อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
หลังจากก่อนหน้านี้ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ได้ออกมาวิจารณ์กรณีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้ผลักดัน “โครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน” โดยออกมาแสดงความเห็นตำหนิโครงการดังกล่าว ในทำนองว่าเป็นโครงการที่ขาดทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุด สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเผยแพร่บทความ รวมถึงผลความเร็จของโครงการผ่านเพจเฟซบุ๊ก อาทิ กรณีที่หัวหน้า UN ประจำประเทศไทย (ในขณะนั้น) ชื่นชมการขายคาร์บอนเครดิตจากขยะเปียก(ที่มาจากถังขยะเปียกลดโลกร้อน)ได้เป็นชาติแรกของโลก ตลอดจนผลงานเมื่อคราวไปนำเสนอความสำเร็จของถังขยะเปียกลดโลกร้อนในงาน COP28 ทีดูไบ
พร้อมกันนี้มางนาย สุทธิพงษ์ ได้นำเสนอขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต อ้างถึง ข่าวประชาสัมพันธ์สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง สตง. เผยผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ ลงวันที่ 23 มีนาคม 2569
ตามที่มีสื่อมวลชนนำเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการทางการเมืองเกี่ยวกับโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน โดยใช้ถ้อยคำว่าโครงการ “ล้มเหลว ขาดทุนยับ” ซึ่งปรากฏเป็นข่าวใน LINE TODAY โดยอ้างอิงผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และมีการกล่าวถึงผมในฐานะอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยนั้น
ผมจึงได้ค้นหาข้อมูลและพบว่า สตง. ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับผลการตรวจสอบดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 แต่ผมไม่ได้รับทราบเรื่องนี้จนกระทั่งมีการนำเสนอข่าวทางสื่อมวลชน เนื่องจากผมได้เกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ผมเข้าใจว่าอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (อสถ.) และปลัดกระทรวงมหาดไทย (ปมท.) น่าจะได้รับทราบผลการตรวจสอบและมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ สตง. แล้วตามระบบราชการ
แต่อย่างไรก็ดี หลังจากสื่อมวลชนนำเสนอข่าวและมีการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมมากกว่า 3 วันแล้ว เท่าที่ผมติดตามจากข่าวสาร ยังไม่ปรากฏคำชี้แจงต่อประชาชนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ สตง. ทำให้ผมกังวลว่าหากไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน ประชาชนอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับเป้าหมายและความคุ้มค่าของโครงการ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการขยะและการแก้ไขปัญหาโลกร้อนของประเทศไทย ในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติที่มีความรับผิดชอบร่วมกันในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)
ผมจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ดังนี้
1.) ประการแรก โครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ปัญหาขยะตั้งแต่ครัวเรือน
โครงการนี้ส่งเสริมให้ประชาชนทุกครัวเรือนคัดแยกขยะออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะที่นำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ ขยะอันตราย และขยะเปียก แล้วนำไปจัดการอย่างเหมาะสมตามประเภทของขยะ สำหรับขยะเปียกนั้น เรารณรงค์ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนนำเศษอาหารและขยะอินทรีย์ไปหมักเป็นปุ๋ยในถังขยะเปียก ลดโลกร้อน ภายในบริเวณบ้าน ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ประหยัด ช่วยลดปริมาณขยะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องจัดเก็บและกำจัด ลดกลิ่นเหม็น แมลงและสัตว์พาหะนำโรค ทำให้ชุมชนสะอาด ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และที่สำคัญยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของ อปท. ในการเก็บขนและกำจัดขยะเปียกอีกด้วย
ในส่วนของขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และขยะรีไซเคิล (Recycle) ก็สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์หรือนำไปขายสร้างรายได้ รวมถึงการจัดตั้งธนาคารขยะและกองทุนสวัสดิการให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งมีเงินกองทุนรวมกันมากกว่า 2,000 ล้านบาท ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการบริหารจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางของกระทรวงมหาดไทย
สำหรับวิธีดำเนินการในช่วงเริ่มต้น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมแม่บ้านมหาดไทย และภาคีเครือข่าย ช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะและจัดทำถังขยะเปียก ลดโลกร้อน อย่างง่าย โดยนำถังพลาสติกเก่าที่มีฝาปิดและไม่ได้ใช้แล้ว หรือถังพลาสติกสีขนาดใหญ่ที่มีฝาปิด มาตัดก้นแล้วฝังลงในดิน โดยขุดหลุมให้ลึกกว่าก้นถัง เพื่อให้เศษอาหารสามารถย่อยสลายได้ภายในถัง ไม่จำเป็นต้องซื้อถังใหม่ ส่วน อปท. บางแห่งอาจจัดซื้อถังเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ก็ได้
ผมจึงขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของโครงการคือการลดขยะตั้งแต่ครัวเรือน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะของท้องถิ่น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเป็นผลพลอยได้จากการดำเนินโครงการ ขณะเดียวกัน การลดก๊าซเรือนกระจกยังเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) ซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีและเป้าหมายที่ประกาศไว้ต่อประชาคมโลก
2.) ประการที่สอง โครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน มีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ในการวัดผล และมีการตรวจสอบรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จริง
การที่โครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน จะได้รับการยอมรับว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง และลดได้เป็นจำนวนเท่าใดนั้น ไม่สามารถกล่าวอ้างกันเองได้ แต่ต้องมีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ หรือที่เรียกว่า Methodology ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณและตรวจวัดผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่องค์กรกลางด้านก๊าซเรือนกระจกยอมรับ สำหรับประเทศไทย หน่วยงานที่ทำหน้าที่รับรองคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ T-VER คือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (Thailand Greenhouse Gas Management Organization: TGO)
ดังนั้น ผมจึงได้ประสานขอความร่วมมือจากศาสตราจารย์ ดร.ชนาธิป ผาริโน ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ช่วยศึกษาวิจัยและพัฒนาวิธีการคำนวณผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการขยะเปียก ร่วมกับพื้นที่นำร่องใน 4 ภาค ภาคละ 1 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน เลย ลพบุรี และสงขลา จนสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ อบก. ให้การยอมรับได้
โครงการนี้ไม่ได้อาศัยเพียงการคาดการณ์ว่าช่วยลดโลกร้อนได้ แต่มีการเก็บข้อมูลและตรวจสอบผลตามมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (T-VER) โดยมีการทวนสอบ หรือการตรวจสอบและยืนยันโดยหน่วยงานผู้ประเมินภายนอกว่า การที่ประชาชนคัดแยกเศษอาหารและขยะเปียกจากครัวเรือน แล้วนำไปจัดการในถังขยะเปียก ลดโลกร้อน สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงเป็นปริมาณเท่าใด เพื่อใช้ประกอบการขอรับรองเป็นคาร์บอนเครดิตจาก อบก.
ในช่วงปี 2565–2566 โครงการมีปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองแล้ว 366,394.88 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นคาร์บอนเครดิตในปริมาณเท่ากันตามหน่วยที่ได้รับการรับรอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรากฏในข้อมูลการตรวจสอบของ สตง. ด้วย
ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบและรับรองตามมาตรฐาน ไม่ใช่ตัวเลขที่กล่าวอ้างขึ้นโดยไม่มีหลักฐาน และควรนำมาพิจารณาเมื่อประเมินผลสำเร็จของโครงการ นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนความพยายามของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต โดยการนำผลไปนับต่อเป้าหมายของประเทศต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
3.) ประการที่สาม โครงการได้รับการกล่าวชื่นชมจากองค์การสหประชาชาติ และได้รับโอกาสนำเสนอความสำเร็จในเวทีนานาชาติ
ผลการดำเนินงานดังกล่าวสร้างความชื่นชมยินดีแก่ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Thailand) รองเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และเลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) โดยได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน ว่าประเทศไทยเป็นชาติแรกของโลกที่สามารถส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะเปียกหรือเศษอาหาร (Food Waste) จากครัวเรือน นำไปจัดการในถังขยะเปียก ลดโลกร้อน อย่างเป็นระบบ และมีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Methodology) ที่สามารถตรวจวัดและคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ จนสามารถนำไปขอรับรองเป็นคาร์บอนเครดิตได้
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2566 ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของกระทรวงมหาดไทยในการขยายการจัดการขยะจากครัวเรือนทั่วประเทศ และเห็นว่าเป็นแนวทางที่ประเทศอื่นในภูมิภาคสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ยังได้กล่าวย้ำว่า มีประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกไม่มากนักที่สามารถขับเคลื่อนการจัดการขยะในวงกว้างเช่นประเทศไทย และเห็นว่าประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ประเทศอื่นควรนำไปปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ ผมและนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยในขณะนั้น คือ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ยังได้รับโอกาสเป็นผู้บรรยายพิเศษเรื่อง “ความสำเร็จการคัดแยกขยะต้นทางของกระทรวงมหาดไทย” ณ Thailand Pavilion ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 28 (COP28) ณ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2566 เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การดำเนินงานของประเทศไทยให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศ
ผมกล่าวถึงเรื่องนี้เพื่อให้เห็นว่า โครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะการจัดการขยะภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการมีส่วนร่วมของประชาชนและท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศด้วย
4.) ประการที่สี่ คาร์บอนเครดิตที่ยังขายไม่ได้ มิได้หมายความว่าไม่มีมูลค่า
ตามข้อมูลที่มีการนำเสนอ โครงการสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้แล้วประมาณ 13,299 เครดิต คิดเป็นรายได้ประมาณ 3.07 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 230 บาทต่อเครดิต ขณะเดียวกัน ยังมีคาร์บอนเครดิตที่ไม่ได้จำหน่ายอีกประมาณ 353,095 เครดิต ซึ่งอาจเปรียบได้กับสินค้าคงเหลือที่ยังไม่ได้ขาย หากสามารถขายได้ในราคาเฉลี่ยเดียวกัน จะคิดเป็นมูลค่าประมาณ 81 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มูลค่า 81 ล้านบาทนี้ยังไม่ใช่รายได้ที่ได้รับจริง แต่เป็นมูลค่าที่คำนวณขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคต ซึ่งจะขายได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับราคาตลาด ความต้องการของผู้ซื้อ และเงื่อนไขการใช้คาร์บอนเครดิตที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การที่คาร์บอนเครดิตยังไม่ได้จำหน่าย จึงไม่ควรถูกตีความว่าไม่มีมูลค่าหรือไม่มีโอกาสสร้างรายได้ในอนาคต
ที่สำคัญ ต้องเข้าใจด้วยว่า การซื้อขายคาร์บอนเครดิตขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่สำคัญ โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน หากรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน เข้มแข็ง และจริงจัง ก็จะช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตในตลาดได้ รวมถึงการผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคบังคับ และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงปารีส ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเชิงนโยบายระดับประเทศที่อยู่นอกเหนือการควบคุมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่ตัวผมเองซึ่งปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญสังกัดกระทรวงมหาดไทย
จึงไม่ควรนำยอดขายคาร์บอนเครดิต ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งมาเป็นตัวตัดสินว่าโครงการทั้งหมดประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เพราะนอกจากปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองแล้ว ยังต้องพิจารณาสภาพตลาดและนโยบายของประเทศในช่วงเวลานั้นด้วย
5.) ประการที่ห้า สตง. ควรพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการจากวัตถุประสงค์และประโยชน์ทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต
ผมเห็นว่า สตง. ควรทำความเข้าใจภาพรวมของโครงการและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงก่อนว่า โครงการนี้มีขึ้นเพื่อบริหารจัดการขยะตั้งแต่ครัวเรือน ลดภาระของท้องถิ่น และช่วยลดโลกร้อน ส่วนการมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตนั้นเป็นผลพลอยได้จากโครงการ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าโครงการคุ้มค่าหรือไม่ จึงต้องดูประโยชน์ทั้งหมด ไม่ใช่นำเพียงรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 3.07 ล้านบาท มาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการทวนสอบประมาณ 5.85 ล้านบาท แล้วสรุปว่าโครงการขาดทุนหรือไม่คุ้มค่า เพราะการเปรียบเทียบเช่นนั้นยังไม่ได้สะท้อนประโยชน์ทั้งหมดของโครงการ และยังไม่ได้พิจารณามูลค่าที่อาจเกิดขึ้นจากคาร์บอนเครดิตส่วนที่ยังไม่ได้จำหน่าย
ที่สำคัญ ยังไม่มีการให้คุณค่าหรือมูลค่าต่อการสร้างวินัยให้ประชาชนรู้จักคัดแยกขยะตั้งแต่ครัวเรือน การลดปริมาณขยะที่ต้องเก็บขนและกำจัด การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถประหยัดงบประมาณ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดปัญหากลิ่นเหม็นและสัตว์พาหะนำโรค ตลอดจนประโยชน์ต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาโลกร้อน
นอกจากนี้ นโยบายการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางของกระทรวงมหาดไทยยังเชื่อมโยงกับการส่งเสริมการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ การจัดตั้งธนาคารขยะ และกองทุนสวัสดิการให้แก่ประชาชน ซึ่งแม้จะไม่ใช่รายได้โดยตรงจากโครงการถังขยะเปียก แต่ก็เป็นประโยชน์ของนโยบายการจัดการขยะในภาพรวมที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างเหมาะสม
ผมจึงเห็นว่า การประเมินความคุ้มค่าควรคำนวณมูลค่าของประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงในส่วนที่สามารถประเมินได้ พร้อมกับพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้เห็นภาพว่าประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการมากน้อยเพียงใด หากนำเพียงรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการทวนสอบ แล้วสรุปว่าโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน ไม่คุ้มค่า ก็อาจเป็นการมองข้ามประโยชน์สำคัญที่โครงการตั้งใจสร้างให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ
6.) ประการที่หก โครงการจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีการดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
โครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน จะสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม หากมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งการให้ความรู้ประชาชน การติดตามการใช้งานถังขยะเปียก และการส่งเสริมให้ครัวเรือนจัดการเศษอาหารอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการในแต่ละช่วงเวลาย่อมขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญของผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย เพราะหากขาดการติดตามและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ผลสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นก็อาจลดลงได้
ผมเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 จึงไม่ได้มีหน้าที่กำกับดูแลโครงการภายหลังจากนั้น แต่ผมยังคงเชื่อมั่นในหลักการและประโยชน์ของโครงการ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ของประชาชน สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ
ท้ายที่สุด ผมขอยืนยันว่า การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น และผมเคารพการทำหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แต่การพิจารณาว่าโครงการใดคุ้มค่าหรือไม่ ควรดูทั้งเป้าหมาย ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งไม่สามารถวัดความสำเร็จได้จากรายได้ที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว
ผมหวังว่าจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้จะช่วยให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและพี่น้องประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงและประโยชน์ของโครงการอย่างครบถ้วน และร่วมกันสนับสนุนการจัดการขยะตั้งแต่ครัวเรือน เพื่อให้ประเทศไทยมีชุมชนที่สะอาด ลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างยั่งยืน
ข้อเสนอแนะต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
จากข้อเท็จจริงและข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้น ผมขออนุญาตเสนอแนะต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อประกอบการพิจารณาผลการตรวจสอบและเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงาน ดังนี้
1. ขอให้พิจารณามูลค่าของคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองแล้วแต่ยังไม่ได้จำหน่ายด้วย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะรายได้จากคาร์บอนเครดิตที่ขายได้แล้วเท่านั้น เพราะคาร์บอนเครดิตที่ยังไม่ได้ขายก็มีโอกาสสร้างรายได้ในอนาคต
2. ขอให้พิจารณาความคุ้มค่าจากประโยชน์หลักของโครงการเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง การสร้างวินัยให้ประชาชนคัดแยกขยะภายในครัวเรือน และการลดภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเก็บขนและกำจัดขยะ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ รวมถึงประโยชน์ต่อสุขอนามัย คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมของประชาชน ไม่ใช่พิจารณาความคุ้มค่าจากรายได้ในการขายคาร์บอนเครดิตเพียงอย่างเดียว
3. ขอเสนอให้การตรวจสอบโครงการฯ มีการเชิญหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันระดมความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะสรุปผลการตรวจสอบ โดยเฉพาะองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับรองคาร์บอนเครดิต รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะและการลดก๊าซเรือนกระจก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริง และความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน ทั้งในด้านการบริหารจัดการขยะ ด้านวิทยาศาสตร์ และด้านเศรษฐศาสตร์ อันจะนำไปสู่ผลการตรวจสอบที่รอบคอบ เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนาโครงการอย่างแท้จริง โดยไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนโดยไม่จำเป็น
4. ขอให้ สตง. พิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อสนับสนุนให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะความสำเร็จของโครงการในด้านรายได้จากคาร์บอนเครดิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับนโยบายและมาตรการของรัฐบาล ทั้งการมีกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจน การส่งเสริมตลาดคาร์บอนเครดิต การสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ หากรัฐบาลมีนโยบายที่จริงจังและต่อเนื่อง ก็จะช่วยสร้างความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิต และทำให้ผลประโยชน์จากการลดโลกร้อนกลับคืนสู่ประชาชนและท้องถิ่นได้มากขึ้น
5. ขอให้คำนึงว่าโครงการหรือนโยบายภาครัฐที่ดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่จำเป็นต้องมีกำไรเป็นตัวเงินเสมอไป โดยเฉพาะโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลกำไรที่สำคัญและชัดเจนประการหนึ่งก็คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการช่วยลดโลกร้อนนั่นเอง เพราะการลดโลกร้อนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงเป็นความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ดังนั้น การประเมินความคุ้มค่าของโครงการลักษณะนี้ จึงควรให้คุณค่ากับผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่ไปกับการพิจารณารายรับและรายจ่ายทางการเงินด้วย
ผมหวังว่าข้อเสนอแนะทั้ง 5 ประการนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของ สตง. และการพัฒนาการบริหารจัดการขยะของประเทศไทย เพราะผมเชื่อว่าทั้ง สตง. และผู้ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนี้ ต่างก็มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติและประชาชนเช่นเดียวกัน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และผมในฐานะข้าราชการบำนาญที่เคยรับผิดชอบและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการนี้ มีความยินดีที่จะเข้าพบและร่วมให้ข้อมูล ตลอดจนตอบข้อซักถามหรือข้อสงสัยต่าง ๆ ต่อคณะทำงานของ สตง. เพื่อประกอบการพิจารณาและปรับปรุงการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ขอรับเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ ผมมีความปรารถนาอย่างยิ่งว่า ความตั้งใจดีของ สตง. ในการตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน จะไม่กลายเป็นเหตุให้ความตั้งใจดีของผู้คนที่ร่วมกันทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาขยะและลดโลกร้อนเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติต้องถูกบั่นทอนลง แต่จะเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงโครงการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ประเทศชาติ และมนุษยชาติอย่างยั่งยืนต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ
ข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย
