เศรษฐกิจ
จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังอย่างฉับพลันในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะการดำรงชีวิตและการเดินทางของประชาชนเป็นวงกว้างเท่านั้น
แต่ยังลุกลามถึงระบบการให้บริการของสายการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังคน เมื่อพนักงานที่ปฏิบัติงานภาคพื้นดินส่วนใหญ่ไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้ตามปกติ ขณะที่งานการบินหลายประเภทจำเป็นต้องใช้บุคลากรเฉพาะทางที่ผ่านการฝึกอบรมและมีใบอนุญาต ไม่สามารถหาคนมาทดแทนกันได้ทันที
เมื่อ ‘คน’ ขาดหายไปจากระบบ ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่ส่งต่อเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การปฏิบัติการภาคพื้น เที่ยวบินล่าช้า (Flight Delay) ไปจนถึงสัมภาระตกค้าง เพราะเมื่อเที่ยวบินไม่สามารถเดินหน้าได้ตามตารางเดิม การจัดการสัมภาระก็เกิดการสะสมตามมา
ภาพกระเป๋าสัมภาระนับหมื่นใบกองค้าง ท่ามกลางความโกลาหลและความหงุดหงิดของผู้โดยสารที่ไม่ได้รับกระเป๋าที่สนามบินสุวรรณภูมิ กลายเป็นภาพที่ถูกแชร์กระหึ่มโลกออนไลน์ในเวลาไม่นาน จากปัญหาที่เริ่มต้นจากน้ำท่วมและกำลังคน สะเทือนต่อเนื่องไปถึงระบบบริการภาคพื้นดิน และความเชื่อมั่นของผู้โดยสารที่มีต่อสายการบินแห่งชาติ
เสียงวิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลและบริเวณสนามบินต่อการรับมือวิกฤตของการบินไทย ประกอบกับภาพพนักงานภาคพื้นดินที่อยู่ในภาวะกดดันอย่างหนักจนร้องไห้ นำไปสู่มติประชุมนัดพิเศษของบอร์ดการบินไทย สั่งพักงานชาย เอี่ยมศิริ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอการบินไทย เพื่อเปิดทางให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทว่า ภายหลังที่ประชุมมีมติสั่งพักงานซีอีโอ เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแวดวงการบิน ซึ่งบางกลุ่มเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า หลังมีคำสั่งพักงาน สถานการณ์กลับเริ่มคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว แล้วอะไรคือชนวนที่แท้จริงของวิกฤตครั้งนี้? ปัญหาจากระบบการปฏิบัติงาน กำลังคน และการบริหารจัดการ
หรือมีปัจจัยอื่นที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
พาที สารสิน อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ และเจ้าของสายการบิน Really Cool Airlines แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Doong Sarasin ว่า “จะเปลี่ยนผู้บริหารการบินไทย ผมว่าเป็นความคิดที่ผิด คุณชายอยู่ในทีมที่ทำให้การบินไทยกลับมาทำกำไรและได้รับคำยกย่องจากธุรกิจการบินจากทั่วโลก จะเป็น Lessors, Airlines ทุกคนชมหมด เป็นคนมีระบบ สะอาด และตั้งใจทำงาน รับรางวัลมากมาย มี Experience เรื่องน้ำมัน และ Hedging”
“ถามว่าอาจจะพลาดเรื่องเตรียมตัวสำหรับตรงนี้ ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ต้องแก้ไขระบบมากกว่า การเอาคนใหม่เข้ามาแบบนี้ผมมองว่าเป็นการเมืองมากกว่า น้ำไม่ได้ท่วมทุกเดือน แต่สิ่งที่แยกออกคือ การบินไทยจะต้องไม่กลับเป็นแบบราชการ” พาทีระบุ
พาทีมองว่า บอร์ดควรทำหน้าที่ตรวจสอบและสนับสนุนฝ่ายบริหารมากกว่าการมองหาคนรับผิดเพียงคนเดียว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กรรมการส่วนใหญ่ไม่ได้มีประสบการณ์ปฏิบัติการสายการบินโดยตรงในระดับมากนัก และถือว่าเป็น “wrong move” ต่อการตัดสินใจดังกล่าว พร้อมให้เหตุผลว่า พูดตามความเป็นจริงในธุรกิจที่ไม่ง่าย ปลดคนเพียงคนเดียวไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร นอกจากทำให้เราแย่ลง ในช่วงเวลาที่ควรสนับสนุนและผลักดันให้องค์กรเติบโต
เมื่อมองกลับมาด้านการบริหาร นักวิชาการด้านการบิน ‘นวทัศน์ ก้องสมุทร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์’ ให้อีกมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะเกิดขึ้นในวงกว้าง แต่ปัญหากลับปรากฏชัดและกระจุกตัวอยู่ที่การบินไทย ขณะที่สุวรรณภูมิยังมีผู้ให้บริการภาคพื้นดิน (Ground Handling) รายใหญ่อื่น ทั้งบริษัท Bangkok Flight Services (BFS) และบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.
จึงเป็นประเด็นที่ควรตั้งคำถามว่า เหตุใดผลกระทบจากน้ำท่วมจึงรุนแรงต่อการปฏิบัติงานของการบินไทยมากกว่าผู้ให้บริการรายอื่น แม้ยังไม่มีข้อมูลเชิงลึกเพียงพอที่จะชี้สาเหตุที่แท้จริง โดยส่วนหนึ่งอาจมาจากลักษณะธุรกิจของการบินไทยที่มีความซับซ้อน ทั้งจำนวนผู้โดยสาร เที่ยวบินระหว่างประเทศ เที่ยวบินเชื่อมต่อ ตลอดจนสัมภาระจากเครือข่ายของสายการบินและสายการบินพันธมิตร ทำให้กระบวนการคัดแยก ลำเลียง และส่งต่อสัมภาระมีความซับซ้อนกว่าสายการบินที่ให้บริการแบบจุดต่อจุด
ขณะเดียวกัน นวทัศน์มองว่า การสื่อสารของการบินไทยในช่วงเกิดปัญหาถือว่ายังมีช่องว่างที่ต้องปรับปรุง แต่ในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนพนักงานจำนวนมากไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงาน โดยเฉพาะบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสัมภาระ ซึ่งต้องมีใบอนุญาตและได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่สนามบิน ทำให้การจัดกำลังคนทดแทนทำได้ยาก ผู้ให้บริการภาคพื้นดินรายอื่นที่มีศักยภาพก็ควรเข้ามาช่วยเหลือกัน แม้จะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ เพราะท้ายที่สุดถือเป็นภารกิจร่วมของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว
แม้ปัญหาสัมภาระล่าช้าจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย และอุตสาหกรรมการบินต่างประเทศก็เคยเผชิญปัญหาการให้บริการภาคพื้นดินจากการประท้วงหรือขาดแคลนแรงงาน แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการความเสียหาย หากสามารถติดตามสัมภาระและดูแลผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะไม่ให้เกิดสัมภาระสูญหายเป็นวงกว้าง ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศไทยอาจจำกัดอยู่ในวงแคบ
“การบินไทยจำเป็นต้องเร่งสื่อสารและแก้ไขปัญหาเพื่อรักษาความรู้สึกของผู้โดยสาร ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนให้การบินไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และผู้ให้บริการภาคพื้นดินทบทวนกลไกการทำงานร่วมกัน เพราะเมื่อเกิดวิกฤต ทุกฝ่ายควรมีระบบประสานงานและช่วยเหลือกันอย่างเป็นเอกภาพ มากกว่าต่างคนต่างดำเนินการ เพื่อให้สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้รวดเร็วและลดผลกระทบต่อระบบการบินของประเทศ” นวทัศน์ระบุ
นอกจากเรื่องการบริหารจัดการแล้วนั้น ชื่อของบริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด ก็ถูกจับตาอย่างมากหลังเกิดวิกฤตสัมภาระตกค้างที่สุวรรณภูมิเช่นกัน เพราะวิงสแปนเป็นผู้จัดหาแรงงานเอาต์ซอร์สให้การบินไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานภาคพื้นและการจัดการสัมภาระโดยตรง ขณะที่การบินไทยถือหุ้นในวิงสแปน 49%
มีกระแสมาว่า เนื่องจากวิงสแปนเผชิญข้อจำกัดในการแข่งขันด้านค่าตอบแทน จนเกิดภาวะขาดแคลนบุคลากร ทำให้เมื่อถึงวันที่เกิดอุทกภัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พนักงานส่วนหนึ่งของบริษัทการบินไทย หรือวิงสแปนเองไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้ ขณะที่กำลังคนสำรองไม่เพียงพอ ส่งผลให้การขนถ่ายสัมภาระสะดุดและลุกลามเป็นวิกฤตกระเป๋าตกค้างจำนวนมาก
ที่กล่าวมาทั้งหมดหลังจากวิกฤตครั้งนี้ สิ่งที่การบินไทยจะต้องเดินต่อคือ การกู้ภาพลักษณ์สายการบินแห่งชาติและความเชื่อมั่นให้ทัน
ก่อนที่ปัญหาจะกัดกร่อนไม่จบสิ้น!!
