หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
“เสือโคร่งตัวนั้นกระโจนออกมาจากพงหญ้าที่มันหมอบซ่อนตัวอยู่ โถมตัวเข้าหา ขณะผมล้มลง เสือคร่อมอยู่บนลำตัว เสือโจมตีด้วยการใช้ตีนหน้าข้างซ้ายตะปบ ผมรู้สึกได้ถึงผิวหน้าฉีกขาดจากคมเล็บ เจ็บแปลบ เลือดชุ่มดวงตาข้างขวา เสืออ้าปาก เขี้ยวแหลมห่างจากใบหน้าไม่ถึงคืบ คงเป็นเพราะสัญชาตญาณ ผมใช้กล้องที่ติดเลนส์เทเลโฟโต 300 มิลลิเมตร ดันเข้าปากเสือ เลนส์หักครึ่งเมื่อมันงับ จากนั้นผมจำไม่ได้แน่ชัดนักว่า ผมกับเสือ เราชุลมุนกันนานเท่าไร เสือผละไป เมื่อคนหลายคนวิ่งเข้ามาพร้อมเสียงตะโกน ผมลุกขึ้นยืนเลือดชุ่มใบหน้าและแขน กล้องที่ห้อยคอบุบบู้บี้ เลนส์เหลือชิ้นส่วนเล็กน้อย ส่วนเสือโคร่ง วิ่งเตลิดเข้าไปในพงหญ้า”
ผมเคยขึ้นต้นงานชิ้นหนึ่งแบบนี้ ราวกับกำลังขึ้นต้นนิยายผจญภัย เป็นช่วงเวลาที่ผมจำได้ดี เป็นบทเรียนสำคัญที่เสือสอนว่า เรื่องของระยะห่างเป็นสิ่งที่ต้องให้ความเคารพ
แม้บาดแผลเจ็บระบมบริเวณใบหน้าและแขนจากเล็บและคมเขี้ยว แต่ผมรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่เจตนาเพื่อทำร้าย
แต่คือการกระทำของเสือที่ถูกต้อนกระทั่งจนมุมตัวหนึ่ง ไม่เพียงแค่ผมทำพลาด แต่มันทำให้ภาพหนึ่งชัดเจนมากขึ้น
ภาพอันทำให้เห็นว่า โลกเดินทางมาถึงวันนี้ วันที่การดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้ว
น้องคนหนึ่งที่ผมรู้จัก ทำงานอยู่ในป่า ถูกเสือโคร่งเข้าจู่โจมขณะนอนหลับ ถูกลากไป และกินเนื้อไปบางส่วน
เหตุการณ์นี้เป็นข่าวใหญ่ ข่าวอันทำให้ดูเหมือนว่าภาพความดุร้ายอันตรายของเสือเป็นจริง
ข่าวแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายมากมาย ความน่ากลัวของมันอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว
และเมื่อเรื่องถูกเล่าต่อ ภาพของ “เสือโคร่ง” ในฐานะสัตว์อันตรายก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ
จากเสือตัวหนึ่ง กลายเป็นเสือทุกตัว เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำความเชื่อ และกลายเป็นคำตัดสินต่อสัตว์ป่า
ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี เพราะตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ในป่า ผมและเพื่อนๆ หลายคนเคยได้รับบาดเจ็บจากสัตว์ป่า บางคนเคยเกือบเอาชีวิตไม่รอด และบางคนก็ไม่ได้กลับออกมาจากป่าอีกเลย
แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่เคยพูดกันคือ “สัตว์ป่ามันดุร้าย” เราอาจพูดว่าเราเข้าใกล้มันเกินไป เราทำพลาด เราอ่านสถานการณ์ผิด หรือบางครั้งเราไม่รู้เลยว่าสัตว์ตัวนั้นกำลังอยู่ในสภาวะอย่างไร เพราะในป่า การเผชิญหน้าระหว่างคนกับสัตว์ไม่ได้มีเพียงผู้ล่ากับเหยื่อ มันมีเหตุผล มีสถานการณ์ และมีเรื่องราวที่เราไม่เห็นอีกมากมายอยู่เบื้องหลัง
ผมไม่รู้ว่าเสือโคร่งวัยรุ่นตัวนั้นทำไมจึงเห็นคนเป็นเหยื่อ
มันเป็นเสือโคร่งที่นักวิจัยรู้ประวัติ รู้ความเป็นมา
มันไม่ใช่เสือแก่ เสือบาดเจ็บ หรืออาจเพราะนิสัยอยากรู้อยากเห็น
มันอายุยังไม่ครบสองปี เหลือเวลาที่จะได้อยู่กับแม่ กำลังเตรียมตัวเพื่อพบกับช่วงชีวิตที่ต้องแยกออกจากแม่ ต้องออกเดินทางหาพื้นที่ของตัวเอง เพื่อพบว่าโลกนั้นแคบลงทุกที
ผมไม่มีวันรู้คำตอบทั้งหมด
และนั่นเองที่ทำให้ผมคิดว่า ควรระวังอย่างยิ่งในการใช้คำว่า “ดุร้าย”
เพราะคำว่า ดุร้าย คล้ายจะเป็นคำที่คนสร้างขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งที่ไม่เข้าใจ
เมื่อสัตว์ทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการ เราเรียกมันว่าดุร้าย
แต่ถ้าคนบุกรุกพื้นที่ของมัน สร้างถนนผ่านถิ่นอาศัยของมัน ลดจำนวนเหยื่อของมัน ตัดป่าออกเป็นผืนเล็กๆ แล้วทำให้มันต้องเดินผ่านพื้นที่ของคนเพื่อหากิน
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ เรากำลังบีบให้ป่าเดินเข้ามาหาเราเอง
ผมเชื่อโดยใช้ประสบการณ์และข้อมูลของนักวิจัยเรื่องเสือโคร่ง ว่าเสือไม่ได้เกิดมาเพื่อกินคน
และคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเหยื่อของเสือ
เสือมีโลกของมัน มันมีพื้นที่ มีวิถี และมีระยะห่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น
หน้าที่ของมันคือ ควบคุมปริมาณสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ มันใช้ชีวิตด้วยการหลีกเลี่ยงการปะทะ
เพราะการบาดเจ็บแม้แค่เล็กน้อยจะเป็นอุปสรรคกับการทำงาน
การเผชิญหน้ากับคนสำหรับสัตว์ป่าส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่พวกมันต้องการ
คนทำงานในป่ารู้ว่า การไม่เห็นสัตว์ ไม่ได้แปลว่าไม่มีสัตว์
ตรงกันข้าม หลายครั้งที่เราไม่เห็นมัน เพราะมันเห็นเราแล้วและมันเลือกที่จะไม่ให้เราเห็น
สัตว์ป่าไม่ได้อันตรายเพราะมันเกลียดเรา มันอันตรายเพราะมันไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรกับมัน ผมเชื่อจากประสบการณ์อีกนั่นแหละ ความกลัวจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว
คนกลัวเสือ กลัวสัตว์ป่า เสือก็กลัวคน
เมื่อความกลัวของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีระยะห่างเพียงพอ มันอาจจบลงด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างเดินจากไป
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อระยะห่างนั้นหายไป ในสถานการณ์ที่ป่าถูกแบ่งออกเป็นหย่อมๆ แม้ว่าป่าบางแห่งจะมีพื้นที่นับล้านไร่ แต่ถูกล้อมด้วยชุมชนและพื้นที่การเกษตร ทางเดินของสัตว์ถูกตัดด้วยถนน จำนวนประชากรสัตว์ป่าเพิ่ม ขณะพื้นที่เท่าเดิมหรือลดลง
อย่างที่เรารู้ดีว่า ป่าคล้ายจะกว้างไพศาล แต่พูดได้ว่าทุกตารางเมตรมีเจ้าของครอบครอง
ช่วงชีวิตของเสือมีบททดสอบสองครั้งคือ ช่วงแรก หลังแยกจากแม่ เพื่อแสวงหาพื้นที่ของตัวเอง กับบทที่สอง ในวัยที่โรยราต้องออกจากพื้นที่
ช่วงเวลายากลำบากนี้ ดูเหมือนจะยากยิ่งขึ้น เสือแก่ที่อยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตออกมาใกล้ชุมชน สร้างความ “หวาดผวา” แม้คนเห็นเพียงรอยตีน เกิดขึ้นเสมอ
สัตว์ป่าที่เคยมีพื้นที่กว้างพอสำหรับการหลีกเลี่ยง ต้องใช้พื้นที่ร่วมกับคนในขนาดที่ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
เมื่อพื้นที่ของสัตว์เล็กลงเรื่อยๆ สิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียง “ป่า” แต่รวมถึงระยะห่างระหว่างคนกับสัตว์ป่า
สิ่งที่เราเรียกว่าสัตว์เข้ามารบกวนคน อาจเป็นเพียงสัตว์ที่ไม่มีพื้นที่เหลือพอจะอยู่โดยไม่พบคน

ผมพูดถึง “สัตว์ป่วย” บ่อย ไม่ได้หมายถึงป่วยทางร่างกาย แต่มันป่วยเพราะโลกที่เปลี่ยนไป
ความเครียดของสัตว์ป่าไม่ใช่เรื่องที่เราจะมองเห็นได้ง่ายเหมือนบาดแผล
มันส่งผลให้สัตว์ป่าบางตัว กล้าผิดปกติ ไม่กลัวคนอีกต่อไป
ถึงที่สุดเราเรียกว่า “สัตว์มีปัญหา”
เมื่อป่าถูกแบ่ง เสือก็ต้องผ่านพื้นที่ที่ไม่ควรต้องผ่าน เมื่อสัตว์วัยรุ่นแยกออกจากแม่ มันต้องออกไปหาพื้นที่ใหม่ และถ้าพื้นที่ใหม่เหล่านั้นเต็มไปด้วยคน บ้าน และกิจกรรมของคน ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเสือเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้าย แต่มันเกิดขึ้นเพราะโลกของเรากับโลกของมันถูกบังคับให้ซ้อนทับกันขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งรู้จักเสือ แน่นอนว่าเราควรยอมรับความจริงด้วยว่า เสือโคร่งเป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญมาแล้วก็ได้รับเครื่องมืออันหมายถึงพละกำลัง เขี้ยว มีกรงเล็บ และศักยภาพที่จะฆ่าเหยื่อได้อย่างรวดเร็วมาด้วย
ในป่าไม่ได้มีเพียงลำห้วยน้ำใสไหลเอื่อยๆ ผีเสื้อบินร่อนอย่างโรแมนติก ไม่ควรคิดว่าสัตว์ทุกตัวจะอ่อนโยน และไม่ควรเข้าไปใกล้เพียงเพราะเรารักมัน ความเคารพต่อสัตว์ป่าไม่ใช่การเข้าไปกอด ความรักที่ดีที่สุดต่อสัตว์ป่า คือการยืนอยู่ไกลๆ ปล่อยให้มันมีพื้นที่ของมันและยอมรับว่าเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันทั้งหมดเพื่อจะอยู่ร่วมกับมันให้ได้ ผมคิดว่านี่คือบทเรียนสำคัญที่สุดบทหนึ่งของการทำงานในป่า
เป็นบทเรียนที่ทำให้ไม่ลืมว่าผมกำลังอยู่ในบ้านของใคร ในป่า เราเป็นผู้มาเยือน ไม่ว่าจะทำหน้าที่อะไร เดินป่ามานานแค่ไหน ความรู้ไม่ได้ทำให้เราเป็นเจ้าของป่า มันเพียงทำให้รู้ว่าเราควรเคารพป่ามากขึ้น
ความเชื่อของคนเปลี่ยนไม่ได้ง่ายๆ ข่าวเสือทำร้ายคนย่อมทำให้คนกลัว
ข่าวเสือแก่ออกมาอยู่ใกล้ชุมชน ล่าสัตว์เลี้ยง ทำให้คนผวา
ความกลัวเป็นสัญชาตญาณอันเก่าแก่กว่าความเข้าใจ
ความกลัวกลายเป็นคำตัดสินว่าเสือตัวหนึ่งคือเสือทั้งหมด คำว่า “ดุร้าย” จะปิดประตูไม่ให้เราตั้งคำถามว่า ก่อนหน้าที่มันจะทำร้ายคน เกิดอะไรขึ้นกับมันบ้าง
คำถามที่สำคัญกว่า ทำไมเสือถึงทำร้ายคน เปลี่ยนเป็น เกิดอะไรขึ้นกับโลกของเสือ จนมันต้องเข้ามาใกล้คน สองคำถามนี้ให้คำตอบที่แตกต่างกันมาก
คำถามแรกทำให้เรามองเสือเป็นปัญหา แต่คำถามที่สองทำให้เรามองเห็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเสือตัวหนึ่ง
ผมไม่รู้ว่าเสือโคร่งวัยรุ่นตัวนั้นคิดอะไรในวันที่มันเข้าหาคน และผมคงไม่มีวันรู้ แต่ผมเข้าใจอย่างหนึ่งว่า พฤติกรรมที่ผิดปกติกำลังบอกเราถึงความผิดปกติของโลกที่มันอยู่
เสือโคร่งตัวหนึ่งทำร้ายคน ไม่ได้แปลว่าเสือโคร่งทุกตัวกำลังรอจะทำร้ายคน
ผมเชื่อว่าเราสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้ แต่การอยู่ร่วมกันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันเกิดอุบัติเหตุ ไม่ได้หมายความว่าสัตว์จะไม่ทำร้ายคน การอยู่ร่วมกันที่แท้จริงคือการยอมรับว่า ความเสี่ยงมีอยู่ และเราต้องสร้างโลกที่ทำให้ความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นน้อยที่สุด
เรียนรู้พฤติกรรมของมัน ติดตามสัตว์ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ สิ่งเหล่านี้นักวิจัยทำอยู่แล้ว
ส่วนที่เราทำได้คือลดการรบกวน และที่สำคัญที่สุดคือรักษา “ระยะห่าง” ระหว่างเรากับมัน
ระยะห่างไม่ใช่กำแพงที่แยกชีวิตออกจากกัน แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ชีวิตอยู่ร่วมโลกเดียวกันได้
ผมเคยได้รับบาดเจ็บจากเสือหลังจากวันนั้น สิ่งที่รู้สึกคือนับถือมันมากขึ้น
เพราะบาดแผลทำให้ผมเรียนรู้สิ่งที่หนังสือหรือภาพถ่ายสอนไม่ได้ ทุกชีวิตมีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเอง สิ่งที่เราต้องเรียนรู้จากสัตว์ป่าไม่ใช่เพียงวิธีเอาชีวิตรอดจากมัน
แต่คือการเรียนรู้ว่าเราควรใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างไร โดยไม่ทำให้ชีวิตอื่นต้องสูญเสียโลกของพวกมัน
เสือตัวนั้นจะถูกจดจำอย่างไร คนจำนวนไม่น้อยเรียกว่าเสือดุร้าย อาจถูกเรียกว่าเสือกินคน หรือถูกลืมไปในอีกไม่นาน
แต่สำหรับผม เสือวัยรุ่น รวมทั้งเสือแก่ที่ออกมาล่าสัตว์เลี้ยงคน ควรถูกจดจำในฐานะสิ่งมีชีวิตที่กำลังอยู่ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โลกของคนขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน ขณะที่โลกของสัตว์ป่ากลับเล็กลงทุกวัน
ดูเหมือนว่า คนจะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก และผวาเพียงแค่ “เพราะมันเป็นเสือ”
