เธอชื่อ “ซีงู้”
ถ้าในจักรวาลของมาร์เวล มี “กัปตันมาร์เวล” ที่ทั้งสวย ทั้งเก่ง คอยปกป้องจักรวาลของมาร์เวล “ซีงู้” ก็คือ “กัปตันซีงู้” ที่ทั้งสวย ทั้งเก่ง คอยปกป้องจักรวาลของ “ซีงู้”
เธอเป็น “ยอดมนุษย์” ในจักรวาลของเธอ ซึ่งเหนือกว่า “ยอดมนุษย์” ทั้งหลายทั้งปวงที่เคยมีมา
ไม่ว่าจะในจักรวาลของเธอ หรือในจักรวาลไหนๆ ก็ตาม
ผมได้รับรู้พลังของเธอโดยบังเอิญ จากการท้าทายอำนาจของเธอตรงๆ ทั้งจากความพลั้งเผลอ และทั้งจากความตั้งใจ
หรือบางทีอาจเป็นความจงใจ เพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง
เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นจากความไม่รักในความรู้สึกของวัยเด็ก ที่สัมผัสได้ถึงความไม่รักเด็กของป้าคนหนึ่ง ซึ่งต่างจากป้าอีกคนแทบจะสิ้นเชิง
ผมมีป้าสองคน ป้าคนโตเป็นคนทำอะไรเชื่องช้า ตามแบบแผน รักเด็ก จริงใจ และใจดี
ขณะที่ป้าคนรองเป็นคนทำอะไรรวดเร็ว กระฉับกระเฉง ทันสมัย ไม่รักเด็ก ขี้ระแวง และไม่เคยไว้วางใจใครเลย
ผมไม่แน่ใจว่า ที่เธอเป็นอย่างนี้ เป็นเพราะเธอรู้สึกหรือคิดเอาเองหรือไม่ว่า ย่าของผม ซึ่งเป็นแม่ของเธอ รักพี่สาวของเธอมาก แต่รักเธอน้อยเหลือเกิน
“ซีงู้” เคยเล่าให้ผมฟังว่า เธอต้องทำงานสารพัดอย่างในบ้านตามคำสั่งย่าของผม แล้วก็ยังต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เช่นเดียวกับพี่สาวของเธอ
แต่ดูเหมือนย่าของผมจะไม่ค่อยถูกใจ แถมยังชอบดุว่าเธออยู่บ่อยๆ
นี่อาจเป็นปมในใจของเธอ จนกลายเป็นแรงขับดัน กระทั่งเธอสามารถปะทุพลังที่เก็บกดไว้ภายในให้ออกมาสู่ภายนอกได้อย่างทรงพลัง
ในความทรงจำอันเลือนรางของผม เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ ที่พ่อแม่บังเกิดเกล้าได้ส่งตัวผมจากต่างจังหวัดให้มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของย่า
ผมได้รับรู้พลังของเธอโดยบังเอิญในสายวันหนึ่ง ที่แสงแดดแผดเผาบนหลังคารั้วตะแกรงโปร่งโล่ง
ไม่ชัดเจนนักว่า ผมขุ่นมัวและขัดเคืองป้าของผมในเรื่องใด แต่แจ่มชัดเหลือเกินว่า ผมได้ทำอะไรลงไปในช่วงเวลานั้น
ที่ผมทำก็คือ ปิดประตูลงกลอนจากภายใน ขัง “ซีงู้” ที่ขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้นห้า เพื่อตากผ้าที่ซักไว้
หลังจากนั้น ผมก็เดินลงมาอยู่ที่ชั้นล่างสุด และเล่นอะไรเรื่อยเปื่อยอย่างสนุกสนาน
ไม่ชัดเจนนักว่า เวลาผ่านไปนานเท่าไร นับจากที่ผมได้ปิดประตูลงกลอน แต่น่าจะร่วมๆ ครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ในความทรงจำของป้าคนโตที่บอกเล่าเรื่องนี้อีกหลายครั้งอย่างมีอารมณ์ขัน
และน่าจะแจ่มชัดเหลือเกินในความทรงจำของอีกหลายบุคคลที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนั้น
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เสียงร้องของ “ซีงู้” ทรงพลังอย่างยิ่ง
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เสียงนั้น แทรกซึมไปทั่วทุกอณูขุมขน ทั้งโหยไห้ ทั้งปวดร้าว ทั้งเรียกร้อง และทั้งเป็นเสมือนคำสั่งให้ทุกผู้คนที่ได้ยินต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
“ซีงู้” เคยเล่าเรื่องนี้เมื่อผมถามถึง โดยตอบเพียงสั้นๆ ว่า เธอแค่พูดเบาๆ ซ้ำๆ เท่านั้นเอง
“ไอ้ตี๋ มาเปิดประตูให้อั๊วเดี๋ยวนี้นะ”
ไม่ชัดเจนนักว่า ผมในตอนนั้นรู้สึกนึกคิดอย่างไร แต่แจ่มชัดเหลือเกินเมื่อหวนนึกถึงในห้วงเวลาปัจจุบัน
เพราะจู่ๆ ผมก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทั่วทั้งตัวอย่างฉับพลัน!
หลังจากย่าของผมเสียไป ป้าทั้งสองก็อยู่ด้วยกันเพียงสองคนอย่างปกติสุข ในสายตาของคนภายนอกทั่วไป
แต่ผมก็ไม่แน่ใจนักว่า ความสัมพันธ์ระหว่างป้าทั้งสองจะเป็นปกติสุขหรือไม่
เพราะบ่อยๆ ครั้งที่ผมได้ยินและได้เห็น มักจะเป็นการแสดงอำนาจเพื่อแสดงความเหนือกว่าของป้าคนรองต่อป้าคนโต ทั้งโดยคำพูด ท่าทาง ฯลฯ
แต่ทั้งหมดที่ว่านั้นก็ดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุขในสายตาของคนภายนอกทั่วไป
กระทั่งป้าคนโตเสียชีวิตในสายวันหนึ่ง
ในความทรงจำของผม ไม่ชัดเจนนักว่า ในวันนั้น “ซีงู้” รู้สึกอะไรและอย่างไร แต่แจ่มชัดเหลือเกินว่า “ซีงู้” แสดงออกเสมือนเป็นเพียงเหตุการณ์ปกติธรรมดา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงไป
หลังการจากไปของป้าคนโต ญาติๆ ลงความเห็นร่วมกันว่า “ซีงู้” ควรต้องมีคนดูแล
และนั่นก็ทำให้ “ซีงู้” ตกลงปลงใจไปอยู่กับน้องสาวของผมที่ต่างจังหวัด โดยมีแม่ของผมที่ไปช่วยเลี้ยงหลานซึ่งเป็นลูกคนเดียวของน้องสาวของผม ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ นัยว่าจะได้อยู่เป็นเพื่อนกัน
แล้วเรื่องของเรื่องก็ดูเหมือนว่าจะดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุข
กระทั่ง “ซีงู้” ได้สำแดงพลังของเธอออกมาอย่างต่อเนื่อง และทรงพลังอย่างถึงที่สุด
ว่าไปแล้ว นับจากวันที่ผมได้รับรู้พลังของ “ซีงู้” โดยบังเอิญ ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรมากระตุ้นความทรงจำ และผมเองก็ลืมเลือนเรื่องนี้ไปแทบจะสิ้นเชิง
วันเวลาผ่านไป จนย่าของผมจากไป จากนั้นก็เป็นป้าคนโตที่จากไปอีกคน
แล้ว “ซีงู้” ก็ตกลงปลงใจไปอยู่กับน้องสาวของผม โดยมีแม่ของผมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
เริ่มแรกน้องสาวของผมจัดให้ “ซีงู้” นอนร่วมห้องกับแม่ของผม แต่ดูเหมือนจะมีอะไรหลายอย่างไม่ลงตัวนัก น้องสาวของผมจึงเคลียร์ห้องเก็บของเพื่อยกให้เป็นห้องส่วนตัวของ “ซีงู้”
เรื่องของเรื่องก็ดูเหมือนว่าจะดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุข
กระทั่งทุกคนในบ้านเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ
เช่นว่า ไฟวิบๆ วับๆ ติดๆ ดับๆ ที่เกิดขึ้นแทบจะทุกพื้นที่ของบ้านในยามค่ำคืน
เช่นว่า เสียงงึมๆ งำๆ สูงๆ ต่ำๆ ที่ดังขึ้นไม่เลือกเวลา
เช่นว่า เศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่กระจายเกลื่อนกลาดบนพื้นบ้าน โดยมีข้อความเหมือนเขียนด้วยลายมือขยุกขยิก แต่อ่านใจความไม่ได้ชัดเจนว่าสื่อสารเรื่องอะไร
ฯลฯ
จากนั้นไม่นานนัก แม่ของผมก็ออกปากว่าจะกลับไปอยู่บ้านของเธอ
ต่อมา ก็เป็น “ซีงู้” ที่ขอกลับไปอยู่บ้านเดิม โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จะกลับ พร้อมกับย้ำแล้วย้ำอีกว่า อยู่คนเดียวได้อย่างแน่นอน
“ซีงู้” กลับมาอยู่คนเดียวที่บ้านเดิม คราวนี้เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องเข้าไปดูแลให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ช่วงแรกๆ ผมเข้าไปแทบจะทุกวัน และเธอก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เธออยู่ได้อย่างมีความสุขดีเหลือเกิน
“ซีงู้” เล่าว่า เธอชอบเดินไปตลาดในช่วงเช้าที่แดดยังไม่จัด ซื้อกับข้าว ขนม ผลไม้ ฯลฯ กลับมากินที่บ้าน บางครั้งพ่อค้าแม่ค้าใจดีก็แถมให้ หรือไม่ก็ให้ของอื่นๆ กลับมากิน
เธอหัวเราะและว่า พ่อค้าแม่ค้าชอบทักชวนคุย บอกคุณยายแข็งแรงมากเลย แล้วก็จะตกใจเมื่อรู้ว่า อายุของเธอเกือบจะเก้าสิบแล้ว
ในสายตาของคนทั่วๆ ไป หรือแม้แต่ผมเองในตอนนี้ ภาพของเธอก็คือคุณยายร่างเล็ก แข็งแรง กระฉับกระเฉง ชอบยิ้ม ชอบคุย มีน้ำใจ และใจดี
ผมยังชักชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ที่สนิทกันซื้อของกินของใช้แวะเข้าไปเยี่ยม และพูดคุยกับเธอบ่อยๆ
เรื่องของเรื่องก็ดูเหมือนว่าจะดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุข
กระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในช่วงเวลาตีสอง และเมื่อผมงัวเงียรับสาย ก็พบว่าปลายสายเป็นเสียงอันร้อนรนของ “ซีงู้” ที่พร่ำพูดซ้ำๆ คำเดียว แต่เหมือนเป็นเสียงสะท้อนก้องกลับไปกลับมาไม่รู้จบ
“ไอ้ตี๋ เพื่อนของลื้อขโมยเงิน ขโมยทองของอั๊วไปหมดแล้ว”
รุ่งเช้าวันใหม่ ผมรีบเข้าไปหา “ซีงู้” เพื่อสอบถามพูดคุยรายละเอียด และยืนยันว่า เพื่อนพ้องน้องพี่ที่สนิทกันไม่มีใครคนไหนมีพฤติกรรมเช่นว่านั้นแน่ๆ
แต่ “ซีงู้” ยังยืนกราน พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวเสียงราบเรียบ เสมือนเป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดา
“ซีงู้” บอกกับผมว่า เธอยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะหน้าไหนก็ทำผิดไม่ได้
เธอว่า เธอจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเธอเอง
เธอว่า หน้าที่ของเธอก็คือการทำร้ายและทำลาย เพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายและเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงให้หมดสิ้นไป
เธอว่า เธอจะปกป้องบ้านของเธอ ปกป้องโลกของเธอ และปกป้องจักรวาลของเธอ
ผมลา “ซีงู้” กลับออกมาด้วยความมึนงง นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
แล้วในที่สุด ผมก็ตัดสินใจโทรศัพท์ไปพูดคุยกับเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกัน และเคยเข้าไปเยี่ยม “ซีงู้” ด้วยกัน เพื่อบอกเล่าเรื่องราว และเลียบๆ เคียงๆ สอบถาม
เพื่อนรุ่นน้องปฏิเสธเสียงลั่นและหนักแน่นว่า ไม่มีเรื่องที่ว่าอย่างแน่นอน
ผมได้แต่ขอโทษขอโพย จนเพื่อนต้องปลอบใจกลับมา พร้อมกับแนะนำให้รอดูไปก่อน
หลังวางสาย เรื่องดังกล่าวก็ยังวนเวียนอยู่ในหัวตลอดทั้งวัน จนกลับถึงบ้านแล้ว ก็ยังเอาเรื่องนี้ออกจากหัวไม่ได้
แต่ในที่สุด ผมก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
กระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในช่วงเวลาตีสาม และเมื่อผมงัวเงียรับสาย ก็พบว่าปลายสายเป็นเสียงอันร้อนรนของ “ซีงู้” ที่พร่ำพูดซ้ำๆ คำเดียว แต่เหมือนเป็นเสียงสะท้อนก้องกลับไปกลับมาไม่รู้จบ
“ไอ้ตี๋ เพื่อนของลื้อขโมยเงิน ขโมยทองของอั๊วไปหมดแล้ว”
ชีวิตผมวนเวียนอยู่อย่างนี้ในอีกหลายคืน เพื่อไปถึงบ้านของ “ซีงู้” ในรุ่งเช้าถัดไปอีกหลายวัน
แล้วคืนหนึ่งเสียงโทรศัพท์ก็หายไป
ผมไม่ได้แวะเข้าไปหา “ซีงู้” หลายวันเลยทีเดียว จนแน่ใจว่าไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางดึกอีกแล้ว ผมจึงแวะเข้าไปเยี่ยมเธออีกครั้ง
“ซีงู้” ยิ้มและหัวเราะอย่างร่าเริง เสมือนไม่เคยมีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้นมาก่อน
ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก พร้อมกับคิดว่า เฮ้อ! จบเรื่องเสียที
ผมลาเธอกลับออกมา และเรื่องของเรื่องก็ดูเหมือนว่าจะดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุข ผ่านคืนและวันที่ผ่านไปเรื่อยๆ อย่างเป็นปกติสุข
กระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในช่วงเวลาตีสี่ และเมื่อผมงัวเงียรับสาย ก็พบว่าปลายสายเป็นเสียงอันร้อนรนของ “ซีงู้” ที่พร่ำพูดซ้ำๆ คำเดียว แต่เหมือนเป็นเสียงสะท้อนก้องกลับไปกลับมาไม่รู้จบ
“ไอ้ตี๋ ลื้อขโมยเงิน ขโมยทองของอั๊วไปทำไม???”
รุ่งเช้าวันใหม่ ผมรีบเข้าไปหา “ซีงู้” เพื่อสอบถามพูดคุยรายละเอียด และยืนยันว่า ผมไม่มีพฤติกรรมเช่นว่านั้นแน่ๆ
แต่ “ซีงู้” ยังยืนกราน พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวเสียงราบเรียบ เสมือนเป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดา
“ซีงู้” บอกกับผมว่า เธอยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะหน้าไหนก็ทำผิดไม่ได้
เธอว่า เธอจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเธอเอง
เธอว่า หน้าที่ของเธอก็คือการทำร้ายและทำลาย เพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายและเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงให้หมดสิ้นไป
เธอว่า เธอจะปกป้องบ้านของเธอ ปกป้องโลกของเธอ และปกป้องจักรวาลของเธอ
ผมลา “ซีงู้” กลับออกมาด้วยความมึนงง นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
ในความทรงจำอันเลือนรางของผม ซ้อนทับด้วยภาพอะไรบางอย่างที่ตัดสลับกับภาพพร่ามัวของเหตุการณ์ในช่วงที่ “ซีงู้” ตกลงปลงใจไปอยู่กับน้องสาวของผมที่ต่างจังหวัด
เหมือนว่า เป็นความไม่ปกติ
ไฟวิบๆ วับๆ ติดๆ ดับๆ เกิดขึ้นแทบจะทุกพื้นที่ของบ้านในยามค่ำคืน
เสียงงึมๆ งำๆ สูงๆ ต่ำๆ ดังขึ้นไม่เลือกเวลา
เศษกระดาษชิ้นเล็กๆ กระจายเกลื่อนกลาดบนพื้นบ้าน โดยมีข้อความเหมือนเขียนด้วยลายมือขยุกขยิก แต่อ่านใจความไม่ได้ชัดเจนว่าสื่อสารเรื่องอะไร
ฯลฯ
จู่ๆ ผมก็นึกถึง “ไฟฉาย” ที่ผมต้องคอยเปลี่ยนถ่านให้กับ “ซีงู้” อยู่เรื่อยๆ
จู่ๆ ผมก็นึกถึงเสียงท่องบ่นเหมือนสวดมนต์ที่ “ซีงู้” เคยสอนให้ท่องตามในตอนเด็กๆ นัมมู… นัมมู… นัมมู…
จู่ๆ ผมก็นึกถึงเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่มีลายมือขยุกขยิกเสียบไว้อยู่หลังทีวี, ลิ้นชักตู้เก็บของ, ตู้เสื้อผ้า, โต๊ะวางของ, โต๊ะกินข้าว, หลังตู้เย็น, บนพื้นบ้าน ฯลฯ
มันคือคำสาปแช่ง พร้อมกับการกำกับคาถาบทสวด เพื่อพิพากษา ตัดสิน ให้รถคว่ำ, เส้นเลือดสมองแตก, เป็นอัลไซเมอร์, เป็นอัมพาต, เดินไม่ได้, ต้องใช้ไม้เท้า, นอนติดเตียง ฯลฯ
มันคือคำสาปแช่งที่มีต่อ “มนุษย์ต่างดาว” ต่างเชื้อชาติ ต่างความเชื่อ ฯลฯ
มันคือคำสาปแช่งที่มีต่อ “มนุษย์ร่วมโลก”
มันคือคำสาปแช่งที่มีต่อแมว หมา และสารพัดสัตว์ที่มาขี้เยี่ยวหน้าบ้าน ในบ้าน ฯลฯ
มันคือคำสาปแช่งที่มีต่อญาติ พี่ น้อง เพื่อนพ้อง มิตร สหาย ทั้งที่สนิทและไม่สนิท
และมันคือคำสาปแช่งที่มีต่อ “ไอ้ตี๋” อย่างผมด้วย!!!
“ซีงู้” บอกกับผมว่า เธอยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะหน้าไหนก็ทำผิดไม่ได้
เธอว่า เธอจะจัดการทุกเรื่องด้วยตัวเธอเอง
เธอว่า หน้าที่ของเธอก็คือการทำร้ายและทำลาย เพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายและเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงให้หมดสิ้นไป
ทั้งหมดที่ว่านี้ ล้วนผ่านการพิจารณา กลั่นกรอง พิพากษา และตัดสินโดยมุมมองของเธอ
เพื่อสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ควรจะเป็น และสิ่งที่ต้องเป็น
ทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรต้องสงสัย และไม่มีใครควรต้องสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น
นี่คือสิ่งที่ “ยอดมนุษย์ซีงู้” ต้องกระทำด้วยตัวเธอเอง
เพื่อปกป้องบ้านของเธอ ปกป้องโลกของเธอ และปกป้องจักรวาลของเธอ
เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นอีกครั้ง ผมรับสาย เสียงปลายสายเรียกชื่อผมเบาๆ
“คุณตี๋ ใช่มั้ยคะ พี่อิ๋งเองค่า”
“คุณตี๋ คะ เมื่อคืนนี้ ตอนตีสองเห็นจะได้ คุณป้าของคุณตี๋โทร.หาพี่อิ๋ง โวยวายใหญ่เลยค่ะว่ามีโจรเข้ามาขโมยของที่บ้านเธอ” ปลายสายพูดต่อ โดยไม่เว้นช่วงหายใจ
“พี่อิ๋งบอกคุณป้าไปว่า ไม่น่ามี แต่เธอก็ไม่ยอมฟัง พี่ก็เลยวางสาย คุณป้าก็พยายามโทร.มาอีกสองสามครั้ง แต่พี่ไม่รับแล้วค่า เฮ้อ! แล้วเมื่อเช้าพี่ดูกล้องวงจรปิด ก็ไม่มีอะไรเลยนะคะ”
“วันก่อนก็เดินมาหาคุณแม่ของพี่ หมาในซอยก็จะกัดเอา คุณแม่พี่เครียดมากเลยค่ะ” เธอพูดต่อและว่า “คนที่มาเช่าบ้านอยู่ข้างบ้านคุณป้าทั้งสองหลัง เขาขอย้ายออกไปหมดแล้วด้วยค่ะ”
“ตอนนี้พี่อิ๋งเองก็ลำบากเหลือเกินค่า ลำบากกาย ลำบากใจ ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว”
“คุณตี๋ช่วยจัดการให้หน่อยนะคะ พี่อิ๋งไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างนี้อีก พี่อิ๋งคงให้เช่าบ้านต่อไม่ได้แล้วค่า” ปลายสายทำเสียงเข้ม ก่อนจะวางสายไป
เธอชื่อ “ซีงู้”
เธอว่า หน้าที่ของเธอก็คือการทำร้ายและทำลาย เพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายและเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงให้หมดสิ้นไป
เพื่อปกป้องบ้านของเธอ ปกป้องโลกของเธอ และปกป้องจักรวาลของเธอ
ไม่แน่ชัดนักว่า เธอจะให้ผมสืบทอดภารกิจนี้ต่อไปหรือไม่ แต่แจ่มชัดเหลือเกินว่า นี่เป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง
หรือบางทีผมคงถูกทำให้สูญสลายไปเสียก่อนแล้วก็เป็นได้!!!
