ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
50 ปี 6 ตุลา (6)
ความผันผวนหลังไซ่ง่อนแตก
“ประเทศไทยไม่ใช่เวียดนาม และไม่มีวันเป็นเวียดนาม ยกเว้นในกรณีที่มีการแทรกแซงจากกองกำลังต่างชาติ”
พล.อ.สายหยุด เกิดผล
พคท. หายไปไหน? (2554)
ถ้ามองย้อนกลับพิจารณาอดีตของเหตุความรุนแรงทางการเมืองของไทยในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว ผมขอตั้งเป็นสมมุติฐานว่า จุดเปลี่ยนที่สำคัญของสถานการณ์ความมั่นคงไทย ที่ผลักดันให้กลุ่มการเมืองปีกขวาไทยต้องคิดถึงความอยู่รอดของรัฐไทยในอนาคตอย่างจริงจังคือ การสิ้นสุดของรัฐบาลฝ่ายขวาในเวียดนามใต้ ด้วยชัยชนะของกองทัพเวียดนามเหนือและพลพรรคเวียดกงในวันที่ 30 เมษายน 2518
แม้รัฐบาลฝ่ายขวาในกัมพูชาจะล้มลงก่อนด้วยชัยชนะของเขมรแดงในวันที่ 17 เมษายน 2518 แต่ผลจากการสิ้นอำนาจของรัฐบาลเวียดนามใต้นั้น ต้องถือว่ามีผลในทาง “จิตวิทยาความมั่นคง” อย่างมากต่อชนชั้นนำ ผู้นำทหารและพลเรือน รวมทั้งผู้มีอำนาจในภาคส่วนอื่นของสังคมไทย และต่อมาในช่วงปลายปี 2518 รัฐบาลฝ่ายขวาในลาวก็สิ้นสภาพตามไปด้วย… อินโดจีนทั้งหมดกลายเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว
การสิ้นสุดของรัฐบาลฝ่ายขวาในอินโดจีนที่ล้มตามกันเหมือนกับภาพการล้มของ “ตัวโดมิโน” ในปี 2518 จึงทำให้เกิดคำถามในทางความมั่นคงที่สำคัญว่า แล้วไทยจะล้มตามไปด้วยไหม?
สงครามปฏิวัติอินโดจีน
ในท่ามกลางกระแสสูงของสงครามปฏิวัติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลายคนไม่เคยคาดคิดมาก่อนคือ การล้มลงของรัฐบาลนิยมตะวันตก ทั้งในเวียดนาม กัมพูชา และลาวในปี 2518 นั้น มีอิทธิพลอย่างมากต่อบรรดาปีกซ้ายในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทย
ภาวะการขึ้นสู่กระแสสูงของการปฏิวัติสังคมนิยมเช่นนี้ ทำให้บรรดาผู้นำฝ่ายขวาไทยในภาคส่วนต่างๆ จะกังวลอย่างมากว่า “ทฤษฎีโดมิโน” ที่ถูกสร้างเป็นคำอธิบายสำคัญของยุคสงครามเย็นนั้น จะเป็นความถูกต้อง เพราะการล้มตามกันได้ถูกพิสูจน์แล้วในอินโดจีน และในทางทฤษฎี การล้มในลำดับถัดมาจะต้องเป็นไทย
ว่าที่จริงแล้ว เรื่องราวแห่งชัยชนะของสงครามปฏิวัติในอดีต ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในจีน (พ.ศ.2492/ค.ศ.1949) หรือการปฏิวัติในคิวบา (พ.ศ.2502/ค.ศ.1959) เป็นเรื่องที่อาจจะห่างไกลจากพวกเราที่เป็นคนในยุคปลายสงครามเวียดนามอย่างมาก ความรับรู้ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเรียนผ่านหนังสือประวัติศาสตร์มากกว่า เราไม่ได้สัมผัสกับเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด
แต่สำหรับชัยชนะของการปฏิวัติอินโดจีนนั้น แตกต่างออกไป… พวกเราในสังคมไทยได้เห็นสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเห็นถึงการถอนตัวของสหรัฐออกจากสนามรบในเวียดนาม โดยเฉพาะภาพคลาสสิคที่เป็นตัวแทนของ “โดมิโนเวียดนาม” คือภาพของเฮลิคอปเตอร์ลำสุดท้ายบนหลังคาของสถานทูตอเมริกัน เพื่อพาคนออกในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนกำลังพลของเวียดนามเหนือจะเข้าสู่ไซ่ง่อน
อีกทั้งสังคมไทยได้เห็นการสิ้นสุดของรัฐบาลฝ่ายขวา หรือที่ในทางรัฐศาสตร์คือ ภาพของการ “เปลี่ยนระบอบการปกครอง” ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนรัฐบาลในแบบที่เราคุ้นเคยในการเมืองไทย ปรากฏการณ์เช่นนี้ในภาพรวมคือ เราเห็นการพิสูจน์ “ทฤษฎีโดมิโน” ที่ประเทศล้มตามกันในการเป็นคอมมิวนิสต์
แต่ในอีกทางหนึ่งก็เห็นถึงด้านลบของสงครามคือ การอพยพของผู้คนเป็นจำนวนมากออกจากอินโดจีน โดยเฉพาะการเดินทางของ “ผู้อพยพ” ชาวเวียดนามเป็นจำนวนมาก ที่อพยพหนีการปกครองของระบอบคอมมิวนิสต์โดยทางเรือ และถูกเรียกว่าเป็น “มนุษย์เรือ” (Boat People) เช่นเดียวกับการทะลักเข้ามาของผู้อพยพที่ใช้เส้นทางทางบกคือ จากลาวและกัมพูชา
นับจากชัยชนะของ “การปฏิวัติอินโดจีน” ในปี 2518 ไปแล้ว ภาพของผู้อพยพและค่ายผู้อพยพตามแนวชายแดน เป็นคำตอบที่ชัดเจนถึงความรู้สึกของผู้คนต่อการปฏิวัติสังคมนิยมอินโดจีน ผู้คนเป็นจำนวนมากเหล่านี้ไม่ได้เชื่อและศรัทธาในแนวปฏิบัติของรัฐบาลสังคมนิยม กลับพร้อมที่จะยอมเสี่ยงชีวิตเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อแสวงหาที่อยู่ใหม่ที่ไม่ใช่ประเทศที่ถูกปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์
ดังนั้น ภาพดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียง “ฝันร้าย” ของนักการทหารและนักความมั่นคงไทยเท่านั้น หากแต่ภาพดังกล่าวคือ “ฝันร้ายที่เป็นจริง” เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึง “ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่” ตลอดแนวพรมแดนไทย
ขบวนต้านการปฏิวัติ
ในอีกด้านหนึ่งของปัญหาก็มี “สัญญาณภาพ” ที่เห็นถึงการแตกของประเทศเพื่อนบ้าน และผู้คนที่แตกออกมาอยู่ในค่ายผู้อพยพที่เกิดตามแนวชายแดนไทยในหลายจังหวัด ภาพเหล่านี้จึงเป็นสัญญาณโดยตรง ที่ส่งต่อถึงชนชั้นนำ ผู้มีอำนาจ ตลอดรวมถึงบรรดากลุ่มการเมืองปีกขวาของไทยว่า ไทยจะต้องไม่ล้มตามไปกับการเปลี่ยนระบอบการปกครองในอินโดจีน
ดังนั้น หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลฝ่ายขวาในอินโดจีนแล้ว ปีกการเมืองฝ่ายขวาไทยที่อาจจะต้องขอเรียกในภาพรวมว่าเป็น “ขบวนการต่อต้านการปฏิวัติ” (anti-revolutionary movement) จึงดูจะมีความเป็นเอกภาพทางความคิดอย่างชัดเจนในการแสดงออกคือ การไม่ยอมรับแนวคิดของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายในสังคมไทย ที่มีขบวนนักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นแกนกลางของการเคลื่อนไหว
ในสภาวะเช่นนี้ “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (ศนท.) จึงตกเป็นเป้าหมายของการต่อต้านทางการเมืองจากกลุ่มฝ่ายขวา และการต่อต้านเช่นนี้ทวีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของขบวนนักศึกษาหลังการแตกของอินโดจีนในปี 2518 เอง ก็ยกระดับการดำเนินการมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของฐานทัพอเมริกันในไทย
สำหรับในเรื่องฐานทัพสหรัฐในไทยนั้น ฝ่ายขวาทุกกลุ่มมีความเห็นพ้องกันว่า จำเป็นต้องหาทางดึงเอาฐานทัพสหรัฐไว้ในไทย เพื่อเป็น “ตัวประกัน” ว่า ถ้าฝ่ายคอมมิวนิสต์เปิดการโจมตีไทยแล้ว กำลังรบของสหรัฐในไทยจะเข้าช่วยเหลือกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยไทย
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าที่เปิดการเชื่อมต่อกับขบวนการชาวนากับขบวนการกรรมกร ก็มีทิศทางที่ชัดเจนในการเปิดพื้นที่ในการทำ “กิจกรรมเพื่อสังคม” ซึ่งในด้านหนึ่งของการนำเสนอกิจกรรมรูปแบบใหม่ในมหาวิทยาลัยคือ ความพยายามในการดึงเอานิสิตนักศึกษาออกจาก “กิจกรรมสายลมแสงแดด” เนื่องจากเรื่องนี้เป็นกิจกรรมพื้นฐานของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยยุคนั้น
ในอีกด้านหนึ่งคือ การพานิสิตนักศึกษาออกสู่ “โลกนอกรั้วมหาวิทยาลัย” เพื่อหวังให้ลูกหลานชนชั้นกลางในมหาวิทยาลัยได้เห็นชีวิตที่เป็นจริงในสังคมไทย และคนเหล่านี้มักจะถูกบ่มเพาะในเวลาต่อมาให้กลายเป็น “นักกิจกรรมมหาวิทยาลัย” ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของงานมวลชนในมหาวิทยาลัยด้วย และผลของการสร้างนักกิจกรรมผ่านงานทางสังคมเช่นนี้ ทำให้ขบวนนิสิตนักศึกษาขยายตัวได้ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
ดังนั้น สักในช่วงราวกลางปี 2518 เป็นต้นมาแล้ว ขบวนของ “นักกิจกรรมจุฬาฯ” จึงเติบโตอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมงานจากคณะต่างๆ อันทำให้การเลือกตั้งของ “พรรคนักศึกษา” ในมหาวิทยาลัยสำหรับปีการศึกษา 2519 นั้น ปีกนักกิจกรรมคือ “พรรคจุฬาประชาชน” ได้รับเลือกเป็นผู้บริหารของ “สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (สจม.) และผมได้รับเลือกให้เป็นอุปนายก ฝ่ายกิจการภายนอก ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของนิสิตจุฬาฯ ในศูนย์นิสิตฯ
กิจกรรมเพื่อสังคม
การสร้างกิจกรรมเพื่อสังคมดังที่กล่าวแล้ว จึงเป็นภาพของความพยายามในการสร้างการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบของกิจกรรมเก่า ไปสู่กิจกรรมใหม่ในมหาวิทยาลัย หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการปิดฉาก “ยุคสายลมแสงแดด” ที่ถูกสร้างขึ้นรองรับความเฟื่องฟูใน “ยุคโซตัส” (SOTUS) ที่เป็นดังฐานล่างดั้งเดิมของ “การจัดระเบียบทางสังคม” ของชีวิตในมหาวิทยาลัย
กิจกรรมยุคใหม่จึงเป็นเรื่องทางสังคม ศูนย์กลางของกิจกรรมกลายเป็นเรื่องของชาวนา กรรมกร และสิ่งเหล่านี้ยังถูกประกอบสร้างให้เป็นเรื่องราวของการ “เอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น” อันเป็นเสมือนการสร้างภาพของสังคมไทยให้เรารับรู้ผ่านตัวแบบของสังคมจีน เช่น การกล่าวถึงชนชั้นเจ้าที่ดิน หรือชนชั้นนายทุน เป็นต้น
ในด้านหนึ่ง ภาพเช่นนี้ดูจะไม่เป็นชีวิตของสังคมไทยเท่าใดนัก เพราะตัวแบบที่นำมาเป็น “กรอบความคิด” ให้แก่พวกเราในการมองปัญหา เป็นเหตุการณ์ในสังคมจีนเสียมากกว่า ที่กล่าวเช่นนี้มิใช่กล่าวเพื่อปกป้องว่า สังคมไทยไม่มีการเอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น หากแต่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายก้าวหน้าไทยตกอยู่ใน “กระแสจีน” และถือเอาทิศทางของจีน เป็นเข็มมุ่งหลัก
แต่การรับเอาชุดความคิดทางการเมืองแบบจีนเข้ามาเป็นทิศทางหลักเช่นนี้ ก็มิได้หมายความว่าพวกเราได้กลายเป็น “คอมมิวนิสต์จีน” หรือมีนัยของการเข้าเป็น “สมาชิกพรรคฯ” ไปแล้ว หากแต่การตอบรับความคิดทางการเมือง บ่งบอกถึงความชื่นชอบในทางอุดมการณ์ เพราะอย่างน้อยเราอยากเห็นความเท่าเทียมทางสังคม และยุติการเอาเปรียบ เป็นต้น
ฉะนั้น ก็คงต้องยอมรับทางความคิดว่า ขบวนการนักศึกษาเป็น “พวกเอียงซ้าย” (Left-leaning) ที่มีนัยถึงการ “เอียงไปทางสังคมนิยม” ในมิติทางอุดมการณ์ และอยากเห็นสังคมดีขึ้นสำหรับคนชั้นล่าง ซึ่งทัศนะเช่นนี้นำพากิจกรรมนักศึกษาไปสู่ความเป็น “3 ประสาน” (นักศึกษา-ชาวนา-กรรมกร) ทั้งยังยกระดับงานไปสู่ “การต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา” ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนถูกถือว่าเป็น “ภัยคุกคาม” จากอีกฝ่ายแน่นอน
วันเวลาที่หมดลง
กิจกรรมนักศึกษาหลังจากการแตกของอินโดจีนแล้ว จึงถูกมองด้วย “แว่นความมั่นคง” แบบเข้มข้น เพราะอินโดจีนแตกแล้ว ไทยจะต้องไม่แตกตาม ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า โดมิโนต้องถูกหยุดให้ได้ที่กรุงเทพฯ
ดังนั้น จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่กิจกรรมของนักศึกษาจะต้องหยุดให้ได้ ก่อนที่ไทยจะเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” มิฉะนั้น ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนไทยออกจากประเทศ ไม่ต่างจากการอพยพของพี่น้องจากเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เพราะความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดในบ้านตัวเอง
ในที่สุด สถานการณ์ทางการเมืองหลังเมษายน 2518 ก็พัฒนายกระดับมาอย่างต่อเนื่อง จนเสมือนการรอเวลาของการตัดสินใจสุดท้าย… แล้วจุดสุดท้ายก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรงแบบไม่คาดคิดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519!
