ต่างประเทศ
เวียดนามกำลังปฏิรูปทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
เดิมพันด้วยการเปิด 2 ศูนย์กลางทางการเงิน (ไอเอฟซี) ขึ้น 2 แห่งในประเทศ
แห่งแรกตั้งอยู่ที่ดานัง เปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมปีนี้
อีกแห่งอยู่ที่โฮจิมินห์ซิตี ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยตั้งความหวังว่า ไอเอฟซีทั้งสองแห่งจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เวียดนามพัฒนาประเทศไปอีกระดับ
เพื่อเป้าหมายใหม่ดังกล่าว เวียดนามจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในเชิงโครงสร้างพื้นฐานไปเกือบ 600,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 โดยมีส่วนต่างหลงเหลืออีกประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งยังไม่มีสถาบันการเงินและธนาคารในประเทศช่วยอุดช่องว่างดังกล่าวได้ในเวลานี้
จุดอ่อนของโครงการในเวลานี้ก็คือการที่เวียดนามอาศัยการลงทุนโดยการกู้ยืมมากเกินไป
ตามสถิติระหว่างปี 2019 กับปี 2023 ยอดการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศโดยเฉลี่ยสูงถึงราวปีละ 53,500 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีการระดมทุนผ่านทางตลาดหุ้นอีกราว 2,900 ล้านดอลลาร์
แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมก้าวหน้าทั้งหลายจำเป็นต้องมีตลาดทุนที่แข็งแกร่งมากกว่าที่เป็นอยู่ มีบริการทางการเงินทันสมัยมากกว่านี้ และต้องมีการเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนของโลกมากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นตัวขัดขวางเป้าหมายใหม่ของประเทศ
ไอเอฟซีจึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ให้หมดสิ้นไป
การบัญญัติกฎหมายใหม่ออกมาตั้งแต่ปี 2025 ให้จัดตั้งเขตควบคุมพิเศษในเมืองทั้งสอง โดยกำหนดให้เขตพิเศษดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายและอำนาจศาลพิเศษ
ผู้ที่ลงทุนในเขตพิเศษดังกล่าวจำเป็นต้องขึ้นศาลชำนาญพิเศษทางพาณิชย์, มีผู้พิพากษาเป็นชาวต่างชาติ, ใช้ภาษาอังกฤษในกระบวนการไต่สวนทั้งหมด, มีกฎเกณฑ์อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษนอกเหนือจากพื้นที่อื่นๆ ให้อิสระต่อคนต่างชาติในการเป็นเจ้าของกิจการและในการว่าจ้างมืออาชีพ
เป้าหมายไม่เพียงต้องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่ต้องการปฏิรูประบบการเงินของประเทศทั้งระบบพร้อมกันไปด้วย
ข้อที่น่าสนใจก็คือ ในแต่ละปีมีสินค้ามูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านเข้าประเทศมาทางโฮจิมินห์ซิตี แต่การบริการทางการเงิน, การรับประกันและการบริหารความเสี่ยงของสินค้าเหล่านั้นกลับทำกันที่สิงคโปร์, ฮ่องกง หรือไม่ก็ลอนดอน
ทางการเวียดนามคาดหวังว่า หลังจากมีไอเอฟซีขึ้นแล้ว ทั้งหมดเหล่านั้นจะดำเนินการกันภายในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศอีกต่อไป
โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจแต่เดิมกลายเป็นจุดแข็งของโครงการใหม่นี้ เพราะเวียดนามยังคงเป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจโตเร็วที่สุดในเอเชียอยู่ในขณะนี้ และยังคงกลายเป็นหนึ่งในห่วงโซ่สำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกสำหรับโรงงานผลิตต่างๆ ในระดับโลก จนดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้มากมาย
แรงงานยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวและมีอัตราการยอมรับเงินตราดิจิทัลสูงที่สุดในโลก สามารถกลายเป็นพื้นฐานชั้นดีสำหรับเทคโนโลยีทางการเงินและนวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเงินทั้งหลาย
ที่ผ่านมา โฮจิมินห์ซิตีถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่โลกให้การยอมรับกันในระดับสูงอยู่ก่อนแล้ว
ส่วนดานังก็เป็น “เกตเวย์” ของระเบียงเศรษฐกิจที่เรียกว่า “อีสต์-เวสต์ คอริดอร์” เอื้ออำนวยต่อการค้าและเครือข่ายซัพพลายเชนไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ด้วย
นอกจากนั้นแล้ว เวียดนามยังสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นด้วยการพัฒนานวัตกรรมทางกฎเกณฑ์และแรงจูงใจทางภาษี ธนาคารกลางของเวียดนามออกกฎใหม่มาเมื่อเดือนธันวาคม 2025 เปิดทางให้สามารถกู้ยืมจากแหล่งทุนนอกประเทศและการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ
สมาชิกสามารถเรียกคืนเงินทุนและกำไรประกอบการได้โดยง่ายผ่านทางธนาคารที่เป็นสมาชิกของไอเอฟซี โดยไม่ต้องมีการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนเหมือนที่เคยทำก่อนหน้านี้
เวียดนามยังปฏิบัติการเชิงรุกในแง่สินทรัพย์ดิจิทัล ยกเลิกการรวมศูนย์ทางการเงิน เปิดให้มีการออกเหรียญโทเคน, สเตเบิลคอยน์, และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ภายใต้กรอบก่อตั้งตามกฎหมาย ปรับกระบวนการออกใบอนุญาตให้รวดเร็ว เปิดทางให้ปักหลักอาศัยได้นานถึง 5 ปี และให้ความคุ้มครองตามกฎหมายในกรณีของโปรเจ็กต์ที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว
นอกจากนั้น ยังให้สิทธิพิเศษทางภาษี เก็บภาษีเงินได้ของกิจการเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องนาน 30 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับบุคคลที่มีความชำนาญพิเศษ
แต่ในจุดแข็งทั้งหลายก็มีจุดอ่อน แม้ว่าโครงการทั้งหมดจะผ่านออกมาตั้งแต่ปี 2025 และพื้นฐานรองรับทางกฎหมายถูกจัดทำขึ้นอย่างรวดเร็ว กระนั้นรายละเอียดในเชิงปฏิบัติก็ยังไม่แล้วเสร็จจนกระทั่งถึงตอนนี้ เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างรัฐบาลที่เต็มไปด้วยหน่วยงานกำกับจำนวนมาก โดยในกรณีนี้มีทั้งกระทรวงการคลัง, ธนาคารกลางแห่งเวียดนาม, องค์การกำกับดูแลไอเอฟซี และหน่วยงานที่เป็นฝ่ายบริหารในเมืองทั้งสอง ทำให้เกิดคอขวดขึ้นในกระบวนการจัดทำนโยบายเชิงปฏิบัติดังกล่าว
ซึ่งสามารถก่อให้เกิดจุดอ่อนอื่นๆ ตามมาอีกเป็นขบวน
เช่น จะเกิดอะไรขึ้นหากการประสานงานระหว่างหน่วยงานล้มเหลวลง
ส่วนการขับเคลื่อนสินทรัพย์ดิจิทัลก็ยังมีผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ จนอาจทำให้ไอเอฟซีของเวียดนามมีต้นทุนสูงกว่าที่อื่น ซึ่งจะเสียหายมากในกรณีที่ต้องแข่งขันกันดึงดูดนักลงทุนกลุ่มเดียวกัน
นอกจากนั้น การทำให้มี 2 ศูนย์กลางทางการเงิน ก็เสี่ยงที่จะเกิดการแข่งขันกันเอง แถมยังต้องกระจายทรัพยากรที่มีจำกัดอยู่ออกไปอีกด้วย
ซึ่งกรณีพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นหากรวมไอเอฟซีทั้งสองเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของโครงการทะเยอทะยานของเวียดนามก็คือ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีจำกัดอย่างยิ่ง
เพราะศูนย์กลางทางการเงินโดยทั่วไปแล้วต้องพึ่งพาอาศัยประสบการณ์และความสามารถของผู้รู้มากมาย ตั้งแต่ผู้กำกับดูแล ไปจนถึงทนาย นายธนาคาร และผู้จัดการสินทรัพย์ ซึ่งยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของเวียดนามอยู่ดี
แม้จะพยายามแก้ไขด้วยการเปิดรับและอนุญาตให้ผู้พิพากษาต่างชาติเข้ามาพำนักและทำงานในเขตพิเศษทั้งสองแล้วก็ตาม
