bg-single

ซูเปอร์เอลนีโญ ‘ของจริง’

20.09.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ใครชอบอยู่กลางแจ้งท่ามกลางแสงแดดสายลมจะรู้ว่าสภาพอากาศวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก อุณหภูมิแม้ไม่สูงนักแค่ 30-31 องศาเซลเซียส แต่ความรู้สึกบอกว่าร้อนอบอ้าวกว่าเดิม หรือถ้าอยู่ในบ้าน ไม่ได้เปิดแอร์คอนดิชั่น ใช้พัดลม กดเบอร์ 1 ก็ยังร้อนอ้าว กดเบอร์ 2 ระบายร้อนได้นิดหน่อย ยังความรู้สึกร้อนอบอ้าวไม่หาย เหงื่อยังไหลย้อยเสื้อเปียกทั้งที่เพิ่งออกมาจากห้องอาบน้ำเมื่อไม่กี่นาที เพื่อนบ้านหลายคนบอกตรงกันว่า ถ้าไม่ออกไปไหน อยู่ในบ้านต้องเปิดแอร์ทั้งวัน ไม่งั้นอยู่ไม่ได้

พฤติกรรมสู้กับอากาศร้อนๆ ของคนเมือง น่าจะคล้ายๆ กันเมื่อพัดลมเอาไม่อยู่ก็ต้องเปิดแอร์คอนดิชั่น บ้านใครติดแอร์ 3-4 ตัว สิ้นเดือนเห็นบิลค่าไฟฟ้าแทบช็อก เพราะค่าไฟเพิ่มกระโดด จากเดือนละ 2 พันบาท อาจกระโดดไปถึง 4 พันหรือ 5 พันบาทเสียด้วยซ้ำ

อากาศร้อนจัดในช่วงหน้าร้อนแม้ดูเป็นเรื่องปกติ แต่ปีนี้นอกจากหน้าร้อน อากาศร้อนจัดแล้ว ในฤดูฝน อุณหภูมิก่อนฝนตกสูงขึ้น อากาศร้อนขึ้นกินเวลานานขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ยอมรับว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของสภาพภูมิอากาศในเวลานี้อาจเป็นปรากฏการณ์รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปีก็ว่าได้ ภูมิภาคหลายแห่งของโลกประสบกับภัยแล้ง แต่ในอีกหลายภูมิภาคต้องเผชิญกับพายุและน้ำท่วมรุนแรงหนัก

“อันโตนิโอ กูเตร์เรส” เลขาธิการสหประชาชาติ ก็เคยออกมาเตือนชาวโลกหลายครั้งว่า โลกเข้าสู่เขตอันตรายของสภาพอากาศสุดขั้ว ปรากฏการณ์เอลนีโญปรากฏให้เห็นทั่วโลก เป็นปรากฏการณ์ทวีความรุนแรงให้ชาวโลกได้เห็นต่อหน้าต่อตา และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า โลกเผชิญอากาศร้อนขึ้น แม้ในทะเลก็ยังมีอุณหภูมิสูงขึ้น

เมื่อเดือนมีนาคม คอลัมน์สิ่งแวดล้อมได้บอกให้ท่านผู้อ่านจับตาว่า ปีนี้จะเกิดซูเปอร์เอลนีโญค่อนข้างแน่นอน หลังจากนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศโลกเห็นตัวเลขอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกใกล้เส้นศูนย์สูตรสูงกว่าเฉลี่ย 0.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 3 เดือน

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศหรือจิสด้า ทำนายทายทักตั้งแต่เดือนมีนาคมเช่นกันว่า กลางปีนี้จะมีปรากฏการณ์เอลนีโญ อุณหภูมิของประเทศไทยจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติไปจนถึงเดือนกรกฎาคม

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คอลัมน์นี้ยังรายงานปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในทวีปยุโรป อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10-15 องศาเซลเซียส ถึงขั้น “เดอะ การ์เดี้ยน” สื่อออนไลน์ของอังกฤษ ระบุว่า คลื่นความร้อนสุดขีดเหมือนอยู่ในนรก “heatwave hell” และอีกมุมหนึ่งของโลกคือที่จีน เกิดพายุฝนฟ้ากระหน่ำน้ำท่วมหนัก

พอมาถึงเดือนสิงหาคม ได้นำเสนอข้อมูลผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนในแถบยุโรปซึ่งมีจำนวนสูงกว่า 25,000 คน พร้อมกับสถานการณ์ไฟป่าที่เผาพื้นที่ไร่องุ่นเสียหายวอดวายราว 400 ตารางกิโลเมตรและบ้านเรือนประชาชนอีกหลายร้อยหลัง

ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นำมารายงานในคอลัมน์นี้บ่อยครั้ง ก็เพราะเห็นว่าสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงถึงขั้นสุดขั้วรุนแรง จนไม่สามารถจะถอยกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว สาเหตุหลักนั้นเป็นที่รู้ว่ามาจากฝีมือชาวโลกปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศจำนวนมหาศาลต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 270 ปี ก๊าซพิษเหล่านี้ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่เกาะตัวหนาแน่นและปล่อยพลังออกมาอย่างที่เราเห็นและรับรู้ในปรากฏการณ์ต่างๆ

ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกเป็นต้นเหตุให้เกิดสภาพภูมิอากาศแปรปรวนสุดขั้วรุนแรงนั้น ล้วนเป็นข้อมูลที่ทางวิทยาศาสตร์นำมาอธิบายได้ กล่าวคือ เมื่อชั้นบรรยากาศกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้แก่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมันก๊าด และการเผาป่า การตัดไม้ทำลายป่า ก๊าซมีเทนที่มาจากการปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ การย่อยสลายของขยะ

ก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่มาจากการใช้ปุ๋ยเคมีในภาคอุตสาหกรรมเคมี การเผาไหม้เชื้อเพลิงและปุ๋ยเคมีในไร่นา ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน สารที่ใช้ทำความเย็นในเครื่องแอร์คอนดิชั่น ตู้เย็น ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอนที่มาจากกระบวนการหลอมอะลูมิเนียมและการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ ก๊าซมาจากกระบวนผลิตฉนวนไฟฟ้าในอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง อย่างเช่นเซอร์กิตเบรกเกอร์

ก๊าซเรือนกระจกทั้ง 6 ชนิด กักเก็บความร้อนและเพิ่มพลังงานในชั้นบรรยากาศโลก เปรียบก๊าซเรือนกระจกเหมือนผ้าห่มเอาไปหุ้มโลก เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาโลกจะแผ่ความร้อนกลับออกไปในรูปของรังสีอินฟราเรด แต่ปรากฏว่าก๊าซเรือนกระจกดูดซับและแผ่ความร้อนสะสมในชั้นบรรยากาศโลก ยิ่งก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศโลกมากเท่าไร พลังความร้อนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศโลก เพิ่มสูงมากเป็นประวัติการณ์ คืออยู่ที่ 520 ส่วนต่อล้านส่วนหรือพีพีเอ็ม (part per million) เป็นระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ถามว่า ทำไมก๊าซเรือนกระจกมีระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ก็เพราะชาวโลกต้องการเสพสุขอย่างต่อเนื่อง ต้องการใช้รถยนต์ ต้องการมีบ้านพัก อาคารใหญ่โต ต้องการเดินทางไปไหนเร็วไวสะดวก ต้องการปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์เอาไว้เป็นอาหารกินอุดมสมบูรณ์ โค่นป่าเพื่อสร้างเมือง ถนนหนทาง

เกือบ 200 ปี ความต้องการของชาวโลกไม่เคยลดลง นับวันมีแต่เพิ่ม จำนวนรถยนต์บนโลกใบนี้ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิง มีจำนวนราว 1,400 ล้านคัน และต้องใช้น้ำมันเพื่อเติมในรถยนต์วันละราว 6,000 ล้านลิตร หรือราว 40 เปอร์เซ็นต์ของการใช้น้ำมันทั้งหมด ถ้าคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยในชั้นบรรยากาศโลก เฉพาะรถยนต์เพียงอย่างเดียวมีมากถึง 16,000 ล้านกิโลกรัมต่อวัน

อีกกิจกรรมที่ชาวโลกทำซ้ำๆ นั่นคือการโค่นไม้ทำลายป่า เพื่อเอาผืนป่ามาเป็นผืนไร่นาเรือกสวน ทำเหมืองแร่ และต้องการขยายพื้นที่เมืองให้ใหญ่ขึ้น แต่ละปีมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์พังพินาศราว 100 ล้านไร่

ป่าหายไป ต้นไม้ที่คอยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกลางวันก็ลดลงไปด้วย ต้นไม้ใหญ่ 1 ต้น ดูดซับ CO2 ราว 21 กิโลกรัมต่อปี รถยนต์ใช้น้ำมัน 1 ลิตร ปล่อยก๊าซ CO2 ราว 2.4 กิโลกรัม ถ้าให้ต้นไม้ใหญ่ดูดซับก๊าซพิษเต็มวันต้องใช้ต้นไม้มากถึง 100 ต้น

นี่ยังไม่นับรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม ในแต่ละวัน

เมื่อแหล่งที่คอยดูดซับก๊าซพิษลดลง ขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซพิษในชั้นบรรยากาศมีเพิ่มขึ้นเพราะกิจกรรมมนุษย์มีมากขึ้น เมืองขยายตัวขึ้น จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศโลกจึงแปรปรวนสุดขั้ว

อุณหภูมิที่เพิ่มสูงทุกๆ 1 องศาเซลเซียส เกิดความชื้นเพิ่มขึ้น ชั้นบรรยากาศอุ้มไอน้ำได้มากขึ้น จะนำไปสู่เหตุการณ์ฝนตกหนัก พายุกระหน่ำแรง ปริมาณน้ำที่ทะลักใส่บ้านเรือน ถนนหนทาง ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ในทางกลับกัน เกิดภัยแล้ง เนื่องจากความร้อนสะสมจะเป็นตัวเร่งให้น้ำผิวดินและแหล่งน้ำระเหยเร็ว เกิดภัยแล้งเป็นวงกว้าง

ประเทศที่ใช้พลังงานมหาศาลเพื่อให้ชาวเมืองอยู่กันอย่างเสพสุขใน 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน สหรัฐ อินเดีย กลุ่มสหภาพยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่น

กลุ่มประเทศเหล่านี้รู้แก่ใจดีว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลกจะมีแต่ผลร้ายตามมา แต่ไม่ใส่ใจคำนึงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะฉะนั้นพวกผู้นำประเทศเหล่านี้จึงสร้างฉากละครแก้ปัญหาภาวะโลกเดือดให้ดูเหมือนจริง มิหนำซ้ำผู้นำบางคนอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ยังมองปัญหาโลกเดือดเป็นเรื่องโกหกพกลม ทั้งที่้ผลร้ายจากการสะสมก๊าซพิษในชั้นบรรยากาศปรากฏรุนแรงต่อเนื่องทุกมุมโลก

เหตุการณ์น้ำท่วมดินโคลนถล่มเมืองต่างๆ บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้ว เกิดจากอุณหภูมิบริเวณเทือกเขาเพิ่มสูง ธารน้ำแข็งละลาย กระแสน้ำมีความเร็วสูงถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกิดคลื่นยักษ์สูง 20 เมตร และแผ่นดินยุบตัว น้ำท่วมฉับพลัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลายพันคน บ้านเรือนพังพินาศกว่า 2 หมื่นหลัง

รัฐมนตรีต่างประเทศของเนปาลเรียกร้องความยุติธรรมให้ประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจยื่นมือเข้ามาช่วยฟื้นฟูความเสียหาย เพราะเนปาลปล่อยก๊าซเรือนกระจกแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และอุณหภูมิของเนปาลร้อนขึ้นในอัตราเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกเกือบ 50%

ในห้วงเวลา 30 ปี อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเพราะภาวะโลกเดือดทำให้ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์บนเทือกเขาหิมาลัยแถบเนปาลหายไปเกือบ 1 ใน 3

รัฐบาลเนปาลทำจดหมายเรียกร้องความเสียหายและเรียกหาความยุติธรรมตามข้อตกลงว่าด้วยสภาพภูมิอากาศที่ประเทศต่างๆ 119 ประเทศทั่วโลกร่วมลงสัตยาบันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส คิดเป็นมูลค่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 660 ล้านบาท

ดูเหมือนว่า รัฐบาลเนปาลเรียกค่าชดเชยน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบความเสียหายอย่างย่อยยับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ซูเปอร์เอลนีโญ ‘ของจริง’
เปิดกรุพระเครื่องหายาก 2 พระปิดตาเนื้อผงเก่าแก่ วัดชินวราราม-วัดเงิน
ต่อเวลา ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เฟส 2 ‘อนุทิน’ เจียดเงินกู้ 4 แสนล้าน ปลุกกำลังซื้อ-รักษาคะแนนเสียง
ความแตกต่างของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2566 และ 2569
เมฆบนดิน
อ่านคนไร้ราก (2)
วิกฤตความชอบธรรม : กกต.กับอำนาจการเมืองที่เปลี่ยนไป
เอเชี่ยนเกมส์ 2026 ทัพไทยลุ้นจริง 10 ทอง
ภูเขาสถิตของผีบรรพชน : ผีด้ำบรรพชนไทอาหม สถิตอยู่ที่ดอยผี คือเนินดินของผีด้ำ (ตอนจบ)
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาสรรพยา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
เลี้ยงลูก (1)
คิดต่อจาก 6 ตุลา (6) : เป็นไปได้หรือที่จะคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา?