใหม่ของเวียดนาม

21.08.2026

ต่างประเทศ

เวียดนามกำลังปฏิรูปทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

เดิมพันด้วยการเปิด 2 ศูนย์กลางทางการเงิน (ไอเอฟซี) ขึ้น 2 แห่งในประเทศ

แห่งแรกตั้งอยู่ที่ดานัง เปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมปีนี้

อีกแห่งอยู่ที่โฮจิมินห์ซิตี ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยตั้งความหวังว่า ไอเอฟซีทั้งสองแห่งจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เวียดนามพัฒนาประเทศไปอีกระดับ

เพื่อเป้าหมายใหม่ดังกล่าว เวียดนามจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในเชิงโครงสร้างพื้นฐานไปเกือบ 600,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 โดยมีส่วนต่างหลงเหลืออีกประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งยังไม่มีสถาบันการเงินและธนาคารในประเทศช่วยอุดช่องว่างดังกล่าวได้ในเวลานี้

จุดอ่อนของโครงการในเวลานี้ก็คือการที่เวียดนามอาศัยการลงทุนโดยการกู้ยืมมากเกินไป

ตามสถิติระหว่างปี 2019 กับปี 2023 ยอดการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศโดยเฉลี่ยสูงถึงราวปีละ 53,500 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีการระดมทุนผ่านทางตลาดหุ้นอีกราว 2,900 ล้านดอลลาร์

แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมก้าวหน้าทั้งหลายจำเป็นต้องมีตลาดทุนที่แข็งแกร่งมากกว่าที่เป็นอยู่ มีบริการทางการเงินทันสมัยมากกว่านี้ และต้องมีการเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนของโลกมากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นตัวขัดขวางเป้าหมายใหม่ของประเทศ

ไอเอฟซีจึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ให้หมดสิ้นไป

การบัญญัติกฎหมายใหม่ออกมาตั้งแต่ปี 2025 ให้จัดตั้งเขตควบคุมพิเศษในเมืองทั้งสอง โดยกำหนดให้เขตพิเศษดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายและอำนาจศาลพิเศษ

ผู้ที่ลงทุนในเขตพิเศษดังกล่าวจำเป็นต้องขึ้นศาลชำนาญพิเศษทางพาณิชย์, มีผู้พิพากษาเป็นชาวต่างชาติ, ใช้ภาษาอังกฤษในกระบวนการไต่สวนทั้งหมด, มีกฎเกณฑ์อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษนอกเหนือจากพื้นที่อื่นๆ ให้อิสระต่อคนต่างชาติในการเป็นเจ้าของกิจการและในการว่าจ้างมืออาชีพ

เป้าหมายไม่เพียงต้องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่ต้องการปฏิรูประบบการเงินของประเทศทั้งระบบพร้อมกันไปด้วย

ข้อที่น่าสนใจก็คือ ในแต่ละปีมีสินค้ามูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านเข้าประเทศมาทางโฮจิมินห์ซิตี แต่การบริการทางการเงิน, การรับประกันและการบริหารความเสี่ยงของสินค้าเหล่านั้นกลับทำกันที่สิงคโปร์, ฮ่องกง หรือไม่ก็ลอนดอน

ทางการเวียดนามคาดหวังว่า หลังจากมีไอเอฟซีขึ้นแล้ว ทั้งหมดเหล่านั้นจะดำเนินการกันภายในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศอีกต่อไป

โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจแต่เดิมกลายเป็นจุดแข็งของโครงการใหม่นี้ เพราะเวียดนามยังคงเป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจโตเร็วที่สุดในเอเชียอยู่ในขณะนี้ และยังคงกลายเป็นหนึ่งในห่วงโซ่สำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกสำหรับโรงงานผลิตต่างๆ ในระดับโลก จนดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้มากมาย

แรงงานยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวและมีอัตราการยอมรับเงินตราดิจิทัลสูงที่สุดในโลก สามารถกลายเป็นพื้นฐานชั้นดีสำหรับเทคโนโลยีทางการเงินและนวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเงินทั้งหลาย

ที่ผ่านมา โฮจิมินห์ซิตีถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่โลกให้การยอมรับกันในระดับสูงอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนดานังก็เป็น “เกตเวย์” ของระเบียงเศรษฐกิจที่เรียกว่า “อีสต์-เวสต์ คอริดอร์” เอื้ออำนวยต่อการค้าและเครือข่ายซัพพลายเชนไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ด้วย

นอกจากนั้นแล้ว เวียดนามยังสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นด้วยการพัฒนานวัตกรรมทางกฎเกณฑ์และแรงจูงใจทางภาษี ธนาคารกลางของเวียดนามออกกฎใหม่มาเมื่อเดือนธันวาคม 2025 เปิดทางให้สามารถกู้ยืมจากแหล่งทุนนอกประเทศและการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ

สมาชิกสามารถเรียกคืนเงินทุนและกำไรประกอบการได้โดยง่ายผ่านทางธนาคารที่เป็นสมาชิกของไอเอฟซี โดยไม่ต้องมีการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนเหมือนที่เคยทำก่อนหน้านี้

เวียดนามยังปฏิบัติการเชิงรุกในแง่สินทรัพย์ดิจิทัล ยกเลิกการรวมศูนย์ทางการเงิน เปิดให้มีการออกเหรียญโทเคน, สเตเบิลคอยน์, และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ภายใต้กรอบก่อตั้งตามกฎหมาย ปรับกระบวนการออกใบอนุญาตให้รวดเร็ว เปิดทางให้ปักหลักอาศัยได้นานถึง 5 ปี และให้ความคุ้มครองตามกฎหมายในกรณีของโปรเจ็กต์ที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว

นอกจากนั้น ยังให้สิทธิพิเศษทางภาษี เก็บภาษีเงินได้ของกิจการเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องนาน 30 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับบุคคลที่มีความชำนาญพิเศษ

แต่ในจุดแข็งทั้งหลายก็มีจุดอ่อน แม้ว่าโครงการทั้งหมดจะผ่านออกมาตั้งแต่ปี 2025 และพื้นฐานรองรับทางกฎหมายถูกจัดทำขึ้นอย่างรวดเร็ว กระนั้นรายละเอียดในเชิงปฏิบัติก็ยังไม่แล้วเสร็จจนกระทั่งถึงตอนนี้ เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างรัฐบาลที่เต็มไปด้วยหน่วยงานกำกับจำนวนมาก โดยในกรณีนี้มีทั้งกระทรวงการคลัง, ธนาคารกลางแห่งเวียดนาม, องค์การกำกับดูแลไอเอฟซี และหน่วยงานที่เป็นฝ่ายบริหารในเมืองทั้งสอง ทำให้เกิดคอขวดขึ้นในกระบวนการจัดทำนโยบายเชิงปฏิบัติดังกล่าว

ซึ่งสามารถก่อให้เกิดจุดอ่อนอื่นๆ ตามมาอีกเป็นขบวน

เช่น จะเกิดอะไรขึ้นหากการประสานงานระหว่างหน่วยงานล้มเหลวลง

ส่วนการขับเคลื่อนสินทรัพย์ดิจิทัลก็ยังมีผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ จนอาจทำให้ไอเอฟซีของเวียดนามมีต้นทุนสูงกว่าที่อื่น ซึ่งจะเสียหายมากในกรณีที่ต้องแข่งขันกันดึงดูดนักลงทุนกลุ่มเดียวกัน

นอกจากนั้น การทำให้มี 2 ศูนย์กลางทางการเงิน ก็เสี่ยงที่จะเกิดการแข่งขันกันเอง แถมยังต้องกระจายทรัพยากรที่มีจำกัดอยู่ออกไปอีกด้วย

ซึ่งกรณีพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นหากรวมไอเอฟซีทั้งสองเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของโครงการทะเยอทะยานของเวียดนามก็คือ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีจำกัดอย่างยิ่ง

เพราะศูนย์กลางทางการเงินโดยทั่วไปแล้วต้องพึ่งพาอาศัยประสบการณ์และความสามารถของผู้รู้มากมาย ตั้งแต่ผู้กำกับดูแล ไปจนถึงทนาย นายธนาคาร และผู้จัดการสินทรัพย์ ซึ่งยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของเวียดนามอยู่ดี

แม้จะพยายามแก้ไขด้วยการเปิดรับและอนุญาตให้ผู้พิพากษาต่างชาติเข้ามาพำนักและทำงานในเขตพิเศษทั้งสองแล้วก็ตาม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไอ้โม่งที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงคุณอนุทิน
สุญญากาศ ‘นนทบุรี’ ศึกชี้ชะตา ‘ผึ้งหลวง’ ปะทะ ‘มันสมองค่ายส้ม’ เดิมพันล้างอาถรรพ์การเมืองท้องถิ่น
ฝ่ายค้านล็อกเป้าปมร้อน ‘ฮั้ว ส.ว.-โกงสอบท้องถิ่น-TH-AI Passport’ ยื่นซักฟอก ‘รบ.อนุทิน’
‘ศูนย์กลางทางการเงิน’ เป้าหมายใหม่ของเวียดนาม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง
กกต. = ข้างบน I WANT TO BELIEVE
‘เรย์ แมคโดนัลด์’ และ ‘อมร ศรีวงศ์’ | ปราปต์ บุนปาน
“ทัศนัย-สุรชัย” ร่วมชี้แจงกรรมาธิการกฎหมายฯ 20 ส.ค. เปิดข้อมูลข้อพิรุธงานวิจัย “เมืองฮอด” พบคดีมีมติเอกฉันท์ชี้มูลวินัยร้ายแรง
เทคโนศักดินา : เมื่อกำไรแพ้ค่าเช่า
E-DUANG | ชีพจร “บอร์ด” ประกันสังคม ประกันสังคม ก้าวหน้า สะดุด
กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับการให้บริการ
‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ ภารกิจสร้าง ‘ความชอบธรรมใหม่’ หลังการต่อสู้กับ ‘กำแพง’