ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ เฟมินิสต์ปลาแดก คุย ‘เรื่องใต้พรม’ ในขบวนการเคลื่อนไหว ‘เราต้องไม่หลงประเด็น’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์
เฟมินิสต์ปลาแดก
คุย ‘เรื่องใต้พรม’ ในขบวนการเคลื่อนไหว
‘เราต้องไม่หลงประเด็น’
ถกเข้มข้นบนโลกออนไลน์
เด้งเต็มฟีดทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงวงสนทนาแบบออนไซต์ในชีวิตจริงตลอดสัปดาห์
แน่นอนว่าจะเป็นประเด็นใดไปไม่ได้ นอกจากกรณีนักกิจกรรมรุ่นอาวุโสที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่มีผู้ร่วมอภิปรายอย่างกว้างขวาง กระทั่งเจ้าตัวโพสต์ ‘คำขอโทษ’ ผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนมีผู้ออกมาเปิดอีก 1 เคสที่ปรากฏว่าเป็นเอ็นจีโอชื่อดัง ย้อนหลังเหตุการณ์กว่า 20 ปีก่อน นำไปสู่การตอบโต้ทางความคิดระหว่างผู้เกาะขอบสนาม สร้างทั้งการดีเบตอย่างสร้างสรรค์ให้สังคมได้ร่วมขบคิด ตระหนักรู้ และการสาด แซะ แคะไค้ชนิดต้องหันมาทบทวนกันใหม่ว่าเราจะอยู่กันอย่างนี้จริงๆ หรือ?
นี่ไม่ใช่บทสัมภาษณ์แนวขยี้แผล แต่มุ่งโฟกัสยังทางออกผ่านมุมมองของดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ หรือ ‘มะฟาง’ จากกลุ่มเฟมินิสต์โขงชีมูล หรือ ‘เฟมปลาแดก’ นักกิจกรรมทางสังคมผู้มีบทบาทเคลื่อนไหวประเด็นการเมืองในภาคอีสาน
ไม่ขอพิพากษาผู้ใด นอกจากให้คอมเมนต์เน้นย้ำว่าเหตุการณ์เช่นนี้ แม้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่ก็ต้องมีแนวนโยบายที่ผ่านการออกแบบเพื่อนำไปสู่การลดความรุนแรงทางเพศในสังคม

: ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ควรเป็นบทเรียนสู่การป้องกัน-แก้ไขอย่างไรในอนาคต?
ในมิติของปัจเจก ปรากฏการณ์ครั้งนี้มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ข้อดี คืออย่างน้อยทำให้เกิดการถกเถียงอย่างจริงจัง การที่ผู้ถูกกระทำรวบรวมความกล้าลุกขึ้นมาพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเผชิญอยู่ ต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงมาก แน่นอนว่าการออกมาพูด ต้องโดนด่า ต้องคิดหน้าคิดหลังว่าจะเสียชื่อเสียงไหม ไม่ใช่แค่คนที่เราออกมาพูดถึงจะเสียชื่อ แต่คนพูดก็แลกมาด้วยชื่อเสียงที่ตัวเองสะสมมาเหมือนกัน
คนที่รู้สึกเจ็บปวดอยู่แล้ว กลับมาเปิดแผลให้คนอื่นย่ำยี ก็จะเจ็บปวดไปกว่าเดิม
ถามว่า ทำไมเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือนัยยะของการที่มานั่งถกเถียงกัน ทางหนึ่ง คือคนเริ่มให้ความสำคัญ เพราะที่ผ่านมาเคยมีเคสแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก แต่ผู้คนไม่ได้ออกมาถกเถียงกันจริงจังขนาดนี้ แสดงว่าคนเริ่มกล้าพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา
สมัยก่อนเรื่องเหล่านี้ถูกปัดตกอยู่ใต้พรม ทั้งที่มีคนถูกกระทำแบบนี้เยอะมากในขบวนการเคลื่อนไหว
เราอาจใช้โอกาสนี้ในการกลับมาทบทวนทั้งในมิติบุคคล ในการเริ่มทำความเข้าใจว่า Consent (ความยินยอม) คืออะไร เพราะหลายคนยังมีมิติในการคิดไปเองว่า ฝั่งตรงข้ามน่าจะโอเค การอยู่ในสภาวะที่เอื้อต่อการที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ มันก็ไม่ใช่ว่าเขาอนุญาต แต่มีมิติของอำนาจที่มันไม่เท่ากันของเรตอายุ หน้าที่การงาน และสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถปฏิเสธได้แบบตรงไปตรงมา
ยังยืนยันว่า สิทธิ์ในเนื้อตัว ร่างกาย ไม่ใช่ของสาธารณะที่ใครคิดว่าจะทำอะไรก็ได้ ต่อให้เดินเปลือยกาย หรือใส่เสื้อคอกว้างลึกถึงสะดือ หรือใส่กางเกงในเดิน ก็ไม่มีสิทธิ์มาทำอะไรกับเรา
ส่วนในมิติของกลุ่มหรือองค์กร ถ้ามองว่ามันสำคัญจริงๆ ก็ต้องออกแบบและมาคุยกัน มาทำนโยบายที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งไม่ใช่แค่ป้องกัน แต่ต้องออกแบบวิธีการรับมือ ทั้งดูแลเคส รับเรื่องร้องเรียนอย่างปลอดภัย ไม่ทำให้คนร้องถูกประณาม ตามก่อกวน รวมถึงจะทำอย่างไรให้คนกระทำต้องกลับเข้าไปเรียนรู้กระบวนการของมัน เช่น อาจมีเวิร์กช็อป หรือเข้ากระบวนการซึ่งก่อนจะขอโทษต้องรู้ว่าทำผิดอะไร เพื่อให้มีการขอโทษอย่างจริงใจ ถ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองผิดอะไร แล้วกล่าวขอโทษขึ้นมาลอยๆ ผู้ถูกกระทำย่อมรู้สึกได้ว่า นั่นเป็นแค่การทำให้มันจบ
นอกจากนี้ จะมีวิธีการดูแลผู้ถูกกระทำอย่างไร เช่น อย่าเพิ่งให้เจอกัน พักงานไปก่อน หรือมีคอร์สเยียวยาดูแลจิตใจ ถ้าหนักมากก็จำเป็นต้องดำเนินคดี สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความรุนแรงในสังคมได้ และอาจต้องพูดเรื่องนี้ในมิติอื่นๆ ด้วย เช่น ในโรงเรียน
: บางส่วนมองว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องปัจเจกบุคคล แต่ถูกอาศัยช่วงชุลมุนนำไปโยง ‘การเมือง’ เรื่องส้ม-แดง?
ก็เป็นไปได้ คนอาจใช้ประเด็นนี้ จังหวะนี้ดึง ลาก หรือคาบเกี่ยวไปโยงกับเรื่องอื่นได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องไม่หลงประเด็น ต้องกลับมาตั้งต้นในสิ่งที่ผู้ถูกกระทำพยายามจะเล่าถึง ต้องตั้งคำถามว่าทำไมเกิดเรื่องนี้ขึ้น แล้วคนที่ถูกกล่าวหาสื่อสารในสิ่งที่มีความใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกันอย่างไร อะไรคือบริบทของมัน
ต้องฟังเสียงของคนที่พยายามสื่อสาร
ส่วนตัวยังยืนยันว่าการเอาเรื่องเหล่านี้มาคาบเกี่ยวไปเป็นเรื่องอื่น มันคือการลดทอนความรุนแรงที่มีต่อผู้ถูกกระทำ คือการทำให้เสียงของพวกเขาไม่ถูกได้ยินโดยการเอาเสียงอื่นมากลบ และไม่เคารพสิ่งที่เขาต้องการสื่อสาร
ที่สำคัญคือ จะทำให้คนที่เคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกันไม่กล้าลุกขึ้นมาพูด ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง แอลจีบีที หรือผู้ชาย เพราะเขารู้ว่าตัวตั้งต้นของสังคมไม่ได้มีภาวะในการรับฟัง มีแต่พร้อมที่จะปะทะ แล้วบอกว่าคุณกำลังโกหก
: ควรแยกแยะระหว่างพฤติกรรมของตัวบุคคลกับขบวนการเคลื่อนไหว องค์กร หรือมูลนิธิ หรือที่สังกัดหรือไม่?
มันจะแยกออกจากกันเสียทีเดียวไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่คาบเกี่ยวกัน ในมิติของตัวบุคคล เขาทำผิดอะไรก็ต้องว่าไปตามนั้น แต่ถ้ายังทำงานในองค์กรนั้น องค์กรก็ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ เช่น ท่าทีในการรับผิดชอบ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต่อบุคคลนั้นๆ ที่ทำงานกับคุณ
เช่น 1. ต้องออกแบบวิธีการที่ทำให้เขาได้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เรื่องความรุนแรง
2. ต้องไม่เอาแสงไปให้เขา ต้องลดบทบาทให้กลับมาทบทวนตัวเอง
คนทำผิดจะให้เขามีพื้นที่เฉิดฉาย มีอิทธิพลในการชี้นำสังคมหรือ? คิดว่าอาจจะยังก่อน เพื่อผู้ได้รับผลกระทบได้มีพื้นที่ส่งเสียงบ้าง
ดังนั้น องค์กรจึงมีส่วนช่วยรับผิดชอบ ไม่ใช่การปัดความรับผิดชอบ แต่ต้องมีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
: ล่าสุด เกิดแรงกระเพื่อมไปแตะวงการอื่นๆ แล้ว ทั้งการเมือง สื่อ และวงวิชาการ?
คิดว่าเป็นทิศทางที่ดี เพราะการคุกคามล่วงละเมิดทางเพศมีอยู่ในทุกมิติ ทุกวงการ ไม่ใช่แค่วงการของนักกิจกรรม
ถ้าคุณรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับเรื่องราวเหล่านั้น ใช้จังหวะนี้ก็ได้ถ้าคุณพร้อม พูดมันออกมา กระชากออกมาให้เห็น
ไม่อย่างนั้นก็จะมีคนแอบๆ เนียนๆ ลอยนวลไปเรื่อยๆ
: มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ากระแสนี้อาจนำไปสู่กระแส #MeToo ในไทย อย่างที่เคยเกิดขึ้นทั่วโลกก่อนหน้านี้?
ก็เป็นเรื่องดี พอเห็นว่ามีคนโดนเหมือนฉัน ผู้ถูกกระทำจะรู้สึกว่าตัวเองไม่โดดเดี่ยว
เพราะฉะนั้นการลุกขึ้นมาพูดคือสิ่งที่ควรทำ เพราะมันคือการช่วยกันส่งเสียงเพื่อยุติความรุนแรงทางเพศในสังคม
ถ้าไม่มีคนเหล่านี้ลุกขึ้นมาพูด พวกเราก็อาจจะเงียบ ปล่อยเบลอ ปัดตก แล้วบอกว่า เดี๋ยวเสียขบวน อ้างไปเรื่อย ทั้งที่เป็นข้ออ้างในการลบเลือนความรุนแรงต่างหาก
เราไม่ต้องไปคิดว่าการพูดเรื่องนี้จะทำให้เสียขบวน ในทางกลับกัน ถ้าขบวนการเคลื่อนไหวไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของทุกคน ก็ให้ขบวนมันพังไปเลย แล้วค่อยสร้างและรีเซ็ตใหม่ให้มันมีพื้นที่ปลอดภัยกว่านี้
