เมื่อ 51 จุดระเบิด สั่นสะเทือนชายแดนใต้ ประณามความรุนแรง แยกแยะข้อเท็จจริง และทวงถามความยุติธรรม
บทความพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
คืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ควรจะเป็นค่ำคืนธรรมดาที่ผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พักผ่อนอยู่กับครอบครัว
ทว่า… ความเงียบสงบกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงระเบิดและเปลวเพลิงที่ลุกโชนพร้อมกันถึง 51 จุด ใน 3 จังหวัด ทั้งยะลา นราธิวาส และปัตตานี ตั้งแต่การเผารถราชการ เสาสัญญาณโทรศัพท์ ยางรถยนต์ ไปจนถึงการป่วนร้านสะดวกซื้อ
ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำลายแค่ทรัพย์สินของรัฐหรือเศรษฐกิจในพื้นที่
แต่กำลังแผดเผา “ความรู้สึกปลอดภัย” ในจิตใจของประชาชนคนตัวเล็กๆ ที่ต้องตื่นขึ้นมาพบกับความหวาดผวา
1.เสียงสะท้อนจากหัวใจที่เจ็บปวด
: เมื่อ “ความรุนแรง” ไม่ใช่คำตอบของใครเลย
ท่ามกลางความโกลาหล สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะโซ่ข้อกลางสำคัญระหว่างรัฐกับประชาชน พร้อมด้วยภาคประชาสังคมอย่างสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ได้ลุกขึ้นส่งเสียงสะท้อนตรงกันว่า เราต้อง “ประณามและปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ” อย่างเด็ดขาด
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุดจากสถานการณ์นี้ ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากประชาชนผู้บริสุทธิ์
แม่ที่ต้องกอดลูกด้วยความหวาดระแวดระวัง เด็กๆ ที่ต้องเสียโอกาสในการเรียนรู้ และวิถีชีวิตทำมาหากินที่ต้องหยุดชะงัก
การมุ่งเป้าไปที่พื้นที่พลเรือนและการละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) คือสิ่งที่เรานิ่งเฉยไม่ได้
2.รอยแผลและความจริงสองชุด
: ปมปัญหาที่รัฐต้องกล้าเผชิญหน้า
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยังทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อเกิดคำถามและข้อกล่าวหาเรื่องปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ กรณีการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ชาวบ้านที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ว่าจริงหรือไม่?
นี่คือจุดเปราะบางที่ทำให้สังคมเกิดคำถามตัวโตๆ เมื่อความจริงมีสองชุด
มุมหนึ่งคือความเดือดร้อนและบาดแผลของชาวบ้าน
อีกมุมคือคำชี้แจงจากฝ่ายความมั่นคง ประกอบกับข้อมูลทางการแพทย์จาก นพ.พรประสิทธิ จันทระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ชี้ให้เห็นร่องรอยบาดแผลและข้อสังเกตทางเทคนิคเรื่องวิถีกระสุน ยิ่งทำให้สังคมต้องการความกระจ่าง
ทำไมชาวบ้านจึงรู้สึกอึดอัด เพราะในหลายครั้ง คนตัวเล็กๆ มักต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความบริสุทธิ์และหาหลักฐานด้วยตัวเอง ขณะที่ภาครัฐรีบปฏิเสธแบบ “ตีกันไว้ก่อน”
ความรู้สึกเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความจริงนี้เองที่สร้างกำแพงความไว้วางใจให้พังทลายลง
ทางออกจึงไม่ใช่การปัดตก แต่รัฐบาลควรเป็นฝ่ายริเริ่มตั้งกลไกอิสระและเป็นมืออาชีพ เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส
เพราะรัฐที่มีความชอบธรรม (Legitimacy) ย่อมไม่กลัวความจริง
3.สงครามยุคใหม่ : เมื่อ “ความเกลียดชัง” ถูกป้อนผ่านหน้าจอ
ความท้าทายของเราในวันนี้ไม่ได้มีแค่ระเบิดบนถนน แต่เรากำลังสู้กับ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ในโลกออนไลน์
ในยุคที่ Generative AI และปฏิบัติการ IO ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างข่าวปลอม ปลุกปั่นความเกลียดชัง (Hate Speech) ระหว่างอัตลักษณ์ทางศาสนากับชาติพันธุ์ อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียจงใจป้อนเนื้อหาที่เร้าอารมณ์โกรธเกลียดเพื่อให้คนทะเลาะกัน
ผลลัพธ์คือความสับสน อ่อนล้า และการลดทอนความเป็นมนุษย์ มองเพื่อนบ้านหรือเจ้าหน้าที่ให้กลายเป็น “ศัตรู”
ดังนั้น การสร้าง “สื่อสันติภาพ” จึงต้องอาศัยการรู้เท่าทันสื่อ ส่งเสริมสื่อท้องถิ่นที่พูดความจริงด้วยความเข้าใจ และใช้การสื่อสารที่มีหัวใจ (Empathy-driven Communication) เพื่อดึงสติสังคมกลับมาจากหลุมพรางความเกลียดชัง
4.ก้าวข้ามความกลัว สู่การลงมือแก้ปัญหาที่หัวใจ
วันนี้ ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากกำลังรู้สึกอึดอัดเหมือนตกเป็น “เชลยที่กลัวทั้งโจรและกลัวทั้งเจ้าหน้าที่” การแก้ปัญหาจึงต้องก้าวพ้นกรอบงบประมาณมหาศาลหรือมาตรการความมั่นคงแบบเดิมๆ แล้วหันมาขับเคลื่อนด้วย “Empathetic Policy” (นโยบายที่มีหัวใจ) ผ่านข้อเสนอรูปธรรมที่สภาที่ปรึกษาฯ และทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดัน
– สร้างความปลอดภัยที่เข้าถึงได้ : คุ้มครองชุมชน โรงเรียน และศาสนสถานอย่างจริงจัง
– ยึดหลักสิทธิมนุษยชน : ไม่เหมารวมหรือตีตราประชาชน
– เยียวยารวดเร็วและทั่วถึง : ทั้งกายและใจโดยไม่ปล่อยให้ใครต้องเคว้งคว้าง
– เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม : ให้ชุมชน ผู้นำศาสนา สตรี และเยาวชนเป็นหัวใจในการสร้างความไว้วางใจ
บทสรุป
สันติภาพจะไม่เกิดขึ้นจากการบังคับให้คนเงียบ หรือการปล่อยให้ความหวาดระแวงกัดกินสังคมไปเรื่อยๆ แต่มันคือ “ผลลัพธ์” ของความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความจริง การทวงคืนความยุติธรรม และการจับมือกันของพวกเราทุกคน เพื่อส่งมอบแผ่นดินที่ปลอดภัยและเป็นธรรมให้ลูกหลานของเราได้เติบโตในวันข้างหน้า
ดังนั้น จึงขอนำข้อเสนอจากเวที “เทศกาลสันติภาพ 2569” (Peace Festival Week 2026) ซึ่งจัดโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับภาคีเครือข่าย ระหว่างวันที่ 17–19 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งผู้เขียนตัดสินใจออกเดินทางบินลัดฟ้าขึ้นสู่เมืองหลวงอีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมงานนี้ด้วย ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมาร่วมงานสัมมนาวิชาการทั่วไป แต่เป็นการนำเอาความเจ็บปวด ความหวัง และเสียงกระซิบจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้มาหลอมรวมเข้ากับบาดแผลร่วมสมัยของคนกรุงเทพฯ และหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2553, ตากใบ และกรือเซะ เพื่อตั้งคำถามตัวโตๆ ร่วมกันว่า เราจะพาประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงได้อย่างไร ในเมื่อทุกครั้งที่ผ่านมา รัฐมักเลือกวิธี “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” แล้วบอกให้สังคม “ลืมๆ มันไปเสีย”
โดยมีประเด็นหลักดังนี้
รากเหง้าความขัดแย้งเดียวกัน : บาดแผลจากความรุนแรงทางการเมืองในอดีตของ กทม. (เช่น 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2553) และพื้นที่ชายแดนใต้ (เช่น ตากใบ, กรือเซะ) มีต้นตอจากความล้มเหลวของโครงสร้างอำนาจที่มักใช้วิธี “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” และสั่งให้สังคมลืม แทนที่จะเผชิญหน้ากับความจริง
กับดักความลอยนวลพ้นผิด (Impunity) : การสร้างสันติภาพที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความยุติธรรม สังคมจำเป็นต้องใช้พลังของเรื่องเล่า (Narrative) บนพื้นฐานความจริง เพื่อเยียวยาเหยื่อและหยุดยั้งวงจรอุบาทว์ของความรุนแรง
บทบาทสำคัญของการสื่อสาร : สื่อและห้องเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดี ไม่ขยายความเกลียดชัง หรือสร้างความแตกแยกเป็น “เขา” กับ “เรา”
ข้อเสนอเชิงนโยบาย (Empathetic Policy) : การเปลี่ยนผ่านสู่สันติภาพต้องขับเคลื่อนด้วยนโยบายที่มีหัวใจ 6 ขั้นตอน ได้แก่
– การค้นหาความจริง
– การรับผิดรับชอบ (ยุติการลอยนวลพ้นผิด)
– การเยียวยาฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
– การปฏิรูปสถาบันรัฐ
– การรักษาความทรงจำร่วมกันของสังคม
– การสร้างความไว้วางใจ
ดังนั้น แม้เส้นทางสันติภาพจะยากลำบากและเต็มไปด้วยแรงต้าน แต่เสียงของประชาชนและสามัญชนจะต้องดังต่อไป เพื่อเปลี่ยนความเจ็บปวดในอดีตให้เป็นบทเรียนสำหรับอนาคต (อ้างอิงรายงานการสัมมนาผู้เขียนในหัวข้อ “บาดแผลของประชาชนทั้ง กทม. และชายแดนใต้ : สะท้อนเส้นทางสันติภาพที่ยากลำบาก แต่เสียงของพวกเราต้องดังไปถึงโครงสร้างอำนาจ)
