ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติกับการดำรงอยู่ของรัฐบาล เป็นประเด็นที่ชวนให้ติดเสมอ
ในทางรัฐศาสตร์ มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า ผลของภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่มักจะนำไปสู่การสิ้นสุดของรัฐบาลในขณะนั้น แต่ถ้ารัฐบาลมีขีดความสามารถในการจัดการภัยทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ภัยที่เกิดขึ้นจะกลับเปลี่ยนไปเป็นเสียงสนับสนุนทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่า ข้อสังเกตทางรัฐศาสตร์เช่นนี้เป็นประเด็นท้าทายในการเมืองไทยอย่างมาก เพราะในบริบทของการเมืองไทย อาจจะยังไม่เห็นถึงปรากฏการณ์เช่นนั้น เช่น ในกรณีของ “มหาอุทกภัย 2554” ก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องล้มลงทันที
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลของเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เป็นปัจจัยสนับสนุนให้คนเข้าร่วมในการต่อต้านรัฐบาลจากการปลุกระดมของ “กลุ่ม กปปส.” แม้ว่าจุดเริ่มต้นของการประท้วงจะเป็นการคัดค้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก็ตาม
ประเด็นทางทฤษฎี
หากพิจารณาในทางทฤษฎีแล้ว เราจะเห็นถึงผลของภัยธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งอธิบายได้ว่า ภัยที่เกิดขึ้นทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศในยามวิกฤต เพราะภัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงองค์กรและหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลนั้น มักอยู่ในสภาวะที่ไม่ช่วยลดทอนผลของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้
ในสภาวะที่ประชาชนต้องเผชิญกับภัยเช่นนี้ การไร้ประสิทธิภาพของกลไกรัฐคือ เสียงเรียกร้องที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประกอบกับในภาวะเช่นนี้ บทบาทของผู้นำประเทศที่มีความรับผิดชอบในความเป็น “หัวหน้ารัฐบาล” เป็นอีกประเด็นที่สำคัญ ถ้าประชาชนผู้รับผลมีความรู้สึกว่า ผู้นำรัฐบาลไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเป็น “ผู้แก้ไขวิกฤต” แล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล
ดังนั้น ในภาวะที่สังคมต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ และรัฐบาลไม่ได้แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการแก้ปัญหาแล้ว เสียงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน หรือในอีกด้านหนึ่ง ปัญหานี้อาจนำไปสู่การเกิด “ม๊อบภัยธรรมชาติ” ที่ต่อต้านรัฐบาล
ในทางทฤษฎีจึงมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ภัยธรรมชาติจะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล หรืออาจนำไปสู่การล้มรัฐบาลได้ด้วย

ปัญหาและผลกระทบ
การศึกษาของนักรัฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหาผลกระทบทางการเมืองในกรณีนี้เกิดจาก
1) การให้ความช่วยเหลืออย่างล้าช้าของรัฐบาล จนประชาชนเห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล
2) ประชาชนผู้รับผลกระทบอยู่ในสภาวะของการล้มละลายทางเศรษฐกิจ หรือเกิดภาวะ “ยากจนทันที” เช่น บ้านเรือนถูกทำลาย และไม่มีเครื่องมือในการประกอบอาชีพเหลือ
3) เกิดการคอร์รับชั่นและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากบุคคลในรัฐบาล หรือภัยธรรมชาติยิ่งทำให้ภาพของการหาประโยชน์เช่นนี้ปรากฏชัดเจนขึ้น
4) ภัยธรรมชาติทำลายโครงสร้างพื้นฐาน จนความช่วยเหลือไม่สามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ อันทำให้เกิดความขาดแคลนทางด้านทรัพยากร จนประชาชนตกอยู่ในสภาวะที่ถูกทอดทิ้งจากภาครัฐ เช่น การขาดอาหาร น้ำ และที่พักพิง หรือขาดความช่วยเหลืออื่นๆ ที่จำเป็นในการดำรงชีพ
สภาวะเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าในบางกรณี อาจจะไม่เกิดแบบทันทีก็ตาม แต่ในหลายกรณี ผลของภัยเช่นนี้มักจะนำไปสู่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างแน่นอน หรือเกิดผลในทางจิตวิทยาการเมือง ที่คนในสังคมจะไม่ตอบรับกับการดำรงอยู่รัฐบาล หรือในทางกลับกันคือ เกิดเสียงเรียกร้องให้มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ในระดับที่ต่ำที่สุดที่ภัยธรรมชาติจะมีผลในทางการเมืองคือ รัฐบาลสูญเสีย “ความเชื่อมั่นทางการเมือง” (political trust) จากประะชาชน และอาจนำไปสู่การลงโทษทางการเมือง เช่น การไม่ลงเสียงให้ในการเลือกตั้งในอนาคต แต่ถ้าภัยพิบัติเกิดแล้วมีการเลือกตั้งตามมา รัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาจะไม่ได้คะแนนเสียงอย่างแน่นอน (เว้นแต่ในบางประเทศ นักการเมืองอาจเชื่อว่า เขาสามารถ “ซื้อเสียง” เพื่อแก้ปัญหานี้ได้)
แต่ถ้าภัยเกิดกับรัฐบาลที่อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภัยพิบัติ และทั้ง ประชาชนประสบความขาดแคลนอย่างมากแล้ว ปัญหานี้อาจนำไปสู่การจลาจล เช่น เกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในแบบของการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐ การเข้าทำลายและเผาบ้านนักการเมืองหรือสถานที่ราชการ เป็นต้น
ผลที่เลวร้ายที่สุดในบางกรณีคือ ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลอาจนำไปสู่การรัฐประหาร เพราะรัฐบาลอ่อนแอเกินไป จนไม่มีสถานะในการทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาประเทศ หรือภาวะเช่นนี้ทำให้กลไกรัฐที่คุมกำลัง ตัดสินใจเปลี่ยนรัฐบาลด้วยกำลัง
บริบทแบบไทยๆ
จากวิกฤตทางธรรมชาติที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2568 และเกิดซ้ำในปี 2569 นั้น ทำให้ผู้ประสบปัญหาหลายส่วนเห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลอยู่ค่อนข้างมาก … ในปี 2568 ปัญหาเกิดในภูมิภาค อาจจะทำให้รัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในบางส่วนได้ เช่น การเยียวยาที่หาดใหญ่ที่ยังมีปัญหาไม่จบ และยังเป็นประเด็นที่มีเสียงวิจารณ์การให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลอยู่มากพอสมควร
ในปีปัจจุบัน ปัญหาเกิดขึ้นกับพื้นที่เมืองหลวงของประเทศ จึงทำให้ผู้คนในหลายภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบเห็นภาพของประสิทธิภาพรัฐบาลในเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะภาพที่ปรากฏผ่านจอทีวีและภาพในโลกโซเชียล ที่ดูจะเป็นไปในทางลบต่อรัฐบาลอย่างมาก
ผู้คนในสังคมดูจะเริ่มรู้สึกมากขึ้นว่า รัฐบาลของนายกฯ อนุทินอ่อนแอในการรับมือกับภัยธรรมชาติ และไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหานี้ อันนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งต่อรัฐบาล และตัวนายกฯ เองอย่างมาก ดังจะเห็นชัดว่า เสียงของรัฐบาลตกลงอย่างมากในผลโพล แม้รัฐบาลจะมีความเข้มแข็งด้วยเสียงในสภา แต่วันนี้ รัฐบาลเองกลับมีความเปราะบางทางการเมืองอย่างมาก เพราะเสียงตอบรับรัฐบาลตกลงไม่หยุด
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและตัวนายกฯ อาจจะมีความมั่นใจในทางการเมืองว่า “นายกฯ อนุทินเป็นรัฐบาลที่โค่นไม่ได้” เพราะมีพลังพิเศษในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเสียงในองค์กรอิสระ เสียงในวุฒิสภา เป็นต้น ประกอบกับมีการสร้างความเชื่อว่า รัฐบาลนี้เป็น “รัฐบาลพิเศษ” ที่จะอยู่ได้ตลอดไป และจะไม่มีใครล้มได้
อีกทั้ง ยังมีการใช้ “กระแสชาตินิยม” จากปัญหากัมพูชามาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงรัฐบาลแบบไม่จบไม่สิ้นด้วยทิศทางแบบ “กระแสนำการเมือง การทหารตาม” ดังจะเห็นได้ว่า รัฐบาลไม่มีท่าทีในการแก้ปัญหานี้แต่อย่างใด
ความเปราะบางที่รออยู่ข้างหน้า
ผู้มีอำนาจทั้งที่อยู่ในและนอกรัฐบาลดูจะมีความเชื่ออย่างมากว่า ต่อให้รัฐบาลชุดนี้ทำอะไรไม่ถูกใจประชาชนอย่างไร ก็จะไม่มีทางที่ใครจะเปลี่ยนนายกฯ/รัฐบาลได้ เพราะความเป็น “รัฐบาลพิเศษ” ที่แม้ข้อคดีความที่เกิดขึ้นไม่สามารถสร้างผลกระทบต่อรัฐบาลได้เลย หรือแม้จะมีภัยธรรมชาติใด ก็แตะต้องรัฐบาลไม่ได้
แต่วิชารัฐศาสตร์ก็มีข้อเตือนใจว่า รัฐบาลที่เชื่อว่าโค่นไม่ได้นั้น มักจะจบลงด้วยการถูกโค่นเสมอ ตัวอย่างในยุคปัจจุบันที่เห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จการที่เข้มแข็งในอียิปต์และตูนีเซีย ที่ปกครองประเทศมายาวนาน และเชื่อว่าโค่นไม่ได้นั้น เมื่อต้องเผชิญวิกฤตในบ้าน ก็ถูกโค่นล้มด้วย “อาหรับสปริง” … ใกล้บ้านเรา รัฐบาลอำนาจนิยมของตระกูลราชปักษาในศรีลังกา ที่เชื่อว่าโค่นไม่ได้เช่นกัน เมื่อต้องเผชิญวิกฤต ก็ถูกโค่นด้วยการประท้วงของฝูงชน จนต้องหนีออกนอกประเทศ เพราะบางทีในทางการเมือง “ความเข้มแข็ง” ก็กลายเป็น “ความเปราะบาง” ไปได้อย่างคาดไม่ถึง
ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว เป็นเพียงข้อสังเกตของวิชารัฐศาสตร์ ซึ่งดูจะเป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมากในการเมืองไทยปัจจุบัน !
