บทความพิเศษ | อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
50 ปี 6 ตุลา
: จังหวะของประวัติศาสตร์
และการจรรโลงความรู้สึก
1. ทบทวนความคิดกับความทรงจำ
วาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม น่าจะเป็นเวลาที่ควรจะคิดกันใหม่ว่าสังคมไทยจะ “มอง” เหตุการณ์ 6 ตุลากันอย่างไร ความเรียงที่จะกล่าวต่อไปนี้จะไม่พูดว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างในกระบวนการเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เพราะในช่วงหลังของ 50 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยรู้เรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลามากขึ้นกว่าเดิมมาก โดยผ่านการทำงานศึกษาอย่างหนักและน่าชื่นชมจากนักวิชาการหลายคน
ความเรียงนี้จึงจะขอเสนอประเด็นเพื่อการแลกเปลี่ยนในสองประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรก ทำความเข้าใจว่า คนหนุ่มสาวรุ่นนั้นที่มีส่วนร่วมในกระบวนการของเหตุการณ์นั้นมี “ฐานความรู้สึก” อะไร จึงกล้าตัดสินใจลุกยืนขึ้นต่อสู้กับ “ความอยุติธรรม”
ประการที่สอง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ความรู้สึก การรับรู้ และความหมายของ 6 ตุลาเดินทางต่อมาอย่างไรในสังคมไทย

2. “จังหวะของประวัติศาสตร์”
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไม่เคยเกิดขึ้นเป็นแนวระนาบเดียว และไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสังคม หรือกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ทั้งหมดไม่ได้เดิน “จังหวะหลัก” เพียงจังหวะเดียว เพราะในความเป็นจริงมีประวัติศาสตร์หลายชุดที่ซ้อนทับและเคลื่อนไปอย่างไม่ได้เป็นกระแสหนึ่งเดียว การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์จึงต้องมองถึงความซับซ้อนของ “จังหวะของประวัติศาสตร์”
“จังหวะของประวัติศาสตร์” (Historical Rhythm) ไม่ใช่เพียงการไหลผ่านของเวลา หากเป็นการเคลื่อนไหวของผู้คนและพลังต่างๆ ในสังคมที่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่ได้เคลื่อนไปด้วยความเร็วเท่ากัน บางจังหวะอาจเริ่มต้นขึ้นในคนเพียงบางกลุ่มในบางพื้นที่ หรือในบางเครือข่าย แต่เมื่อผู้คนเหล่านั้นสามารถเชื่อมความรู้สึก ความคิด ความทรงจำ และการกระทำเข้าหากัน การเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนเกิดขึ้นเพียงเฉพาะส่วนก็สามารถส่งแรงสะเทือนออกไปสู่สังคมในวงกว้าง และเปิดพื้นที่ให้ความเปลี่ยนแปลงที่แต่เดิมยังเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ขึ้นมา
“จังหวะของประวัติศาสตร์” จึงไม่ใช่การดำเนินต่อเนื่องอย่างเป็น “กระบวนการ” หากแต่เป็นการแปรรูปของความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึก ความทรงจำ ความคิด และการกระทำ ซึ่งสามารถข้ามกลุ่ม ข้ามพื้นที่ และข้ามรุ่นได้ จังหวะของประวัติศาสตร์จึงไม่ได้เกิดขึ้นตามเวลาที่ต่อเนื่องกัน หากแต่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้คนต่างรุ่น ต่างวัย และต่างประสบการณ์เข้ามาเชื่อมความทรงจำ ความรู้สึก และการกระทำเข้าด้วยกัน จนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนไหวขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ “จังหวะของประวัติศาสตร์” จึงไม่ใช่การแบ่งประวัติศาสตร์ออกเป็นยุคสมัย แม้ว่าการแบ่งยุคสมัยจะช่วยให้เราเห็นความแตกต่างระหว่างช่วงเวลาหนึ่งกับอีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่การมองผ่าน “จังหวะ” ทำให้เราเห็นว่า ภายในเวลาหรือยุคเดียวกันนั้นมีความซับซ้อนซ่อนอยู่ การมองผ่าน “จังหวะของประวัติศาสตร์” จึงทำให้เราเห็นว่า ภายในเวลาเดียวกัน ผู้คนต่างกลุ่มอาจกำลังดำรงชีวิตอยู่ในความเปลี่ยนแปลงที่ไม่พร้อมกัน สิ่งเก่ายังไม่หมดไป สิ่งใหม่กำลังก่อตัว และสิ่งที่เคยเงียบหายอาจกำลังกลับมามีพลังอีกครั้ง เพื่อทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้เดินไปข้างหน้าด้วยจังหวะเดียวกันทั้งสังคม
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง จังหวะเหล่านี้มิได้เรียงต่อกันเป็นยุคสมัยที่จังหวะหนึ่งสิ้นสุดลง แล้วอีกจังหวะหนึ่งจึงเริ่มต้น หากแต่ซ้อนทับ เหลื่อมกัน และบางจังหวะที่ดูเหมือนเงียบหายก็สามารถกลับมามีพลังขึ้นใหม่ได้
3. ก่อนจะมี “อุดมการณ์” มี “ความรู้สึก”
เวลาพูดถึงขบวนการนักศึกษาในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลานั้น เรามักเริ่มต้นมองจากความฝักใฝ่ในลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเหมา ความคิดสังคมนิยม และความปรารถนาเป็นคอมมิวนิสต์ แต่หากเราพิจารณา “รุ่น” ของนักศึกษาที่เข้ามาเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยในช่วงปี พ.ศ.2517 ถึง พ.ศ.2519 พวกเขาอาจจะมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ก็คงไม่ใช่แกนนำสำคัญในการเคลื่อนไหว การเพิ่งเข้าสู่มหาวิทยาลัยเพียงระยะสั้นๆ จะเปลี่ยนแปลงแบบพลิกพวกเขาไปสู่ความคิดฝ่ายซ้ายได้ขนาดนั้นได้อย่างไร
แน่นอนว่ามีรุ่นพี่แก่ๆ ที่ยังไม่ยอมจบการศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่คอยดูแล/ชักชวน/สอดส่ายสายตาดูรุ่นน้องที่เข้าท่าอยู่ แต่ก็ไม่มากมายจนสามารถเปลี่ยนระบบความคิดความรู้สึกของนักศึกษาจำนวนมากได้
เราจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นฐานทางอารมณ์ความรู้สึกของมวลนักศึกษาที่ทำให้พวกเขาสามารถเคลื่อนความคิดไป “ทางซ้าย” ได้อย่างรวดเร็ว
สองฐานทางอารมณ์ความรู้สึกที่สำคัญที่มวลนักศึกษาได้ “ฝัง” ไว้ในตัวเอง ได้แก่ ความรักความเป็นธรรม และรังเกียจความอยุติธรรม สองฐานนี้เกี่ยวกันในแง่ที่ความรังเกียจความอยุติธรรมเป็นแรงผลักให้พวกเขากล้าอย่างยิ่งในการที่จะกระทำการใดๆ ที่จะขจัดสิ่งที่เขารังเกียจให้ออกไปจากสังคม
อะไรทำให้คนหนุ่มสาวรุ่นหนึ่ง “รู้สึก” ว่าความอยุติธรรมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
มวลนักศึกษาเหล่านี้พวกเขาไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยในฐานะกระดาษที่ว่างเปล่า พวกเขาเติบโตมากับโลกทางศีลธรรมชุดหนึ่งที่พวกเขาได้รับรู้และฝังไว้ในใจ การอ่านวรรณกรรมแปลจีนกำลังภายในที่ขยายและกระจายตัวไปอย่างกว้างขวาง ได้สถาปนาความรู้สึกถึงคุณธรรมของการไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม วรรณกรรมจีนกำลังภายในไม่ได้มีเพียงการเล่าเรื่องวิทยายุทธ์เท่านั้น หากแต่จอมยุทธ์ที่แท้ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เป็นคนที่เมื่อเห็นผู้ที่อ่อนแอกว่าถูกข่มเหงแล้วไม่สามารถเดินผ่านไปเฉยๆ ได้ ความเก่งกาจจึงมาพร้อมกับพันธะทางศีลธรรม เมื่อจอมยุทธ์เห็นความอยุติธรรม ก็ต้องทำอะไรบางอย่างขึ้นมา
ภาพยนตร์ไทยที่ขยายตัวอย่างมากในช่วงนั้น (ไม่ว่าจะเป็น 16 มม. หรือ 35 มม.) แม้ว่าในยุคนั้นจะต้องมีกรอบ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” วางเอาไว้ (น่าสนใจที่การเร้าให้คนไทยที่ห่างไกลรู้สึกได้ถึง “ชาติ” ผ่านหนังกลางแปลงได้สำเร็จไม่น้อยทีเดียว) แต่หนังไทยที่เน้นการต่อสู้ก็เสนอภาพพระเอกเป็นผู้ที่เสนอตัวออกมาต่อสู้กับคนที่ใช้อำนาจรังแกผู้อื่น พระเอกไม่ได้เป็นพระเอกเพราะเก่งอย่างเดียว ความเก่งมีความหมายเมื่อถูกใช้เพื่อพิทักษ์สิ่งที่ถูกต้อง นอกจากนั้น ภาพยนตร์จีนกำลังภายในและภาพยนตร์คาวบอยตะวันตกที่แพร่สะพัดเข้ามาก็เป็นการเน้นบทบาทพระเอกเป็นวีรชนผู้ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม
โครงสร้างทางศีลธรรมที่คล้ายกันอย่างน่าสนใจในการสื่อสารทางสังคมนี้ก็คือ เมื่อคนที่มีอำนาจรังแกคนที่ไม่มีอำนาจ คนธรรมดาถูกกดขี่ ตัวเอกไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ จะต้องออกไปฟื้นฟูความเป็นธรรม
ขณะเดียวกันในช่วงเวลานั้น การศึกษาพื้นฐานได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง (ความต้องการครูจึงทำให้เกิดหลักสูตรครู ป.กศ.ต้น และ ป.กศ.สูง) แบบเรียนทางด้านสังคมได้สร้างความรู้สึกบางอย่างให้แก่นักเรียน ที่สำคัญ มองเห็นผู้ที่ทำงานทุกงานมีคุณค่า และ “ชาวนามีบุญคุณต่อเรา เพราะปลูกข้าวให้เรากิน” เด็กถูกสอนให้มองเห็นบุญคุณและความเหน็ดเหนื่อยของชาวนา
เราอาจวิจารณ์อุดมการณ์ในหนังสือเรียนได้มากมายว่าได้ปลูกฝังแต่ความคิดอนุรักษนิยม แต่มองอีกด้านหนึ่ง มันก็สร้างความสามารถที่จะรู้สึกต่อการดำรงอยู่และความทุกข์ของคนอื่นได้ชัดเจนขึ้น
เพราะฉะนั้น ก่อน 6 ตุลา ผู้คน “รู้สึก” แล้ว แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้าง “นักปฏิวัติ” ขึ้นในทันที แต่มันค่อยๆ สะสมสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นฐานความรู้สึกรักความเป็นธรรม และรังเกียจความอยุติธรรม นี่คือสิ่งที่พวกเขาพกติดตัวเข้ามหาวิทยาลัย
4. แล้ว Marx กับ Mao เข้ามาทำอะไร
เราสามารถกลับหัวกลับหางคำอธิบายเสียใหม่ได้ว่า คนหนุ่มสาวเหล่านั้นไม่ได้รักความยุติธรรมเพราะอ่านมาร์กซ์หรือเหมา แต่พวกเขาสามารถรับมาร์กซ์และเหมาได้ เพราะมีความรู้สึกรักความยุติธรรมอยู่ก่อนแล้ว ก่อนหน้านั้นเขาเห็นความยากจน เห็นชาวนา เห็นคนถูกเอารัดเอาเปรียบ เห็นความไม่เท่าเทียม
แต่การเห็นความทุกข์ ไม่เท่ากับการมองเห็นโครงสร้างที่ผลิตความทุกข์
ข้อจำกัดของความรู้เกี่ยวกับสังคมไทยในเวลานั้นที่เครื่องมือทางความคิดในการอธิบายโครงสร้างของความอยุติธรรมไม่มีอยู่ Marx และ Mao จึงเข้ามาทำหน้าที่สำคัญ ไม่ได้สร้างความรู้สึกขึ้นใหม่ แต่ให้ภาษา แนวคิด กรอบการมอง จนสิ่งที่เคยเป็น “ทำไมคนเหล่านี้จึงทุกข์” กลายเป็น “โครงสร้างอะไรทำให้คนจำนวนมากต้องทุกข์เช่นนี้?”
การเปลี่ยนจากความรู้สึกต่อความอยุติธรรมมาสู่การมองเห็นโครงสร้างของความอยุติธรรม เป็น “จังหวะของประวัติศาสตร์” ที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมที่ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงความพยายามยุติและทำลาย “จังหวะทางประวัติศาสตร์” ที่สร้างขึ้นมาด้วยเหตุการณ์ 6 ตุลา
กรอบคิดแบบมาร์กซ์ผ่านมาทางสตาลินด้วยกรอบประวัติศาสตร์ 5 ขั้นตอน และตอกย้ำให้นักศึกษารู้สึกถึงการเป็นผู้กระทำการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมด้วยการ “ผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์” ความคิดแบบเหมาเข้ามาสู่นักศึกษาด้วยชุดความคิดที่เน้นการต่อสู้เชิงจรยุทธ์และยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” และการสร้างจินตนาการเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่เดินตามเส้นทางจีนให้เป็น “พื้นที่ชุมนุมผู้กำลังสรรค์สร้างความยุติธรรม” หนึ่งเดียวเท่านั้น
5. 6 ตุลาไม่ได้เริ่มขึ้นและจบลง
ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ถ้าเรามอง 6 ตุลาเป็น “เหตุการณ์” ก็พูดได้ว่ามันจบไปแล้ว แต่ถ้ามองเป็น “จังหวะของประวัติศาสตร์” วันที่ 6 ตุลาไม่ได้จบในวันนั้น หากเรามองความสัมพันธ์ของจังหวะของประวัติศาสตร์ เราจะเห็นความแปรเปลี่ยนที่น่าสนใจ ก่อน พ.ศ.2519 เป็นจังหวะของการค้นพบโครงสร้างความอยุติธรรม พ.ศ.2519 เป็นจังหวะของการพบความรุนแรง หลัง พ.ศ.2519 เป็นจังหวะของความกลัวและความเงียบ หลัง พ.ศ.2530 เป็นจังหวะของการ “รื้อฟื้นอดีต” ด้วยภาษาใหม่/เรียกชื่อใหม่ และหลัง พ.ศ.2540 เป็นจังหวะของการเชื่อมต่อคนกลุ่มใหม่ในสังคมและเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน
ในแต่ละจังหวะของประวัติศาสตร์ เราจะเห็นผู้คนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ 6 ตุลา เคลื่อนและถูกชักจูงให้เคลื่อนออกจากพื้นที่เดิมเข้ามาสัมพันธ์กับผู้คนที่หลากหลายขึ้น ผู้คนออกจากป่ากลับเข้าสู่เมือง ทำงานเฉพาะด้านของตน ส่วนหนึ่งทำงานกับสังคม ทำงานกับชาวบ้าน ไปทำงานร่วมกับขบวนการนักพัฒนาเอกชน บางส่วนไปทำงานเรื่องเกษตรกร ทำงานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สิทธิ ทำงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนและสังคม
จังหวะเปลี่ยนที่สำคัญ ได้แก่ หลัง พ.ศ.2530 โดยเฉพาะเมื่อจัดงาน 20 ปี 6 ตุลา ในปี พ.ศ.2539 (อ.ธงชัยได้พูดถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้ในบทความเรื่อง “คิดต่อจาก 6 ตุลา (8) ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่” มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 46 ฉบับ 2407) ในช่วงนี้หลังการจัดงาน 20 ปี 6 ตุลา จึงไม่ได้เป็นเพียง “งานสืบเนื่องจาก 6 ตุลา” หากแต่มันคือการที่ผู้คนได้เข้ามาร่วมกันสร้างจังหวะทางประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่
การเปิดความสัมพันธ์ใหม่กับคนรุ่นต่อมาเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง กรณีภาคเหนือสำคัญมาก นักพัฒนาเอกชนรุ่นใหม่เชื่อมต่อกับพ่อสิงห์คำ ธรรมพิงค์ (พ่อสิงห์) แกนนำหมู่บ้านสมณะที่เข้าป่าทั้งครอบครัว ได้เชื่อมต่อกับสมศักดิ์ โยอินชัย (อ้ายหมิว) และรังสรรค์ แสนสองแคว (อ้ายสรรค์) และอีกหลายคน อันนำไปสู่การก่อตัวของเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ และเครือข่ายทางสังคมอีกหลากหลายที่ตามมา ในช่วงเวลานี้ ยังได้เกิดการเชื่อมต่อผู้คนหลายรุ่นในงานคืนความหมายให้แก่นิสิต จิรโสภณ ผู้นำนักศึกษารุ่นก่อน 2516 การเปิดพื้นที่สาธารณะสวนอัญญาให้แก่คนรุ่นใหม่ และได้ร่วมกันสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมการเมืองในอีกหลายมิติ จังหวะของประวัติศาสตร์ในแต่ละจังหวะมีความหมายทางการเมืองวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง กลุ่มคนที่มีส่วนร่วมในแต่ละจังหวะก็ได้ร่วมสร้างปฏิบัติการได้อย่างเหมาะสมและเปี่ยมพลัง
ความรู้สึกรักความเป็นธรรม รังเกียจความอยุติธรรมไม่ได้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนพื้นที่ในการทำงานในแต่ละจังหวะของประวัติศาสตร์
6. 50 ปี 6 ตุลา
จะมีความหมายอย่างไร
: การจรรโลงความรู้สึก
สิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวะของประวัติศาสตร์ 6 ตุลา จึงกว้างและลึกซึ้งกว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา การขับเคลื่อนจากปัญหาชาวนา เกษตรกร มาสู่ปัญหาในเรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การเรียกร้องเรื่องสิทธิ และการร่วมกันยืนยันในหลักการชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้คนที่เท่าเทียมกัน
จังหวะของประวัติศาสตร์ที่ดำเนินมาจากคนกลุ่มหนึ่งได้ขยาย/กระเพื่อม/เชื่อมต่อผู้คนจำนวนมาก จนเกิดกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งขึ้น การสร้าง “พลเมือง” พลเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าเราเป็นพลเมือง ไม่ได้เกิดเพียงเพราะเรามีสิทธิ์เลือกตั้ง พลเมืองเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์คนหนึ่งสามารถรู้สึกต่อความทุกข์และความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความทุกข์ของคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น
การรำลึก 50 ปี 6 ตุลา จึงไม่ได้มีความหมายเพียง “อย่าลืมว่าเกิดอะไรขึ้น” แน่นอน เราต้องไม่ลืม แต่หากเราจะไม่เพียงรักษาไว้แค่ “ความทรงจำของเหตุการณ์” สิ่งที่ดำเนินมาและดำเนินต่อไปในอนาคตคือฐานความรู้สึกรักความเป็นธรรมและความรังเกียจต่อความอยุติธรรม เพราะนี่คือฐานสำคัญที่ทำให้คนรุ่น 6 ตุลาออกจากโลกส่วนตัวมามองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น และเมื่อเขามีเครื่องมือทางความคิด เขาจึงมองเห็นว่า ความทุกข์ของมนุษย์จำนวนมากไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่มาจากความสัมพันธ์และโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น
การรักษาความทรงจำของ 6 ตุลา จึงไม่ใช่เพียงการรักษาความทรงจำเกี่ยวกับผู้ที่จากไป หากแต่หมายถึงการจรรโลงความรู้สึกรักความเป็นธรรมที่ทำให้คนเหล่านั้นลุกขึ้นมากระทำบางสิ่งต่อความอยุติธรรม การจรรโลงนี้ก็คือ การสร้างจังหวะของประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ผู้คนต่างหากที่สร้างมันขึ้น เมื่อคนต่างรุ่น ต่างวัย ต่างประสบการณ์ สามารถเชื่อมความทรงจำ ความรู้สึก จนได้สร้างผลขึ้นมาอย่างสำคัญ
สุดท้ายนี้ ในวาระ 50 ปี 6 ตุลา เราต้องเปลี่ยนคำถามแล้ว คำถามไม่ใช่เพียงว่า “เรายังจำ 6 ตุลาได้หรือไม่?” แต่เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ “วันนี้เรายังรู้สึกเจ็บปวดต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนอื่นได้มากเพียงใด และเราจะร่วมกันถักสานสังคมที่เป็นธรรมต่อไปอย่างไร
ความเรียงนี้ปรับจากการนำเสวนางาน “50 ปี 6 ตุลา : อดีต ปัจจุบัน อนาคต” ณ สวนอัญญา เฮือนครูองุ่น มาลิก : หอประวัติศาสตร์ประชาชนภาคเหนือ วันที่ 3 ตุลาคม 2569
