เปิดปมจับอีก ‘อัจฉริยะ’ ผันเงินบริจาค 350 ล้าน แทงมวย-โยงเว็บพนัน เจ้าตัวโต้ยิบ-กลั่นแกล้ง
คอลัมน์ อาชญากรรม : อาชญา ข่าวสด
กลายเป็นชนวนสะเทือนสังคมอีกครั้ง กับปฏิบัติการบุกรวบประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมคาสนามมวย หลังจากเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เคยถูกตำรวจกองปราบปราม (บก.ป.) บุกจับคาร้านอาหารย่านริมคลองประปา ในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์และข่มขืนใจผู้อื่น กรณีข่มขู่เรียกเงิน เพื่อแลกกับการไม่นำข้อมูลมาไลฟ์สดแฉ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำตัวผู้ต้องหาชาวจีนออกจากห้องกัก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้รับผิดชอบดูแลในขณะนั้น
คดีนั้นเจ้าตัวเคยได้รับการประกันตัวในชั้นศาล ก่อนจะมาถูกจับกุมตัวอีกครั้งในคดีเว็บพนันและฟอกเงินล่าสุด
เมื่อตำรวจไซเบอร์แกะรอยเส้นทางการเงินพันล้าน พบเบาะแสและเส้นทางการเงินที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันมวยออนไลน์และการยักยอกเงินบริจาค
การปิดล้อมจับกุมเกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อช่วงเที่ยงเศษ ของวันที่ 3 ตุลาคม 2569 กำลังตำรวจไซเบอร์ นำหมายจับศาลอาญาที่ 5726/2569 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2569 เข้าแสดงต่อ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บริเวณริมถนนเพชรเกษม หน้าสนามมวยอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร
ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันชกมวยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจภูธร (สภ.) กระทุ่มแบน ก่อนเคลื่อนย้ายตัวมาสอบสวนต่อที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
การจับกุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการขยายผลคดีใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้น 6 จุด ในพื้นที่เขตบึงกุ่ม
ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายพนันออนไลน์ “มวยพักยกวาไรตี้” จำนวน 6 ราย พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือ 245 เครื่อง และทรัพย์สินมูลค่ากว่า 6.3 ล้านบาท การสืบสวนเชิงลึกในเวลาต่อมาพบเส้นทางการเงินหมุนเวียนในเครือข่ายสูงถึง 1,000 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ระบุว่า พบการโอนเงินเชื่อมโยงจากกลุ่มเว็บพนันไปยังนายอัจฉริยะมากถึง 212 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารอย่างละเอียด ยังพบเงินหมุนเวียนในบัญชีส่วนตัวของนายอัจฉริยะจำนวน 1,196 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 191 ล้านบาท และบัญชีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม มีการธุรกรรมเข้าออกมากถึง 5,140 ครั้ง คิดเป็นเงินหมุนเวียนสูงถึง 168 ล้านบาท
ยอดสุทธิรวมแล้วมากกว่า 350 ล้านบาท
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.สอท.1 เข้ารับตัวผู้ต้องหา พร้อมร่วมสอบปากคำ ยืนยันว่าการดำเนินคดีเป็นไปตามพยานหลักฐานและเจตจำนงของผู้เสียหายที่โอนเงินมาบริจาค แต่กลับพบเงินหลายสิบล้านบาทเชื่อมโยงกับเว็บพนันมวย
ภายหลังการสอบปากคำเครียดนานกว่า 4 ชั่วโมง พนักงานสอบสวนได้คุมตัวนายอัจฉริยะมาฝากควบคุมตัวชั่วคราวที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ทุ่งสองห้อง เพื่อรอการนำตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในวันรุ่งขึ้น
ระหว่างการส่งตัว นายอัจฉริยะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่าข้อหาทั้ง 4 ข้อเป็นเรื่องเท็จ และเกิดจากการสร้างหลักฐานปลอมขึ้นมา
ยอดเงินที่ตำรวจนำมาอ้างในสำนวนว่าเป็นเงินฉ้อโกง แท้จริงแล้วมีเพียง 2 ยอด รวมเป็นเงิน 414,000 บาทเท่านั้น
ได้แก่ เงินร่วมทอดกฐิน จำนวน 14,000 บาท และเงินค่าวางมัดจำจ้างทำคดีนอมินีที่จังหวัดภูเก็ตจำนวน 400,000 บาท ซึ่งรับโอนเมื่อวันที่ 19 และ 20 มีนาคมที่ผ่านมา
การนำตัวเลขไปเสนอข่าวว่ามีมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท จึงไม่เป็นความจริง
นอกจากนี้ นายอัจฉริยะยังชี้แจงเพิ่มเติมถึงประเด็นหลักฐานในคอมพิวเตอร์และสื่อสังคมออนไลน์ว่า บัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวได้ปิดตัวลงไปตั้งแต่ปี 2565 แล้ว
แต่กลับมีการนำข้อมูลจากบัญชีเฟซบุ๊กของปี 2567 มาใส่ในสำนวน ส่วนช่องทางยูทูบในปี 2566 ก็ไม่เคยเปิดรับบริจาคหรือลงเลขบัญชีธนาคารใดๆ
หลักฐานที่พนักงานสอบสวนนำมาประกอบคดีนั้น เป็นเพียงพยานหลักฐานเก่าตั้งแต่สมัยกองบังคับการปราบปรามทำคดี ซึ่งถูกนำมาปั้นใหม่เพื่อแจ้งข้อหาฟอกเงิน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังตกเป็นผู้ต้องหา ภรรยาและทีมทนายความนำเอกสารเกี่ยวกับศาลมาให้นายอัจฉริยะลงลายมือชื่อ
ขณะเดียวกัน พ.อ.นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เข้าเยี่ยมพร้อมนำน้ำดื่มและหมูปิ้งมามอบให้ โดยให้สัมภาษณ์ว่ามาให้กำลังใจในฐานะมิตร
พร้อมระบุว่าไม่ได้สอบถามรายละเอียดทางคดี แต่เน้นเรื่องสุขภาพ เนื่องจากผู้ต้องหาป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแชตแอพพลิเคชั่นไลน์ที่ปรากฏในข่าวว่าเป็นของปลอม
เนื่องจากตลอด 5 ปีที่รู้จักกัน นายอัจฉริยะมีบัญชีใช้งานเพียง 3 บัญชีเท่านั้น และไม่เคยใช้ชื่อจริงพร้อมรูปถ่ายไปเจรจาเรื่องผิดกฎหมายอย่างแน่นอน
นาทีสำคัญต้องสิ้นอิสรภาพซ้ำก็มาถึงอีก เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม เจ้าหน้าที่นำผู้ต้องหาส่งฝากขังยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก
เจ้าตัวยังยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยความมั่นใจว่า สามารถชี้แจงที่มาที่ไปได้ทุกประเด็น
กรณีที่ถูกกล่าวหาว่านำเงินบริจาคไปหมุนเวียนเล่นพนันมวยนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง เพราะหากมีเงินเล่นมวยหลายร้อยล้านบาทจริง คงนำเงินไปท่องเที่ยวพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว
พร้อมตั้งข้อสังเกตคดีนี้อาจมีใบสั่งหรือการกลั่นแกล้งเกิดขึ้น เนื่องจากบัญชีของชมรมได้ปิดบริการไปนานแล้ว
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน บก.สอท.1 ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฝากขังนายอัจฉริยะเป็นครั้งแรก มีกำหนดเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 5-16 ตุลาคม
เนื่องจากกระบวนการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องทำการสอบปากคำพยานอีกหลายปาก รอผลการตรวจประวัติอาชญากร ผลการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางเทคโนโลยี รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายขนาดใหญ่
ในท้ายคำร้องฝากขัง พนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราวอย่างเข้มงวด
โดยให้เหตุผลว่า คดีดังกล่าวมีมูลค่าความเสียหายสูง เส้นทางการเงินเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฟอกเงิน และการพนันออนไลน์ หากปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าผู้ต้องหาจะอาศัยอิทธิพลหรือช่องทางต่างๆ เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรืออาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีที่อยู่ระหว่างการขยายผลของเจ้าหน้าที่
ศาลอาญาพิจารณาคำร้องและพยานหลักฐานแล้ว จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวน
ขณะที่ทีมทนายความของผู้ต้องหาได้ยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวในทันที
ขั้นตอนการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวดำเนินไปอย่างเคร่งเครียดตลอดช่วงบ่าย
ทนายความของนายอัจฉริยะนำหลักทรัพย์และเอกสารประกอบมาแสดงต่อศาล เพื่อยืนยันว่าผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามขั้นตอนของกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนยังคงนำเสนอข้อมูลเส้นทางการเงินที่หมุนเวียนในระบบหลายร้อยล้านบาท เพื่อชี้ให้ศาลเห็นถึงความเสียหายในวงกว้างและการสืบสวนที่ยังต้องขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่นอีกหลายราย
กระทั่งเวลา 17.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์
โดยพิเคราะห์เห็นว่า คดีนี้มีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีมีความซับซ้อนเกี่ยวพันกับความผิดหลายฐาน ทั้งฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฟอกเงิน และการพนันออนไลน์
อีกทั้งมูลค่าความเสียหายและเงินหมุนเวียนในคดีมีจำนวนมาก หากปล่อยตัวชั่วคราวอาจเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือผู้ต้องหาอาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานตามที่พนักงานสอบสวนค้านประกัน
เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้ควบคุมตัวนายอัจฉริยะขึ้นรถรับส่งผู้ต้องขังเพื่อนำตัวไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครทันที
การคุมตัวเข้าสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เป็นการปิดฉากบทบาทบทแรกของประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมในชั้นสอบสวน
หลังจากนี้ พนักงานสอบสวน บก.สอท.1 จะต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ทางดิจิทัล และการตรวจสอบบัญชีธนาคารทั้งหมด เพื่อสรุปสำนวนความเห็นทางคดีส่งให้อัยการพิจารณาต่อไป
คดีนี้นับเป็นคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง ถึงการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นในสังคมอย่างเท่าเทียมและตรงไปตรงมา
