bg-single

G2, M7 และโลกที่เหลือ (3)

18.09.2026

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ถ้า G2 ครองอำนาจรัฐ และ M7 ครองอำนาจเทคโนโลยี คำถามสุดท้ายของซีรีส์นี้จึงไม่ใช่ว่าใครจะชนะระหว่างสหรัฐ จีน และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

แต่คือประเทศที่เหลือจะรักษาพื้นที่ของตัวเองไว้ได้อย่างไร ในโลกที่อำนาจกำลังกระจุกตัวพร้อมกันทั้งทางภูมิรัฐศาสตร์และทางดิจิทัล

มองเผินๆ คำตอบอาจดูไม่น่าเป็นใจ สหรัฐและจีนมีทั้งตลาด เงินทุน เทคโนโลยี กำลังทหาร และอิทธิพลทางการทูต

ขณะที่ M7 ครองโครงสร้างพื้นฐานที่เศรษฐกิจยุคใหม่ต้องพึ่งพา ตั้งแต่ชิป ระบบคลาวด์ AI ไปจนถึงแพลตฟอร์มและข้อมูลจำนวนมหาศาล

แต่ความจริงอีกด้านคือ ทั้ง G2 และ M7 ต่างก็สร้างโลกของตัวเองไม่ได้โดยไม่พึ่งคนอื่น พวกเขายังต้องการแร่สำคัญ พลังงาน ตลาด ฐานการผลิต เส้นทางเดินเรือ ข้อมูลภูมิศาสตร์ และความร่วมมือจากอีกกว่าร้อยประเทศ

ตรงนี้เองคือจุดเริ่มต้นของอำนาจของ “โลกที่เหลือ”

ประเทศเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องสร้างกองทัพไปแข่งกับมหาอำนาจ หรือสร้างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อีกชุดหนึ่งขึ้นมาแข่งตรงๆ

การพยายามเอาชนะ G2 และ M7 ในเกมของพวกเขาแทบไม่มีทางสำเร็จ สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าคือการเปลี่ยนทรัพยากร ตลาด ภูมิศาสตร์ กติกา และทางเลือกที่ตัวเองมีอยู่ให้กลายเป็นอำนาจต่อรอง

ทำให้สิ่งที่เราเป็นเจ้าของกลายเป็นสิ่งที่ผู้เล่นรายใหญ่ขาดไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ทำให้การบีบเรามีต้นทุนสูงขึ้น

ในมิติเทคโนโลยี คำตอบสำคัญคือ อธิปไตยทางดิจิทัล แต่คำนี้ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศต้องสร้างระบบคลาวด์ของตัวเอง สร้าง AI แห่งชาติของตัวเอง หรือสร้างระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่โดยรัฐขึ้นมาแทน M7

หากทำเช่นนั้นโดยไม่มีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง เราอาจเพียงย้ายอำนาจจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ มาไว้ในมือรัฐหรือผู้รับสัมปทานเพียงไม่กี่รายแทน

อธิปไตยทางดิจิทัลที่แท้จริงจึงควรตั้งอยู่บนสามฐาน คือ โครงสร้างพื้นฐาน กติกา และความสามารถของคน

ฐานแรกคือโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศต้องมีระบบข้อมูล คลาวด์ กำลังประมวลผล และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ยืดหยุ่นพอจะไม่ต้องพึ่งผู้ให้บริการรายเดียวหรือประเทศเดียว เป้าหมายไม่ใช่ทำทุกอย่างเอง แต่คือไม่ปล่อยให้ใครกลายเป็นประตูบานเดียวที่ประเทศจำเป็นต้องเดินผ่าน

ฐานที่สองคือกติกา ต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองข้อมูล ส่งเสริมการแข่งขัน กำหนดความรับผิดชอบของ AI และในเวลาเดียวกันก็ต้องจำกัดอำนาจของรัฐเองด้วย อธิปไตยทางดิจิทัลที่ดีจึงไม่ใช่การเปลี่ยนจากการถูกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ควบคุม มาเป็นการถูกส่วนกลางควบคุมแทน

กติกาจะมีน้ำหนักมากขึ้น หากประเทศต่างๆ สามารถสร้างฉันทมติร่วมกันในระดับภูมิภาค

ลองนึกภาพสิ่งที่อาจเรียกว่า “กติกา AI ของอาเซียน” ไม่จำเป็นต้องลอกกฎหมาย AI ของสหภาพยุโรปมาทั้งชุด หรือทำให้กฎหมายของทุกประเทศเหมือนกัน แต่สามารถเริ่มจากหลักการร่วมเรื่องข้อมูล ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความปลอดภัย การแข่งขัน และสิทธิของประชาชน แล้วค่อยทำให้มาตรฐานเหล่านี้เชื่อมต่อกันได้

ไทยประเทศเดียวอาจต่อรองกับ M7 ได้ไม่มาก แต่อาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนเป็นอีกสมการหนึ่งทันที กติกาจึงเปลี่ยนจากเรื่องภายในประเทศมาเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ เราไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้รับกติกาจากวอชิงตัน ปักกิ่ง บรัสเซลส์ หรือบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

หากตลาดของเราใหญ่พอและกติกาของเราไปในทิศทางเดียวกัน เราก็สามารถมีส่วนเขียนกติกาที่บริษัทเหล่านั้นต้องปรับตัวตาม

ฐานที่สาม และสำหรับผมสำคัญที่สุด คือความสามารถของคน ประเทศอย่างไทยไม่จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลสร้างแบบจำลอง AI ขนาดใหญ่เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าเรามี AI ของตัวเอง ในเมื่อโลกมีเครื่องมือที่เก่งขึ้นและราคาถูกลงอย่างรวดเร็ว คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกร ครู แพทย์ ผู้ประกอบการรายเล็ก หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้อย่างไร

ลองดูภาคเกษตร AI สามารถช่วยวิเคราะห์โรคพืช ประเมินความชื้นของดิน จัดการน้ำ พยากรณ์ผลผลิต หรือหาช่วงเวลาขายที่เหมาะสม แต่คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่ที่ผลิตภาพ

เมื่อเกษตรกรใช้ระบบเหล่านี้ทุกฤดูกาล ข้อมูลเรื่องดิน อากาศ พันธุ์พืช โรค ราคา และพฤติกรรมการเพาะปลูกก็สะสมขึ้น ระบบเรียนรู้จากข้อมูลเหล่านั้น และความรู้ท้องถิ่นที่เคยกระจัดกระจายก็ค่อยๆ กลายเป็น “ปัญญาท้องถิ่น” ที่มีมูลค่าและลอกเลียนได้ยาก

นี่ต่างหากคือความได้เปรียบที่เราควรสะสม เราอาจยืมเครื่องมือจากโลก แต่ข้อมูล ประสบการณ์ และองค์ความรู้ที่เกิดจากการใช้เครื่องมือนั้นควรอยู่กับเรา

และหาก AI ทำให้คนที่เคยเข้าไม่ถึงผู้เชี่ยวชาญหรือข้อมูลคุณภาพสูงมีความสามารถใกล้เคียงกับคนในเมืองหรือองค์กรขนาดใหญ่ขึ้น เทคโนโลยีก็ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถลด “ความเหลื่อมล้ำของความสามารถ” ได้ด้วย

อธิปไตยทางดิจิทัลจึงไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทุกชิ้น แต่หมายถึงการเป็นเจ้าของ ทางเลือก กติกา และการเรียนรู้ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีนั้น

ถ้าโจทย์ของ M7 คือการป้องกันไม่ให้อำนาจทางเทคโนโลยีกระจุกตัวมากเกินไป โจทย์ของ G2 กลับละเอียดอ่อนกว่า ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเอาชนะสหรัฐ หรือจีน และไม่มีเหตุผลที่จะเป็นศัตรูกับฝ่ายใด

สิ่งที่ต้องการคือความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองฝ่าย โดยไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์นั้นกลายเป็นการพึ่งพาจนสูญเสียอิสระในการตัดสินใจ

ที่ผ่านมา คำตอบยอดนิยมคือการ “ไม่เลือกข้าง” ร่วมมือกับจีนในเรื่องหนึ่ง กับสหรัฐในอีกเรื่องหนึ่ง กระจายตลาด กระจายแหล่งเงินทุน และรักษาระยะห่างที่เหมาะสม วิธีนี้ยังจำเป็น

แต่ในโลกปัจจุบัน การไม่เลือกข้างเพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป

เหตุผลคือการแข่งขันของมหาอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบหรือบนโต๊ะเจรจา หากค่อยๆ แทรกเข้ามาในพื้นที่ระหว่างสงครามกับสันติภาพ

ตั้งแต่แรงกดดันทางการค้า การจำกัดเทคโนโลยี การควบคุมแร่สำคัญ การโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล ไปจนถึงการสร้างข้อเท็จจริงใหม่ในทะเลทีละเล็กทีละน้อย

แต่ละเหตุการณ์อาจดูไม่รุนแรงพอให้เกิดการตอบโต้ครั้งใหญ่ ทว่า หากปล่อยให้สะสม มันสามารถเปลี่ยนดุลอำนาจได้โดยไม่ต้องยิงกระสุนแม้แต่นัดเดียว

เมื่อมหาอำนาจใช้ “พื้นที่สีเทา” เป็นเครื่องมือ ประเทศที่เหลือก็ไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของตัวเองด้วยความคลุมเครือตลอดไป สิ่งที่จำเป็นมากขึ้นคือ ราวกันตก หรือ Guardrails ที่ทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่าเรื่องใดแข่งขันกันได้ เรื่องใดต่อรองกันได้ และเรื่องใดไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามเส้นทางเดินเรือ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ หรือการใช้ข้อมูลเพื่อแทรกแซงสังคมของอีกประเทศหนึ่ง

ปัญหาคือราวกันตกจะไม่มีความหมาย หากแต่ละประเทศพูดคนเดียว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ความร่วมมือแบบ กลุ่มเล็กเฉพาะเรื่อง หรือ Minilateralism กำลังน่าสนใจขึ้น โดยเฉพาะการรวมตัวกันเองของประเทศที่ไม่ได้เป็น G2 ไม่จำเป็นต้องสร้างขั้วใหม่ขึ้นมาแข่งกับมหาอำนาจ และไม่จำเป็นต้องมีสนธิสัญญาขนาดใหญ่ที่สมาชิกต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง

ประเทศเพียงสาม สี่ หรือห้าประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกันสามารถเริ่มทำงานเฉพาะเรื่องได้ทันที

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีต้นแบบของความร่วมมือขนาดเล็กอยู่แล้ว ทั้งสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย หรือ IMT-GT และเขตเศรษฐกิจบรูไน-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ฟิลิปปินส์ หรือ BIMP-EAGA

แม้กลุ่มเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนการแข่งขัน G2 รอบปัจจุบันและมีเป้าหมายหลักทางเศรษฐกิจ แต่หลักคิดยังน่าสนใจ

ประเทศไม่จำเป็นต้องรอให้ทั้งภูมิภาคเห็นพ้องกัน หากไม่กี่ประเทศมีปัญหาและผลประโยชน์ร่วมกัน ก็สามารถเริ่มก่อนแล้วขยายภายหลังได้

ความร่วมมือกลุ่มเล็กรุ่นใหม่ควรไปไกลกว่านั้น ประเทศที่พึ่งพาเส้นทางเดินเรือเดียวกันอาจรวมตัวเรื่องความมั่นคงทางทะเล ประเทศที่มีแร่สำคัญอาจร่วมกันกำหนดเงื่อนไขการลงทุน การแปรรูป และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ประเทศที่เผชิญภัยไซเบอร์คล้ายกันอาจสร้างระบบเตือนภัยร่วม

ส่วนประเทศที่ถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจอาจสร้างกลไกรองรับเพื่อไม่ให้ใครต้องเผชิญแรงกดดันเพียงลำพัง

ข้อได้เปรียบของกลุ่มแบบนี้คือ ไม่ต้องใหญ่ ไม่ต้องถาวร และไม่ต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ประเทศสามประเทศอาจร่วมมือเรื่องทะเล แม้มีนโยบายต่อจีนต่างกัน อีกสี่ประเทศอาจร่วมมือเรื่องแร่สำคัญ แม้มีความสัมพันธ์กับสหรัฐต่างกัน เมื่อโจทย์เปลี่ยน สมาชิกก็เปลี่ยนได้

คำถามจึงเปลี่ยนจาก “คุณอยู่ฝ่ายไหน?” เป็น “เรื่องนี้ใครมีผลประโยชน์ร่วมกับเรา?”

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เพราะประเทศที่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจไม่จำเป็นต้องรอให้ G2 เป็นผู้ตั้งโต๊ะทุกครั้ง พวกเขาสามารถตั้งโต๊ะเอง เลือกโจทย์เอง และเชิญประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเข้ามาเองได้

ที่สำคัญ ประเทศเหล่านี้ต้องเริ่มส่งเสียงร่วมกันมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องสร้างพันธมิตรทางทหาร และไม่จำเป็นต้องประกาศว่าใครเป็นศัตรู แต่เมื่อหลักการพื้นฐานถูกละเมิด ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการเดินเรือ การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ การโจมตีทางไซเบอร์ หรือการค่อยๆ เปลี่ยนข้อเท็จจริงด้วยกำลัง ประเทศที่ได้รับผลกระทบควรพูดด้วยเสียงที่ดังพอจนต้นทุนทางการเมืองของผู้กระทำสูงขึ้น

เราไม่จำเป็นต้องสร้างขั้วที่สาม แต่ต้องสร้างเสียงที่สาม

เสียงนั้นไม่จำเป็นต้องพูดพร้อมกันทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกชุดเดิมทุกครั้ง และไม่จำเป็นต้องต่อต้านสหรัฐ หรือจีน เป้าหมายคือทำให้ประเทศที่เหลือสามารถกำหนดกติกาในเรื่องที่กระทบตัวเอง แทนที่จะรอเลือกว่ากติกาของมหาอำนาจฝ่ายใดดีกว่ากัน

นี่อาจเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของการไม่เลือกข้าง จากเดิมที่แต่ละประเทศพยายามรักษาทางเลือกของตัวเอง ไปสู่การรวมทางเลือกของหลายประเทศให้กลายเป็นอำนาจต่อรองร่วม

สําหรับประเทศอย่างไทย การอยู่ตรงกลางจึงไม่ควรหมายถึงการเงียบทุกครั้งที่มหาอำนาจทำสิ่งที่กระทบผลประโยชน์ของเรา

ความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายมีค่า แต่ความสัมพันธ์ที่ดีโดยไม่มีเส้นที่ชัดเจนอาจถูกตีความว่าเรายอมรับได้ทุกอย่าง เราต้องรู้ว่าอะไรต่อรองได้ อะไรคือเส้นที่ไม่ควรถูกข้าม

และเมื่อเส้นนั้นถูกข้าม ต้องรู้ด้วยว่าใครมีผลประโยชน์ร่วมกับเรามากพอที่จะพูดไปด้วยกัน

นี่คือความแตกต่างระหว่างการรักษาสมดุล กับการสร้างสมดุล

แบบแรกคือพยายามไม่ให้ตัวเองล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง

แบบหลังคือทำให้ประเทศอื่นต้องคำนึงถึงน้ำหนักของเราด้วย

อีกด้านหนึ่งของโลกใหม่คือการกลับมาของโลกกายภาพ

เรามักพูดถึง AI ราวกับทุกอย่างเกิดขึ้นบนคลาวด์ แต่คลาวด์ทุกก้อนมีที่อยู่จริง AI ต้องใช้ชิป ชิปต้องใช้แร่ ศูนย์ข้อมูลต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน รถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้แบตเตอรี่ และแบตเตอรี่ต้องใช้นิกเกิล ลิเทียม และแร่สำคัญอีกจำนวนมาก

โลกดิจิทัลจึงไม่ได้ทำให้ภูมิศาสตร์หมดความหมาย ตรงกันข้าม มันกลับทำให้ทรัพยากรบางอย่างสำคัญขึ้นกว่าเดิม

อินโดนีเซียเป็นตัวอย่างของการพยายามเปลี่ยน “อำนาจจากทรัพยากร” ให้เป็น “อำนาจต่อรอง”

แทนที่จะเป็นเพียงผู้ส่งออกนิกเกิล อินโดนีเซียพยายามดึงห่วงโซ่มูลค่าของแบตเตอรี่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเข้ามาในประเทศ

หลักคิดง่ายมาก หากคุณต้องการทรัพยากรของเรา คุณไม่ควรได้เพียงแร่ แต่ควรนำโรงงาน เงินทุน เทคโนโลยี และงานเข้ามาด้วย

ประเทศอ่าวอาหรับกำลังเล่นเกมคล้ายกันในอีกแบบหนึ่ง พวกเขามีพลังงาน เงินทุน และพื้นที่ จึงพยายามเปลี่ยนความได้เปรียบจากยุคน้ำมันให้เป็นความได้เปรียบในยุค AI ผ่านการลงทุนในศูนย์ข้อมูล กำลังประมวลผล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่

นี่คือจุดที่ G2 และ M7 มาบรรจบกัน

G2 ต้องการทรัพยากรเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

ขณะที่ M7 ต้องการทรัพยากรเพื่อขยายโลกดิจิทัล

ประเทศที่เหลือจึงไม่ควรขายเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ควรขาย “สิทธิในการเข้าถึง” ทั้งแร่ พลังงาน ตลาด และภูมิศาสตร์ แล้วถามกลับว่าสิ่งที่แลกมาคืออะไร เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา โรงงาน การฝึกคน การเข้าถึงตลาด หรือความร่วมมือด้านความมั่นคง

ในศตวรรษที่ 20 ใครควบคุมน้ำมันมีอำนาจ ในศตวรรษที่ 21 อำนาจอาจอยู่กับผู้ที่ควบคุมสิ่งซึ่งโลกกายภาพและโลกดิจิทัลขาดไม่ได้พร้อมกัน

แต่ทรัพยากรอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่ประเทศต้องสะสมอีกอย่างคือ มูลค่าของการมีทางเลือก มีตลาดหลายแห่ง แหล่งเงินทุนหลายทาง เทคโนโลยีหลายระบบ และความร่วมมือหลายระดับ เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ด้านหนึ่งถูกนำมาใช้บังคับการตัดสินใจของเราในอีกด้านหนึ่ง

ทางเลือกมีราคา ยิ่งเรามีทางเลือกมาก คนที่ต้องการให้เราเลือกเขาก็ยิ่งต้องเสนอมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกของประเทศหนึ่งย่อมมีข้อจำกัดจากขนาด นี่คือเหตุผลที่ความร่วมมือระดับภูมิภาคและกลุ่มเล็กเฉพาะเรื่องมีความสำคัญขึ้น

ไม่ใช่เพราะเราต้องสร้าง “ขั้วที่สาม” ขึ้นมาแข่งกับ G2 แต่เพราะในบางเรื่อง สิบประเทศพูดพร้อมกันย่อมมีน้ำหนักกว่าประเทศหนึ่งพูดคนเดียว

และในบางเรื่องไม่จำเป็นต้องรอทั้งสิบประเทศด้วยซ้ำ สาม สี่ หรือห้าประเทศที่พร้อมสามารถเริ่มก่อน แล้วเปิดให้คนอื่นตามมาได้

เมื่อมองเช่นนี้ โลกที่เหลือจึงไม่ได้ไร้อำนาจอย่างที่การแข่งขันระหว่าง G2 กับ M7 ทำให้เรารู้สึก G2 มีรัฐ กองทัพ เงินทุน ตลาด และอิทธิพลทางการทูต M7 มีชิป ระบบคลาวด์ AI ข้อมูล และแพลตฟอร์ม

แต่โลกที่เหลือยังถือทรัพยากร พลังงาน ตลาด ประชากร ข้อมูล ภูมิศาสตร์ ฐานการผลิต ความชอบธรรม และเสียงในระบบระหว่างประเทศ

ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขายังมีสิทธิที่จะไม่ฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับใครคนเดียว

นี่อาจเป็นหน้าตาของโลกหลายขั้วที่ซับซ้อน ไม่ใช่โลกที่แต่ละประเทศเลือกค่ายแล้วอยู่ในค่ายนั้นไปตลอด แต่เป็นโลกที่อำนาจหลายประเภทซ้อนทับกัน ประเทศหนึ่งอาจร่วมมือกับสหรัฐด้านหนึ่ง ทำธุรกิจกับจีนอีกด้านหนึ่ง ต่อรองกับ M7 เรื่องข้อมูล ใช้มาตรฐานจากอีกภูมิภาคหนึ่ง และในเรื่องที่สำคัญกับตัวเองก็สามารถเป็นฝ่ายสร้างวงความร่วมมือขึ้นมาเอง

กระดานหมากรุกจึงอาจไม่ใช่อุปมาที่ดีพอสำหรับโลกใหม่อีกต่อไป เพราะหมากไม่ได้มีเพียงสองสี ผู้เล่นไม่ได้มีเพียงสองคน และที่สำคัญ ตัวหมากจำนวนมากเริ่มเดินเองได้

ตลอดสามตอนที่ผ่านมา ผมเขียนถึงโลกที่ถูกบีบจากสองด้าน ด้านหนึ่งคือ G2 ซึ่งสะสมอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ อีกด้านคือ M7 ซึ่งสะสมอำนาจทางเทคโนโลยี แต่คำตอบของโลกที่เหลือไม่ควรเป็นการสร้าง G3 หรือ M8 ขึ้นมาแข่งขันกับพวกเขา

คำตอบที่เป็นไปได้มากกว่าคือการสร้างอำนาจจากการมีทางเลือก มีตลาดหลายแห่ง มีเทคโนโลยีหลายทาง มีแหล่งเงินหลายทาง มีกติกาที่ตัวเองมีส่วนเขียน มีทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ที่รู้จักใช้ต่อรอง และเมื่อถูกบีบ มีประเทศอื่นพร้อมส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกัน ประเทศที่เหลืออาจไม่มีอำนาจมากพอที่จะกำหนดโลกเพียงลำพัง

แต่สามารถมีอำนาจมากพอที่จะไม่ปล่อยให้โลกกำหนดตัวเองนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

G2, M7 และโลกที่เหลือ (3)
คนแบกหวาย | กวีกระวาด : บาลองก้า
คำสารภาพ
เท่าที่มี | กวีกระวาด : ธาร ธรรมโฆษณ์
วันที่ไฟจากรอยสักหางตาซ้ายไม่กะพริบ | เรื่องสั้น : เฟืองเขียว เกี้ยวบุหลัน
กกต. ลุยไฟ ปล่อยผี ‘ภูมิใจไทย’ ทำ ‘หนู’ ติดปีก! สีน้ำเงินได้เขียว เสริมพลังแข็งแกร่ง ซ่อน ‘ระเบิดเวลา’ นอกสภา
สแกมเมอร์ในกัมพูชา
ความเสี่ยงเอไอ จีนยังร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาไม่ได้
ประชุมบริกส์ครั้งที่ 18 ดันบทบาทซีกโลกใต้บนเวทีโลก
E-DUANG | ปรากฎการณ์ น้ำเงิน”แท้” ปรากฏการณ์ น้ำเงิน”กว่า”
ช้างเน่าทั้งตัว ใบบัว กกต.ปิดไม่มิด
‘น้ำเงิน’ นี้ สี ‘ขาว’