bg-single

เลี้ยงพระ-เซ่นผี ในชุมชนชาวบ้าน

27.09.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

เดือนสิบ หมายถึงเดือนลำดับที่ 10 ของปีนักษัตร (ตามปฏิทินจันทรคติ) ตรงกับปฏิทินสากลราวสิงหาคม-กันยายนของที่ราบลุ่มเจ้าพระยาภาคกลาง ตั้งแต่ตอนบนลงมาถึงตอนล่าง รอบอ่าวไทยจะมีน้ำนองหลากทุ่งนา ประชาชนมีพิธีเลี้ยงพระและเซ่นผี เป็นประเพณี “ผี-พราหมณ์-พุทธ”

ศาสนาพราหมณ์ (ในอินเดีย) มีพิธีสารท หรือ “ศารท” คือทำบุญเลี้ยงพราหมณ์ด้วยข้าวปลาอาหารพิเศษ คือ “กระยาสารท” (กระยา แปลว่า อาหาร)

ศาสนาพุทธแปลงพิธี “ศารท” ของพราหมณ์ เป็น “สารท” ของพุทธ แล้วทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์

ศาสนาผีของประชาชนผนวกเข้ากับพราหมณ์-พุทธของชนชั้นนำ ด้วยพิธีเลี้ยงผีหรือเซ่นผีบรรพชน หรือ “ผีตายาย” (บรรพชนฝ่ายหญิง) ได้แก่ พิธีแซนโฎนตา (ในกลุ่มพูดตระกูลภาษาเขมร) บางแห่งเรียกเปรต ได้แก่ งานชิงเปรต ฯลฯ

เมื่อรับศาสนาฮินดู-พุทธจากชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) ผู้คนในสุวรรณภูมิ (อุษาคเนย์) ที่นับถือศาสนาผีมาแต่ดั้งเดิมก็ปรับพิธีพราหมณ์-พุทธให้เข้ากับผี โดยยกข้าวเป็นเรื่องหลักในการทำบุญเลี้ยงพระ แล้วเลี้ยงผีไปพร้อมกัน เช่น พิธีสารทมีกระยาสารท, พิธีกวนข้าวทิพย์มีข้าวทิพย์, จนถึงพิธีเลี้ยงผี (เปรต) มีข้าวเปรต ฯลฯ

สารท มีรากจากภาษาสันสกฤต (รูปคำเดิมว่า ศารท) หมายถึง สุภาพ เรียบร้อย, ใหม่ แต่อีกความหมายหนึ่งคือปีที่เป็นฤดูกาลซึ่งข้าวอันสุกในฤดูร้อน แล้วใช้เรียกพิธีกรรมอย่างหนึ่งของพราหมณ์ว่าพิธีศารท เอาข้าวอันสุกคารวงใหม่ๆ มาทำเครื่องกินให้พราหมณ์อย่างข้าวทิพย์บ้าง กระยาสารทบ้าง

กระยาสารท (กระยา แปลว่า เครื่องสำรับ เครื่องกิน) หมายถึงขนมทำด้วยถั่ว งา และข้าวเม่า ข้าวตอก กวนกับน้ำตาลหรือน้ำอ้อย เอาไปถวายพระ มีพรรณนาในนิราศเดือนของเสมียนมี (หรือหมื่นพรหมสมพัตสร) กวีสมัย ร.3 ว่า

๏ ถึงเดือนสิบเห็นกันเมื่อวันสารท ใส่อังคาสโภชนากระยาหาร

กระยาสารทกล้วยไข่ใส่โตกพาน พวกชาวบ้านถ้วนหน้ามาธารณะ

กระยาสารทของพราหมณ์แท้ๆ แต่โบราณจะเป็นอย่างไรแน่? คงไม่จำเป็นต้องค้นหา แต่ที่นิยมกินในเมืองไทยก็เป็นอย่างไทย เพราะปรุงอย่างไทยไปแล้ว ดังพระราชนิพนธ์ของ ร.5 ว่า “ตกลงเป็นข้าวทิพย์และกระยาสารทของเรานี้ก็เป็นอย่างไทย ทำสำหรับคนไทยกินอร่อย เป็นแต่ยืมชื่อของเก่ามาใช้เท่านั้น”

ชื่อข้าวทิพย์กับกระยาสารท หมายถึงข้าวอย่างหนึ่งในพิธีพราหมณ์ ซึ่งพบในพระราชนิพนธ์ ร.5 บอกว่าเป็นอย่างเดียวกับข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาปรุงถวายพระพุทธเจ้า แต่เมื่อมาถึงเมืองไทยนานเข้าก็เหลือเป็นอาหารเฉพาะข้าวทิพย์ ส่วนกระยาสารทกลายเป็นขนมตามฤดูกาล

ข้าวกรู-ข้าวเปรต

สารทเดือน 10 มีทำข้าวกรู ข้าวเปรต เพื่อเซ่นผีหรือเลี้ยงผีบรรพชนปู่ย่าตายาย มีในพระราชนิพนธ์ ร.5 หนังสือเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน ดังนี้

“กระทงข้าวกรูนั้นใช้กระบุง มีกระบอกสักหวายติดอยู่กลางกระบุง แล้วหุ้มใบตองจัดของกินคาวหวานลงในกระบุงหรือกระทงนั้น แล้วมีต้นไม้ปักที่กระบอกกลางกระบุง

บนต้นไม้นั้นมีธงจระเข้ตัดด้วยเศษผ้านุ่งผ้าห่มเล็กน้อยแขวนรุงรังไป มีดอกไม้จีนประดับช่วยให้งามด้วย ที่ลำต้นของต้นไม้นั้นผูกดอกตะแบกช่อหนึ่งหรือสองช่อ มีเทียนธูปเสียบไม้กลัดอย่างละดอกเหน็บที่ปากกระบุงสำหรับทรงจุด

เมื่อทรงบูชาพระพุทธรูปแล้ว กระทงข้าวกรูนี้ยกไปถวายพระสงฆ์ฉัน”

ข้าวกรูมีชื่ออยู่ในพระราชนิพนธ์ ร.5 อีกว่า

“คำที่เรียกว่าข้าวกรูนั้น ชะรอยจะมาจากภาษามคธว่ากุระ แปลว่าข้าวอย่างหนึ่ง ตามดิกชันนารีชิลเดอร์แปลว่า ข้าวต้มให้สุกแล้ว แต่เรียกซึมซาบกันไปก็กลายเป็น กรู ครั้นเมื่อกรูแปลไม่ออกแล้วจึงมีผู้เดาเป็นตรูต่อไปอีกเพื่อจะให้ได้ความ แต่เหตุใดจึงมาทำข้าวกรูกันในฤดูสารท ไม่ได้ความ หรือจะทำให้เป็นคู่กันกับข้าวผอกกระบอกน้ำซึ่งได้ทำในเวลาตรุษสุดปีบ้างดอกกระมัง”

ข้าวเปรต ในพระราชนิพนธ์ ร.5 ว่าเห็นจะมาจากเครื่องเซ่นของลาว ที่ได้แบบจากฮินดูมาผสมในสมัยหลัง ดังนี้

“ข้าวเปรตนี้ เห็นจะติดมาแต่ผู้ที่เคยเซ่นผีปู่ย่าตายายอย่างฮินดู ถ้ามิฉะนั้นดีร้ายก็จะมาจากลาวอยู่ในเรื่องเซ่นผี”

“เรื่องข้าวเปรตที่ไม่ได้ทำบุญสุนทานอันใด เป็นแต่เอาไปกองไปทิ้งให้อย่างเซ่นผี”

รุมแย่งขนมที่ตั้งเปรตในงานสารทเดือนสิบ เพราะเชื่อว่าขนมที่ผ่านการทำพิธีแล้วจะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว (ภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 5, 2542)

นิทานข้าวกรู ข้าวเปรต

ร. 5 ทรงเล่าไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า ข้าวกรูมีนิทานกำกับว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเปรต ดังนี้

“มีพรานเนื้อคนหนึ่งเมื่อไปไล่เนื้อกลับมาถึงบ้าน ก็แจกเนื้อให้แก่เด็กๆ ทั้งปวง

วันหนึ่งพรานไปไม่ได้เนื้อ จึงเก็บดอกตะแบกหรือดอกราชพฤกษ์ก็ว่า ประดับกายและหาบมาเป็นอันมาก ครั้นเมื่อมาถึงประตูบ้าน เด็กๆ ทั้งปวงก็มาขอเนื้อตามเคย พรานจึงแจกดอกตะแบกให้คนละช่อ ครั้นพรานนั้นตายไปเกิดในเปตนิกาย มีดอกตะแบกเป็นเทริดศีรษะเดินไปในน้ำหวังจะไปหาอาหารที่บ้าน

ในเวลานั้นโกฬิยะอำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสารออกไปชำระความผู้ร้ายตามหัวเมือง ล่องเรือมาเห็นเปรตนั้น ไต่ถามได้ความแล้วก็มีความกรุณา จึงว่าข้าวสัตตูของเรามีทำไฉนท่านจึงได้

เปรตนั้นตอบว่า ถ้าในเรือนี้มีอุบาสกตั้งอยู่ในสรณะ ท่านจงให้ข้าวนั้นแก่อุบาสก แล้วอุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่เรา

อำมาตย์นั้นก็ทำตาม เปรตได้อนุโมทนาตั้งอยูในความสุขแล้ว จึงสั่งว่าให้ท่านทั้งหลายกรุณาแก่เปตนิกาย เมื่อทำกุศลสิ่งใดๆ แล้วให้อุทิศส่วนบุญให้

ครั้นเมื่ออำมาตย์กลับมาถึงบ้าน นิมนต์พระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์บริสัชมาถวายทาน แล้วกราบทูลเรื่องเปรตนั้นให้ทรงทราบ พระองค์จึงทรงอธิษฐานให้มหาชนประชุมพร้อมกัน แล้วแสดงเปตนิกายให้ปรากฏ มีเรื่องราวกล่าวมาดังนี้”

เปรตเป็นผี เรียก ผีเปรต เป็นความเชื่อดั้งเดิม มีในพระราชนิพนธ์ของ ร.5 ดังนี้

“เรื่องเปรตนี้ เป็นสัตว์จำพวกหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกในศาสนาพราหมณ์โบราณ ตามสำนวนสันสกฤตว่า ปิตรี หมายเอาว่าเป็นผีจำพวกหนึ่งซึ่งเป็นปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องของชนทั้งปวง ตายไปเป็นปิตรี มีออกชื่อและเล่าเรื่องราวที่มาวุ่นวายต่างๆ ถี่ๆ เปรตคือออกจากปิตรีนี้เอง

ที่มามีกล่าวถึงในพระพุทธศาสนาด้วย ก็จะเป็นอนุโลมมาจากศาสนาเดิม ซึ่งคนในประเทศอินเดียถือกันอยู่ว่ามีมาแต่โบราณแล้วนั้น จะตัดสินคัดค้านเสียว่าไม่มีกล่าวถึงในพระพุทธศาสนาแต่เดิมเลยก็ยากอยู่”

งานชิงเปรต เดือน 10 ของภาคใต้ สืบเนื่องจากประเพณีพิธีกรรมเซ่นผีบรรพชนด้วย “ข้าวต้มลูกโยน” ทำจากข้าวเหนียว ซึ่งเป็นอาหารหลักของบรรพชนหลายพันปีมาแล้ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เลี้ยงพระ-เซ่นผี ในชุมชนชาวบ้าน
‘สื่อสาร’
E-DUANG | ภาพจำ จากกรณี น้ำท่วมใหญ่ ถอดบทเรียน อย่างมีบูรณาการ
“Casio”เรือนเขียวเดินช้า | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เครื่องรางชั้นสูง ‘ตะกรุดเก้ากุ่ม’ หลวงพ่อครูบาวัง วัดบ้านเด่น สุดยอดวัตถุมงคลจังหวัดตาก
ล้อมคอก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
ข้าวผัดน้ำพริกปลาทู
กระต่ายจันทร์
อสังหาฯ ปรับตามกำลังซื้อ
สารพันปัญหาเอเชี่ยนเกมส์ เมื่อญี่ปุ่นลดไซซ์เพื่อความยั่งยืน
ฮุนได STARIA Hybrid 11 ที่นั่ง ขุมพลังทางเลือกใหม่ ครั้งแรกในไทย
อ่านคนไร้ราก (3)