การเมืองใต้เรื่องเล่า : คุยกับ กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของผลงานเล่มล่าสุด “ปาเจราจาบัลย์”
นักอ่านชาวไทย คงคุ้นเคยกับชื่อของ กิตติศักดิ์ คงคา กันเป็นอย่างดี ในฐานะนักเขียนผู้มีลีลาการเล่าเรื่องหลากหลาย ตั้งแต่นวนิยายสืบสวนสอบสวนชวนไขคดีปริศนา ไปจนถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ทิ้งร่องรอยความรู้สึกไว้ในใจหลังอ่านจบ ด้วยความสามารถในการหยิบจับประเด็นที่แตกต่างมาสร้างเป็นเรื่องเล่าอันมีเอกลักษณ์ เขาจึงเป็นนักเขียนไทยร่วมสมัยที่มีผลงานน่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง
กิตติศักดิ์ คงคา กลับมาพร้อมกับ “ปาเจราจาบัลย์” นวนิยายสืบสวนเล่มใหม่ล่าสุดในชุด “ฝาแฝดยอดนักสืบ” ที่ชวนให้แฟนๆ นักอ่านติดตามอีกครั้ง จึงเป็นโอกาสดีที่จะพูดคุยกับนักเขียนผู้ไม่หยุดสำรวจความเป็นไปได้ของงานเขียนผู้นี้ และร่วมค้นหาว่า ภายใต้ปริศนาที่เขาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวขึ้นนั้น จะมีแง่มุมใดของความเป็นมนุษย์ซุกซ่อนอยู่ และรอคอยให้ผู้อ่านได้ค้นพบ

ชื่อหนังสือ “ปาเจราจาบัลย์” มีที่มาอย่างไร
ในเล่ม “ปาเจราจาบัลย์” นี้ ทิวากรเป็นตัวเอกของเรื่องนี้ครับ แล้วทิวากรก็มองคุณแม่ของเขาเป็นเหมือนครู แล้วก็มองคุณยายว่าเป็นครูของครู ดังนั้น “ปาเจรา” ในที่นี้จริงๆ ก็จะหมายถึงคุณยาย ส่วนคำว่า “จาบัลย์” แปลว่าความโศกเศร้าเสียใจ หรือแปลว่าว่าน้ำตาก็ได้ ดังนั้น ชื่อหนังสือ “ปาเจราจาบัลย์” จึงแปลว่า “น้ำตาของคุณยาย”


กลคดีในเล่มนี้แตกต่างจากเล่มอื่นอย่างไร
จริงๆ แล้วคดีในเล่มนี้เป็นคดีในห้องปิดตายที่ค่อนข้างจะธรรมดา แล้วก็อาจจะไม่ได้หวือหวาเท่าเล่มอื่นๆ ก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ แต่คอนเซ็ปต์ของมันก็คือว่า ถ้าเราย้อนกลับไปดูเราจะเห็นว่า “กาสักอังก์ฆาต” Setting ของเรื่องจะเป็นเรื่องวัด “โอปปาติกะอำพราง” จะเป็นที่สวนผลไม้ “รจเลขกัมมันต์” เป็นเรื่องคุก “อาชญรีเยนต์” เป็นคฤหาสน์ “เบญจทีรฆันดร” จะเป็นป่า แต่เล่ม “ปาเจราจาบัลย์” นี้คือบ้าน ซึ่งก็จะพูดถึงความตายที่เกิดขึ้นอย่างธรรมดาสามัญในบ้าน แต่มันไม่ใช่บ้านธรรมดา เพราะว่ามันเป็นบ้านของฝาแฝดยอดนักสืบ 2 ตัวละครเอกของซีรีส์นี้
จุดเด่นของงานเล่มนี้ก็คือมันมีความเป็นแฟมิลี่ดราม่า คือมันมีความเป็นดราม่าความสัมพันธ์ในครอบครัวสูงที่สุดกว่าทุกเล่มที่เคยมีมา ดังนั้นมันจะเป็นงานที่กลคดีไม่ได้ยากหรือซับซ้อนเท่าเล่มอื่น แต่จะพาเรากลับไปสำรวจตัวละครหลักของซีรีส์ชุดนี้อย่าง รติพลและทิวกร ได้ซับซ้อนมากที่สุด รวมไปถึงอีกประเด็นหนึ่งก็คือมันเป็นความตายที่เกิดขึ้นในบ้าน ดังนั้นผู้ต้องสงสัยหรืออะไรต่างๆ มันก็เป็นคนใกล้ตัว บรรยากาศมันจึงพาให้เราไปเจอกับความดราม่าครอบครัวในแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อน
มันเป็นความตายแบบจริงๆ ที่ไม่ได้เป็นที่ไม่ได้ เป็นความตายที่มันทำให้เรารู้สึกจริงๆ ว่าเวลามีคนในบ้านเราตาย เรารู้สึกอย่างไร ความวุ่นวายของการสืบสวนมันย่อมมี แล้วเราต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปด้วย แต่เราจะต้องทำยังไงต่อไป
หนังสือเล่มนั้นพาให้เราไปรู้จักกับอะไรแบบนั้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งผมคิดว่าเล่มนี้น่าจะเป็นเล่มที่ดราม่าที่สุดในทุกเล่มที่เคยเขียนมา

ถ้าเปรียบเทียบ “ปาเจราจาบัลย์” เล่มนี้
กับ “เบญจทีรฆันดร” ที่เป็นเล่มก่อนหน้านี้
มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรบ้าง
ถ้าเทียบกัน “เบญจทีรฆันดร” กับ “ปาเจราจาบัลย์” มีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ “เบญจทีรฆันดร” มีเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในตอนจบของเรื่อง แล้วก็เป็นเหตุการณ์ที่หล่อหลอมให้ตัวแฝดผู้พี่ หรือรติพลเติบโตมาเป็นคนแบบในปัจจุบัน
เหมือนกันกับทิวกรใน “ปาเจราจาบัลย์” ที่ตอนจบหรือว่าบทเฉลยของเรื่อง ตัวของทิวกรจะมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เหมือนเปลี่ยนทัศนคติของเขาไปทั้งชีวิต แล้วก็ทำให้เขาเติบโตมาเป็นคนแบบนี้
ดังนั้น ถ้าอยากจะเข้าใจว่าทำไมรติพลโตมาเป็นรติพลก็ต้องไปอ่าน “เบญจทีรฆันดร” เหมือนกันกับที่ถ้าอยากจะเข้าใจว่า ทำไมทิวกรถึงกลายมาเป็นทิวกรที่คนอ่านรู้จักก็ต้องอ่าน “ปาเจราจาบัลย์”

ช่วงเวลาในเนื้อเรื่องของ “ปาเจราจาบัลย์”
“ปาเจราจาบัลย์” จะพาเราย้อนเวลากลับไปเจอกับเรื่องราวในทุกช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งเวลาที่เราเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ เราอาจจะคุ้นเคยกับวิกฤติต้มยำกุ้งในฐานะเป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งของเมืองไทย แต่ผมในฐานะคนที่เคยผ่านวิกฤตนี้มา ก็อยากจะพากลับไปสำรวจว่าเหตุการณ์ในตอนนั้นว่ามันเขย่าเรื่องราวชีวิตของมนุษย์อย่างไรบ้าง
หนังสือเล่มนี้มันพูดถึงความสัมพันธ์ แล้วก็การรับมือกับความตายที่แท้จริง ผมเชื่อว่าใครที่ไม่เคยผ่านการสูญเสีย หรือว่าไม่เคยผ่านความตายของคนสำคัญในครอบครัว ถ้าได้มาอ่านเล่มนี้แล้ว มันจะทำให้เหมือนกับมาสั่นแล้วก็เขย่าความรู้สึกบางอย่างว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นกับเราในวันใดวันหนึ่งก็ได้ ตรงกันข้ามกับคนที่เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาแล้ว ก็อาจจะชวนให้กลับไประลึกเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง
และเรื่องราวบางอย่างที่เคยเอ่อล้นความรู้สึกของคุณในตอนนั้น มันอาจจะเป็นแบบที่ผมเขียนไว้ในเล่มนี้ก็ได้
