ต่อเวลา ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เฟส 2 ‘อนุทิน’ เจียดเงินกู้ 4 แสนล้าน ปลุกกำลังซื้อ-รักษาคะแนนเสียง
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
หลังจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานสูงขึ้นจนทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งแน่นอนว่า ความกังวลต่อเงินเฟ้อที่เคยคลี่คลายได้กลับมาอีกครั้ง และแนวโน้มค่าครองชีพของประชาชนยังคงน่าเป็นห่วง การบริโภคช่วงปลายปีที่เดิมดูจะแผ่วลงจากครึ่งปีแรกอยู่แล้ว ก็จะยิ่งแย่ลงไปใหญ่
นี่จึงเป็นจังหวะที่เข้าทางรัฐบาล ในการตัดสินใจต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไป โดยมีดำริจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงการคลังพิจารณาว่าจะขยายเวลาอีก 1-2 เดือนได้หรือไม่
แน่นอนว่า กระทรวงการคลัง ตลอดจนหลายๆ ภาคส่วนต่างออกมารับลูกทันที แม้ว่าที่ผ่านมาจะยืนยันเสียงแข็ง ว่าไม่อยากดำเนินมาตรการกระตุ้นระยะสั้นอีก เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องฐานะการคลัง
อย่างไรก็ดี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) กล่าวว่า บอร์ดกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ จะมีการพิจารณาเรื่องการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะต้องรอดูข้อเสนอในรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไร มีการปรับเปลี่ยนหรือไม่
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการคลังยอมรับว่า เหตุผลความจำเป็นที่ต้องดำเนินการต่ออายุในขณะนี้ ก็มีเรื่องปัจจัยภายนอกที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ มีการกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่คาดว่าจะสงบและจบใน 4 เดือน
“วงเงินกู้ในส่วนที่ใช้เยียวยาค่าครองชีพนั้น ยังเหลือวงเงินอยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากใช้เงื่อนไขเหมือนเดิมจะใช้กับโครงการได้อีก 1 เดือน โดยขณะนี้ยังไม่ได้สรุปรูปแบบโครงการในเฟส 2 ว่าจะต้องจ่ายเท่าใด หรือใช้รูปแบบใด อย่างไรก็ดี หากเงินกู้ก้อนเยียวยาประชาชน 2 แสนล้านบาทไม่เพียงพอ ในทางกฎหมายสามารถโยกวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลังสำหรับเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดมาสมทบกันได้”
นายลวรณกล่าวด้วยว่า หลังจากคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ พิจารณาแล้ว จะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโดยเร็ว ก่อนโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้
“หากรัฐบาลมีนโยบายต่ออายุโครงการ ก็ควรดำเนินการให้ต่อเนื่องโดยไม่มีรอยต่อ ทั้งในโครงการหรือการใช้จ่ายของประชาชน” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว
โดยเรื่องนี้มีรายงานว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาการต่ออายุมาตรการ แต่อาจปรับสูตรกลับมาใช้ “50/50” หรือ “คนละครึ่ง” เนื่องจากจะใช้วงเงินน้อยกว่า แต่ได้จำนวนคนและระยะเวลาที่มากกว่า ซึ่งโจทย์ก็คือ นายกรัฐมนตรีต้องการให้มีการต่ออายุออกไปอีกประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้ หากจะกลับไปใช้คนละครึ่งก็สามารถทำได้ทันที เพราะระบบแอพพลิเคชั่นเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว
ทั้งนี้ เนื่องจากเงินกู้ในแผนเยียวยายังมีเงินเหลือ เพราะตอนทำไทยช่วยไทย พลัส เป็นระยะเวลา 4 เดือน อนุมัติใช้วงเงินกู้ไป 1.75 แสนล้านบาท แต่ใช้จริงๆ แค่ 1.59 แสนล้านบาท เนื่องจากประชาชนใช้สิทธิ์ไม่เต็มโควต้า 30 ล้านสิทธิ์ที่เตรียมไว้ โดยใช้ไปแค่ประมาณ 26 ล้านสิทธิ์ ซึ่งหากเงินส่วนนี้ยังไม่พอ ก็สามารถเกลี่ยมาจากแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานได้
เบื้องต้นข้อเสนอที่จะให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ พิจารณาคือ ต่ออายุมาตรการออกไป 2 เดือน โดยปรับสูตรเป็น “คนละครึ่ง” และเติมเงินให้ประชาชน 1,000 บาท หรือเดือนละ 500 บาท ภายใต้จำนวนสิทธิ์ตามเดิม และส่วนของคนที่หลุดจากสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาใช้โครงการนี้อีกส่วนหนึ่งด้วย
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวว่า การพิจารณาต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยังมีเวลาให้กระทรวงการคลังตัดสินใจว่าสถานการณ์มีความเหมาะสมหรือไม่ โดยวงเงินที่จะใช้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ และโมเดลของกระทรวงการคลังที่จะเห็นว่าควรต่ออายุโครงการมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับจำนวนสิทธิ์ จำนวนเงิน และจำนวนระยะเวลา
“วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรก ยังไม่หมด แต่หากต้องโยกจาก 2 แสนล้านบาทหลังมาใช้ ใน พ.ร.ก.ก็ไม่ได้เขียนห้ามเอาไว้”
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ไทยช่วยไทย พลัส ที่อัดฉีดลงไปในไตรมาส 3 ประมาณเดือนละ 40,000 ล้านบาท ทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจราว 1.3-1.4% จะช่วยดันเศรษฐกิจไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นราว 0.2%-0.3% แต่โมเมนตัมของกำลังซื้อและการใช้จ่ายในภาพรวมยังคงเปราะบาง รัฐบาลมีความจำเป็นต้องต่ออายุ หรือออกมาตรการมาประคับประคองเศรษฐกิจต่อ
ทั้งนี้ EIC ประเมินว่าช่วงไตรมาส 4 กรณีไม่มีการต่อมาตรการไทยช่วยไทย พลัส การเติบโตมีแนวโน้มชะลอลงอย่างมาก เหลือโตได้ระดับ 1-2% หรือไม่ถึง 2%
“มีข้อเสนอว่า ควรเปลี่ยนรูปแบบจากการกระจายทั่วไปเป็นการระบุกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง หรือกลุ่มที่มีแนวโน้มการใช้จ่ายสูง เพื่อให้เกิดผลต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างสูงสุด”
นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป (CBG) กล่าวว่า เศรษฐกิจในภาพใหญ่ยังไม่สู้ดีนัก และกำลังซื้อลดลงอย่างมาก สังเกตได้จากบรรยากาศร้านอาหารช่วงกลางคืนที่มีคนใช้บริการน้อยลง สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย กระเป๋าเงินแฟบลง ซึ่งการที่ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถือเป็นกลไกที่ช่วยพยุงสภาพคล่อง และกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับหนึ่ง แต่ภาคธุรกิจไม่ควรคาดหวังหรือรอพึ่งพิงเพียงแค่มาตรการแจกเงินของรัฐเท่านั้น”
“ภาคเอกชนและผู้ประกอบการรายย่อยควรเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด และการเชื่อมโยงกับชุมชน เช่น โครงการสินค้าชุมชนและสินค้าติดดาว เพราะสิ่งเหล่านี้จะสร้างความภักดีต่อแบรนด์ และทำให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว แม้ไม่มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐก็ตาม”
นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ ศรีนานาพร กล่าวว่า การต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส ในภาพรวมจะส่งผลบวกทั้งด้านการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และจิตวิทยาของทั้งผู้บริโภคและผู้ค้าที่จะมีเม็ดเงิน-ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่อาจได้ผลเพียงระยะสั้น เพราะจากการสำรวจตลาดผู้บริโภคส่วนใหญ่จะใช้สิทธิ์หมดตั้งแต่ช่วงครึ่งเดือนแรก จากนั้นความคึกคักในช่องทางต่างๆ จะลดลง
สุดท้ายแล้ว รัฐบาลก็คงหนีไม่พ้นต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นระยะสั้น เพื่อปลุกกำลังซื้อ รวมถึงจะเป็นการช่วยรักษาคะแนนเสียงของรัฐบาลไปด้วย
