| การศึกษา
เริ่มเห็นเค้าลางความสำเร็จ สำหรับการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ล่าสุด
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดผลการรับฟังความคิดเห็น พบว่า มีผู้เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวสูงถึง 92.25% ขณะที่ตัวเลขไม่เห็นด้วยเพียง 5.88%
นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า สกศ.เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย หรือ law.go.th ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม-25 สิงหาคม 2569 รวม 30 วัน มีผู้เข้าชมข้อมูล 11,845 ครั้ง และมีผู้ร่วมตอบแบบสำรวจ 1,190 ราย โดยกลุ่มที่ร่วมแสดงความคิดเห็นมากที่สุดคือ ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา 759 ราย หรือ 66.23% รองลงมาเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา 181 ราย หรือ 15.80%
ภาพรวมความคิดเห็นสะท้อนการสนับสนุนหลักการและเจตนารมณ์ของร่างกฎหมาย โดยเฉพาะการปรับระบบการศึกษาไปสู่ “การศึกษาฐานสมรรถนะและผลลัพธ์การเรียนรู้” การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ตลอดจนการกระจายอำนาจและสร้างความเป็นอิสระให้สถานศึกษา
นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับการปรับระบบประกันคุณภาพการศึกษาให้ประเมินจากสภาพจริง ลดภาระเอกสารของครู และยกระดับบทบาทครูเป็นผู้เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ มากกว่าการแบกรับภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน
ที่น่าสนใจคือ ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นกว่า 92% เห็นด้วยกับการกำหนดให้กฎหมายฉบับนี้เป็น “ธรรมนูญการศึกษา” เพื่อกำหนดทิศทางการศึกษาในระยะยาว โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และมีกลไกเชิงบูรณาการผ่านคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ เชื่อมโยงการพัฒนาคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชรา
หลักการสำคัญอีกด้านคือ การทำให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการจัดการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ การเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้ การบริหารทรัพยากร ตลอดจนการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติที่เปิดให้จังหวัดและสมัชชาการศึกษามีส่วนร่วม
รวมถึงการวางหลักธรรมาภิบาล เช่น การเปิดเผยบัญชีรายรับ-รายจ่ายของสถานศึกษาต่อสาธารณะ การบริหารข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อย่างไรก็ตาม เสียงที่ไม่เห็นด้วยและข้อเสนอเพิ่มเติมแม้มีสัดส่วนไม่มาก แต่ก็เป็นส่วนที่ต้องนำไปพิจารณาอย่างละเอียด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการนำกฎหมายไปใช้จริง
ทั้งกลุ่มศึกษานิเทศก์และผู้บริหารการศึกษาเสนอให้กำหนดนิยาม สถานะ และบทบาทให้ชัดเจน รวมถึงรักษามาตรฐานวิชาชีพและระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อไม่ให้การปรับโครงสร้างการศึกษากระทบต่อระบบวิชาชีพที่มีอยู่
การกระจายอำนาจที่ต้องไม่ทิ้งโรงเรียนเล็กไว้ข้างหลัง แม้ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นจะสนับสนุนการกระจายอำนาจด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร และการบริหารทั่วไปไปยังสถานศึกษา แต่มีข้อท้วงติงสำคัญว่า การให้อิสระต้องมาพร้อมกับ “ความพร้อม”
โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และศักยภาพในการบริหารจัดการ หากเร่งให้อิสระเต็มรูปแบบโดยไม่มีระบบสนับสนุน อาจกลายเป็นการเพิ่มภาระมากกว่าการปลดล็อก
รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ “คนทำงานจริง” มีเสียงในบอร์ดนโยบาย โดยข้อเสนอสำคัญคือการปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ โดยเพิ่มผู้แทนจากผู้ปฏิบัติงานจริง ทั้งครู ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เหตุผลสำคัญคือ ต้องการให้โครงสร้างคณะกรรมการมีความสมดุล และสะท้อนเสียงจากพื้นที่มากขึ้น ไม่ใช่การออกแบบนโยบายจากส่วนกลางเพียงด้านเดียว
“ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงร่างกฎหมายให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ก่อนเสนอ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณา และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติหลักการ โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ จากนั้นตั้งเป้านำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาภายในสมัยประชุมที่สิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2569”
“การดำเนินการที่ผ่านมาไม่พบอุปสรรคหรือข้อขัดข้องสำคัญ เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ทุกฝ่ายมีความคาดหวังว่าร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ จะสามารถประกาศใช้ได้โดยเร็ว และเป็นสารตั้งต้นในการปลดล็อกข้อจำกัด รวมถึงวางรากฐานการปฏิรูปการศึกษาไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์กับผู้เรียนอย่างแท้จริง” นายประวิตกล่าว
แม้ผลประชาพิจารณ์จะส่งสัญญาณสนับสนุนร่างกฎหมายอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเพราะหลายภาคส่วน โดยเฉพาะแวดวงการศึกษา ที่ต้องการให้ธรรมนูญการศึกษาฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ หลังยืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี ส่งผลให้การพัฒนาการจัดการการศึกษาของไทยเดินหน้าไปได้ไม่เต็มที่ หลายเรื่องยังติดอยู่กับข้อจำกัดของโครงสร้างและกฎหมายเดิม
ดังนั้น จึงหวังว่า พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับนี้จะสามารถ “ปลดล็อก” การศึกษาไทย ลดข้อจำกัด และเปิดทางให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้จริง เพื่อให้การบริหารจัดการการศึกษาเดินหน้าได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
และตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม
