หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ประเทศนี้ คนที่ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มรัฐบาล
ไม่เคยมีความผิด แค่โกงเลือก ส.ว.จะผิดได้อย่างไร
มติของ กกต.ในคดีโกงเลือก ส.ว.ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมไทยใน 20 ปีหลังนี้ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจะต้องดูว่าโจทก์เป็นใคร จำเลยเป็นใคร สนับสนุนฝ่ายไหน เมื่อดำเนินการไปแล้วจะมีผลในทางการเมืองอย่างไร
ใครที่ไปตั้งมาตรฐานว่าผู้เกี่ยวข้องในคดีโกง ส.ว.จะมีความผิด ไม่เข้าใจมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และไม่เข้าใจโครงสร้างอำนาจ
เพราะประเทศนี้ คนที่ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มรัฐบาลไม่เคยมีความผิด แม้จะมีกฎหมายเขียนไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น เพียงแค่ยึดอำนาจวุฒิสภา โดยไม่ใช้อาวุธจะมีความผิดได้อย่างไร
ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องที่เป็นนักการเมืองและผู้อยู่เบื้องหลังตัวหลักจะไม่ถูกส่งขึ้นศาล และ ส.ว.ปัจจุบันที่มีชื่อพัวพันอยู่ในคดีก็ถูกส่งไปเพียง 26 คนจาก 137 คน เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างอำนาจ จำเป็นต้องมี ส.ว.ตามสายจัดตั้ง ให้เหลืออยู่เกินครึ่งสภา และอาจมีเพิ่มขึ้นอีกเมื่อมีการเลื่อน ส.ว.สำรองขึ้นมา
วันนี้การยึดฝ่ายนิติบัญญัติจึงเดินหน้าต่อไป
ตุลาการภิวัฒน์
คือการยึดอำนาจฝ่ายตุลาการ มีมาตั้งแต่ 2551
เป็นการประกาศมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมใหม่
ย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองในปี 2551 เมื่อสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีม็อบพันธมิตรเสื้อเหลืองบุกยึดทําเนียบและสถานที่ราชการเพื่อขับไล่รัฐบาลของนายกฯ สมัคร เมื่อไม่สำเร็จจึงมีตุลาการภิวัฒน์ขั้นสอง กล่าวหาว่าการจัดรายการสอนทำกับข้าวทางโทรทัศน์เป็นความผิดที่ร้ายแรงมากจึงถูกตัดสินให้หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แต่พรรคพลังประชาชนไม่ยอมแพ้ ตั้งสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ ต่อจากสมัคร ฝ่ายตรงข้ามก็เดินแต้มโต้ตอบอย่างฉับพลัน ใช้พันธมิตรเสื้อเหลืองส่งคนเข้าปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้แถลงนโยบาย
เหตุการณ์ยืดเยื้อต่อเนื่อง ผลสุดท้าย กลุ่มพันธมิตรได้ตัดสินใจทำสิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายของคนทั้งประเทศ คือบุกเข้ายึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทยถูกปิดแล้ว ใครจะเจ๊งก็ช่างมัน 2 ธันวาคม 2551 ศาลนัดพิจารณาคดียุบพรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย กรรมการพรรคทั้งสามพรรค 109 คนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองห้าปี
ตุลาการภิวัฒน์ครั้งนี้เป็นการประกาศเตือนนักการเมืองทั้งหลายให้รู้ว่าอำนาจอยู่ที่ใคร
และเป็นการยึดอำนาจจากประชาชนอย่างเปิดเผย ไม่ใช้อาวุธ แต่ใช้กฎหมาย เหมือนกับจะบอกว่า เสียงเลือกตั้งของประชาชนกี่ล้านก็ไม่มีความหมาย
ยึดอำนาจฝ่ายบริหารตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ก็ไม่ผิด
แต่ใครต่อต้าน ผิด ถึงตาย
ทันทีที่นายกฯ สมชายหลุดจากตำแหน่ง ฝ่ายอำนาจเก่าก็จู่โจมดึงเอากลุ่มของเนวิน ชิดชอบ และฉุดลากเอาพรรคร่วมรัฐบาลเดิมให้ย้ายมาอยู่กับ ปชป. งานนี้ว่ากันว่าทั้งขู่ทั้งปลอบให้รู้ว่าไผเป็นไผ
เช้ามืดวันที่ 15 ธันวาคม 2551 รัฐบาลผสมพันธุ์ใหม่มีขึ้น ณ ค่ายทหารแห่งหนึ่ง แต่ไปคลอดในสภา ประเทศไทยได้นายกฯ คนที่ห้าในรอบสามปีชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในที่สุดฝ่ายกลุ่มอำนาจเก่าก็ได้ตั้งรัฐบาล แบบที่แพ้เลือกตั้งแต่ยังได้เป็นรัฐบาล
2553 เราได้เห็นเลือดนองแผ่นดินอีกครั้ง ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม มีเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ถือเป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดหลังรัฐประหาร 2549 คนเสื้อแดงนับแสนคนจากทั่วประเทศเดินทางเข้ามาทวงอำนาจอธิปไตยคืนให้ประชาชน ต้องการให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยแสดงตัวสนับสนุน
รัฐบาลรู้แล้วว่าไม่มีทางชนะพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้ง ดังนั้น เขาจะไม่ยอมยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่อย่างเด็ดขาด คนที่เรียกร้องก็เลยได้ลูกปืนเป็นของแถมไป เหตุการณ์จึงลงเอยที่มีคนตายเป็นร้อยบาดเจ็บสองพัน
ถ้าความยุติธรรมไม่มี สามัคคีก็ไม่เกิด การต่อสู้ทางการเมืองจึงบานปลาย มีคนเข้าร่วมความขัดแย้งมากที่สุด ยืดเยื้อสร้างรอยร้าวไปทั้งแผ่นดิน
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง…ก็ยังไร้อำนาจ
ถูกปลด และถูกรัฐประหาร
การเลือกตั้งปี 2554 ประชาชนก็ดื้อตาใส ยังเลือกพรรคทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้ชื่อพรรคเพื่อไทยจนได้รับชัยชนะ ได้เสียงเกินครึ่งสภา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นน้องสาวของอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นนายกฯ
ดูเหมือนชัยชนะครั้งนี้จะทำให้หลายคนตั้งเป็นทฤษฎี ว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังทำได้โดยแนวทางรัฐสภา และสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้
แต่ในโครงสร้างอำนาจจริงต้องเจอกับแผนยึดอำนาจที่ใช้รูปแบบเดิมของปี 2551 คือเริ่มด้วยการประท้วงของม็อบ กปปส.
ในปลายปี 2556 ที่มีแกนนำหลายคนลาออกจาก ส.ส.พรรค ปชป. มาเริ่มชุมนุมกันและยืดเยื้อไปจนข้ามปีใหม่ 2557 มีการยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง ต่อมาก็มีปฏิบัติการ Bangkok shutdown ปิดกรุงเทพฯ
แม้รัฐบาลจะประกาศยุบสภา ให้ กกต.กำหนดการเลือกตั้งใหม่แล้วก็ตาม แต่ม็อบ กปปส.ก็หาเรื่องไปปิดการลงคะแนนเสียงจนได้ ล้มการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557
จะปล่อยให้มีการเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ได้ คงจะแพ้พรรคเพื่อไทยอีก ดังนั้น จึงเกิดตุลาการภิวัฒน์ปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ด้วยข้อหาโยกย้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
แต่พรรคเพื่อไทยก็ตั้งนายกฯ รักษาการขึ้นมา สุดท้ายก็ต้องทำการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ข้อสรุปของกลุ่มอำนาจเก่า
จากการยึดอำนาจทักษิณ
จนถึงยึดอำนาจแพทองธาร
1.การรัฐประหารด้วยกำลังไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้น ต้องใช้ตุลาการภิวัฒน์มาช่วย ต้องยุบพรรค หรือดำเนินคดีฝ่ายตรงข้าม
จะต้องพยายามสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งได้เริ่มทดลองครั้งแรกหลังจากให้พลเอกประยุทธ์ปกครองตามระบอบ คสช. 5 ปี ก็ต่อด้วยการเลือกตั้ง 2562 ซึ่งก็ผ่านไปได้อย่างหวุดหวิด แต่พอทำแล้วก็รู้สึกว่าสามารถสร้างความมั่นคงได้ ดังนั้น รูปแบบนี้จึงเป็นที่ยอมรับ และพยายามทำต่อ
2. จะหาทหารมาเป็นนักการเมืองทำไม่ได้ตลอด ดังนั้น จึงจะต้องมีพรรคการเมืองมาเป็นตัวแทนเพื่อจะแข่งขันเอาจำนวน ส.ส.ในสภาผู้แทนให้ได้มากที่สุด รูปแบบการยึดอำนาจนี้จึงถูกดัดแปลงมาใช้ในปี 2566 ซึ่งก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ต้องใช้ ส.ว. 250 คนเข้าช่วย และยอมตั้งรัฐบาลผสมในช่วงแรก
3. การเลือกตั้งปี 2569 พวกเขาได้เห็นรูปแบบของการต่อสู้ผ่านการเลือกตั้งโดยใช้บ้านใหญ่และเงิน ซึ่งได้ผลกว่า บทเรียนของการใช้กำลังทหารและเลือดล้างคะแนนเสียงที่ใช้กับพรรคเพื่อไทยล้มเหลว แต่การใช้เงินเพื่อซื้อเสียงในยุคใหม่นี้ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินผ่านโครงการต่างๆ ของรัฐ และการซื้อเสียงโดยตรงช่วงก่อนการเลือกตั้ง หรือการซื้อ ส.ส. ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการยึดอำนาจของประชาชนอย่างเงียบๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
คดีโกงเลือก ส.ว. 2567 กลุ่มอำมาตย์ได้แสดงอย่างชัดเจนว่า ต้องการยึดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ
และเมื่อการเลือกตั้ง 2569 สำเร็จตามแผน ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตั้งแต่รัฐประหาร 2557 จากนี้ไปก็จะสืบทอดอำนาจต่อเนื่อง
ระบอบประชาธิปไตยของประชาชน เสรีภาพ ความยุติธรรมในวันพรุ่งนี้ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการต่อสู้แย่งชิงของฝ่ายประชาชน นี่จะเป็นศึกใหญ่ เพราะผู้มีอำนาจไม่เคยหยิบยื่นให้ง่ายๆ
