เธอมองมาอย่างเก็บซ่อนความอ่อนล้า
ที่บนบ่ามีบางคนยืนบนนั้น
มันหวดหวายเฆี่ยนปลุกเธอทุกวัน
ภาพตรงหน้าหวาดหวั่นจนฉันกลัว
“ลำธารนี้ไร้เจ้าของ ดื่มก่อนไหม
มันทอดไกลมีแต่ให้ไปถ้วนทั่ว”
ขณะเอ่ยใจฉันสั่นระรัว
เธอส่ายหัวเม้มปากเตรียมจากไป
“เดี๋ยว” ฉันร้อง–จ้องมองหน้า
เธอเก็บซ่อนน้ำตาไว้ไม่ไหว
ความเหนื่อยล้าคอยกระทำฉีกช้ำใจ
จนภายในมอดไหม้ไร้ชิ้นดี
“ออกไป!” เธอตะคอก บอกฉัน
ร่างนั้น มีรอยหวายอยู่หลายที่
คนบนบ่ายิ้มร่าไม่ปรานี
เสียงโบยตีคลุ้มคลั่งร้องกังวาน
“คุณไม่มีสิทธิ์อย่างนั้น” ฉันว่า
คนบนบ่าตอบกลับมาเสียงหยาบกร้าน
ด้วยท่าทีเย่อหยิ่งในวิญญาณ
“ทำไมหรือ? ทาสบริวารของฉันเอง”
“เร็วเข้า นังโง่”
หวายเส้นโตเงื้อใส่ให้รีบเร่ง
ศีรษะเธอถูกย่ำไม่ยำเกรง
ราวบทเพลงผองทาสร้องขาดใจ
“ช่วยด้วย ปลดปล่อยฉันที
ให้ฉันมีอิสระจะได้ไหม”
เธอร้องด้วยความหวังจากข้างใน
คล้ายดวงใจแตกปะทุและผุพัง
ฉันรวบรวมแรงกายและความกล้า
กระโดดผลักคนบนบ่าผู้บ้าคลั่ง
หลายรอบ หอบทรุด สุดกำลัง
เธอก็ยังย่อเข่าให้เขายืน
กรงเล็บจิกเนื้อเหลือจะกล่าว
บนเสื้อขาวเลือดหลั่งไปทั้งผืน
เสียงเธอร้องร่ำและกล้ำกลืน
ฝืนยืน ยันร่าง อย่างเดียวดาย
เธอร้องโอด “โปรดช่วยฉันอีกครั้ง”
ฉันรวบรวมกำลังครั้งสุดท้าย
หวังผลักเขาทรุดหน้าลงมาตาย
เสียงร้องไห้เธอก้องดังไปทั้งทรวง
แต่พระเจ้า! ที่มองว่าน่าจะใช่
ฉันเข้าใจพลาดผิดคิดแก้บ่วง
เธอร่วมมือกับเขาคล้ายเงาลวง
ผลักฉันร่วงจนร่างล้มแทบจมดิน
หมดทางช่วยลุกฝืนยืนไม่ไหว
เสียงร้องไห้ค่อยห่างไปไม่จบสิ้น
เคล้าเสียงเย้ยของมันฉันได้ยิน
โชยกลิ่นเลือดโซมร่างบนทางไกล
เงยหน้ามองท่ามกลางความมืดมิด
หลายชีวิตบนพื้นกว้างเส้นทางใหญ่
ไม่ยอมรับการมีอยู่ของหัวใจ
ตกเป็นบ่าวไพร่สัญชาตญาณ
ฉันลุกยืนอย่างปวดแสบแทบกระอัก
พยุงร่างหนักหนักเดินกลับบ้าน
เห็นเงาดำสะท้อนไหวในลำธาร
ยืนตระหง่านเหยียบหัวตัวฉันเอง
