เปิดตำนานพระกริ่งอรหัง วัดราชาธิวาสวรมหาวิหาร มวลสาร-พระกรุภาคเหนือ
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
“พระกริ่งอรหัง” วัดราชาธิวาสวรมหาวิหาร เป็นพระกริ่งรุ่นเก่า พิธีกรรมการสร้างดี แต่มีผู้ไม่เคยทราบว่าที่วัดราชาธิวาสนั้น เคยมีการสร้างพระกริ่งไว้รุ่นหนึ่ง
เป็นวัดเก่าแก่มาแต่สมัยโบราณ เดิมมีชื่อว่า วัดสมอราย และเป็นวัดที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์วัดหนึ่ง กล่าวคือ วัดแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้งที่ทรงพระผนวช และเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวชก็ได้ประทับ ณ วัดราชาธิวาสแห่งนี้ สืบต่อมาพระองค์จึงเสด็จจากวัดราชาธิวาสไปครองวัดบวรนิเวศ
เริ่มบูรณะขึ้นเป็นครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โดยบูรณะตามพระดำริของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
นับแต่นั้นมา กลายเป็นวัดที่สมเด็จฯ กรมวังหน้า ต้องเสด็จมาประทับในระหว่างที่ทรงผนวชทุกพระองค์
ครั้นพอถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเสด็จมาประทับ ก่อนจะย้ายมาประทับที่วัดบวรนิเวศฯ พระองค์โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดอีกครั้ง จากนั้นจึงพระราชทานนามเสียใหม่ว่า “วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร” มีความหมายว่า “วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา” ในปี พ.ศ.2394
กาลล่วงมายังแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสืบสานพระราชประเพณีการทำนุบำรุงวัดต่อจากพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดราชาธิวาสครั้งใหญ่ การบูรณะวัดในครานี้ปรับโฉมหน้าวัดไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากหลังปรับปรุงนี้ไม่มีโบสถ์ วิหาร หรือสิ่งก่อสร้างเดิมใดๆ เหลืออยู่เลย
ดังนั้น วัดหลวงแห่งนี้จึงดูเหมือนวัดใหม่ที่สร้างขึ้นเพียงร้อยปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทุกปียังโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ และทรงถวายปัจจัยอยู่เสมอ

วัดราชาธิวาสมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 34 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา ลักษณะพื้นที่ดินตั้งวัดเป็นพื้นที่ราบตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงกับท่าวาสุกรี ภายในบริเวณวัดแบ่งเป็นเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส เขตจัดประโยชน์ และเขตสาธารณสงเคราะห์
ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม ภาพพระเวสสันดรชาดกปรากฏในทุกๆ ด้านของผนัง
เขียนขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่างภาพทั้ง 4 ด้านของผนัง ครบทั้ง 13 กัณฑ์ และได้ให้นายซีริโกลี ชาวอิตาเลียนระบายสี
ส่วนในกัณฑ์ที่ 13 คือ นครกัณฑ์ นายซีริโกลีเป็นผู้ร่างและระบายสีเอง จิตรกรรมทั้งหมดเขียนขึ้นด้วยเทคนิคปูนเปียกหรือเฟรสโก โดยระบายสีลงบนผนังที่ปูนฉาบผนังยังไม่แห้ง ซึ่งวิธีนี้แตกต่างจากจิตรกรรมไทยประเพณีในช่วงก่อนหน้านั้น ซึ่งมักเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยสีฝุ่น (Tempera) การนำวิธีการวาดแบบตะวันตกเข้ามานี้ ทำให้สีของจิตรกรรมติดทนทานไม่กะเทาะล่อนง่าย
นอกจากนี้ ยังมีอาคารพิพิธภัณฑ์วัดราชาธิวาสวิหาร สถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินที่มีค่าของวัดไว้เป็นมรดกไทย
สำหรับให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ได้มีแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา วัฒนธรรม ศิลปะและประวัติศาสตร์เพิ่มขึ้น รวมทั้งใช้เป็นห้องประชุมอเนกประสงค์
สถานที่สำคัญภายในวัดยังมีพระเจดีย์ วิหารพระอัยยิกา อาคารพิธภัณฑ์ฯ พระเจดีย์พระแท่นศิลาอาสน์ พระตำหนักพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระตำหนักสมเด็จพระพันปีหลวง พระตำหนักสี่ฤดู หอรูปพระธรรมวโรดม หอไตร กุฏิเจ้าจอมสว่าง และศาลาการเปรียญ เป็นต้น

ในราวปี พ.ศ.2492-2493 พระศาสนโสภณ (ปลอด อัตถการี) อดีตเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส ได้ดำริจัดสร้างพระกริ่งขึ้นและเดินทางขึ้นไปภาคเหนือ เพื่อรวบรวมพระพุทธรูปบูชาที่ชำรุดแตกหัก ได้มาเป็นจำนวนมากจากกรุต่างๆ ในภาคเหนือ มีสุโขทัย สวรรคโลก กำแพงเพชร เป็นต้น เพื่อนำมาเป็นเนื้อหลัก
นอกจากนี้ ยังมีแผ่นทอง แผ่นเงินจารอักขระถูกต้องตามตำราดั้งเดิมทุกประการ ส่วนพิธีกรรมนั้นก็เพียบพร้อมทั้งพิธีพุทธ พิธีพราหมณ์ รูปแบบของพระกริ่งก็ใช้การถอดแบบของพระกริ่งปวเรศองค์ของวัดบวรฯ เป็นต้นแบบ แต่ช่างในสมัยนั้นถอดแบบออกมาไม่ค่อยคมชัด จึงทำให้พระกริ่งอรหัง วัดราชาฯ ไม่ค่อยสวยงามนัก จำนวนการสร้างประมาณ 1,000 องค์เท่านั้น
ในครั้งที่วัดนำออกมาให้เช่าบูชา ราคาองค์ละ 1,000 บาท ซึ่งในสมัยนั้นนับว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างจะสูงมากทีเดียว
การเทพระกริ่งอรหัง วัดราชาธิวาส เป็นการเทแบบหล่อตันทั้งองค์ แล้วจึงนำมาเจาะด้วยสว่าน บรรจุเม็ดกริ่งทีหลัง แล้วจึงอุดก้นด้วยทองฉนวน (แบบที่เรียกว่า บรรจุเม็ดกริ่งนอก) ถ้าพลิกดูที่ใต้ฐานจะเห็นรอยอุดเป็นจุดวงกลม และมีตัวตอก ตอกคำว่า “อรหัง” เป็นอักษรขอม แบบตัวบรรจง เส้นตัวตอกจะลึกคมชัด ถือเป็นโค้ดได้เลยทีเดียว
เนื้อของพระจะออกไปทางเนื้อสำริด คล้ายกับเนื้อพระบูชาเชียงแสนสิงห์สาม ผิวออกไปทางสีน้ำตาล ถ้าสัมผัสจะมีจุดดำเป็นหย่อมๆ และผิวค่อนข้างคล้ำ
รูปทรงรายละเอียดของพระกริ่งอรหังอาจจะดูไม่ค่อยสวยงามนัก แต่เป็นพระกริ่งที่มีเนื้อดี เนื่องจากใช้เนื้อพระบูชาเก่าๆ ที่แตกหักชำรุดมาเป็นเนื้อหลักในการผสมเนื้อ
พิธีกรรมการสร้างนั้นก็ดี ถูกต้องตามตำราทุกประการ แถมยังเป็นพระกริ่งที่มีอายุการสร้างเก่าแก่ การปลอมแปลงก็ยังมีไม่มากนักและฝีมือการทำปลอมยังไม่ค่อยดี สามารถแยกแยะได้ไม่ยากนักอีกทั้งสนนราคาก็ยังไม่แพง และยังพอหาเช่าได้ไม่ยากนักเช่นกัน
โดดเด่นยอดเยี่ยมในทุกด้าน
