เวียงจันทน์ขยับ ฮานอยเขยื้อน : เวียดนามกับการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว
บทความพิเศษ | สุริยา คำหว่าน
เวียงจันทน์ขยับ
ฮานอยเขยื้อน
: เวียดนามกับการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว
ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) กลายเป็นจุดสนใจทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากความเคลื่อนไหวสำคัญอย่างน้อยสองเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
เรื่องแรกคือ การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสะเหลิมไซ กมมะสิด ที่ก้าวเข้ามาแทนที่นายสอนไซ สีพันดอน ซึ่งขยับไปดำรงตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติ โดยมีหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทในการพิจารณากฎหมายและกำกับตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
เรื่องที่สองคือ การเปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว และสถาบันการบินมิตรภาพจีน-ลาว ณ สนามบินบ้านเกิน ห่างจากกรุงเวียงจันทน์ไปทางเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับทิศทางการเมืองภายใน นโยบายการต่างประเทศ อิทธิพลทางทหารของจีน และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างลาวกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนามที่พรมแดนติดกับ สปป.ลาวมากกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร

การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีระหว่างวาระรัฐบาลมิใช่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นใน สปป.ลาว นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2550 จนถึงปัจจุบัน มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีก่อนครบวาระรัฐบาลสามครั้ง
ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 เมื่อนายทองสิง ทำมะวง เข้ารับตำแหน่งแทนนายบัวสอน บุบผาวัน ซึ่งลาออกโดยให้เหตุผลส่วนตัว โดยเฉพาะประเด็นเรื่องปัญหาครอบครัวท่ามกลางความประหลาดใจของสาธารณชน และสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ
ครั้งที่สอง วันที่ 30 ธันวาคม 2565 เมื่อนายสอนไซ สีพันดอน เข้ารับตำแหน่งแทนนายพันคำ วิพาวัน ซึ่งดำรงตำแหน่งได้ประมาณหนึ่งปีเก้าเดือน ก่อนลาออกโดยให้เหตุผลด้านอายุและปัญหาสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติภารกิจอันหนักหน่วง ท่ามกลางความยากลำบากทางเศรษฐกิจและการเงิน
ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เมื่อนายสะเหลิมไซ กมมะสิด เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายสอนไซ สีพันดอน ที่ขยับไปดำรงตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติ
เป็นที่น่าสังเกตว่า การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี สปป.ลาวสองครั้งก่อนหน้ามีลักษณะแตกต่างจากครั้งนี้อย่างชัดเจน กล่าวคือ นายบัวสอน บุบผาวัน ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ โดยอ้างเหตุผลด้านครอบครัวในเดือนธันวาคม 2553 ก่อนพ้นจากทั้งกรมการเมืองและคณะกรรมการกลางพรรค ในการประชุมใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ครั้งที่ 9 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 หรือราวสามเดือนต่อมา
ขณะที่นายพันคำ วิพาวัน ลาออกด้วยเหตุผลด้านอายุและสุขภาพเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2565 แต่ยังคงดำรงตำแหน่งในกรมการเมืองแห่งพรรคประชาชนปฏิวัติลาวจนสิ้นสุดวาระชุดที่ 11 ในช่วงต้นปี 2569 ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งทั้งในกรมการเมืองและคณะกรรมการกลางพรรคชุดใหม่
ดังนั้น การลงจากตำแหน่งนายกฯ ของทั้งสองจึงมิใช่การ “เปลี่ยนม้ากลางศึก” เท่านั้น หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการลดบทบาท และหลุดพ้นจากวงจรอำนาจระดับสูงในพรรคฯ ต่างจากครั้งนี้ที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการสับเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อความสมดุลเชิงอำนาจระหว่างกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองใน สปป.ลาว

นักวิเคราะห์การเมืองลาวตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีครั้งนี้อาจสะท้อนกลไกการปรับสมดุลอำนาจระหว่างเครือข่ายชนชั้นนำทางการเมืองใน สปป.ลาว ภายหลังการเสียชีวิตของนายไซสมพอน พมวิหาน ซึ่งเปิดช่องให้มีการจัดวางตำแหน่งผู้นำใหม่
David Hutt แห่ง CEIAS ได้เคยวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ว่า นายสะเหลิมไซ กมมะสิด มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีลาวจากทั้งความสามารถด้านการทูต บทบาทในการจัดงานประธานอาเซียน และเครือข่ายอุปถัมภ์ที่เชื่อมโยงกับผู้นำหลายตระกูล เขาจึงมิใช่คนนอกโครงสร้างอำนาจ บิดาของเขาเคยเป็นคนสนิทของนายจูมมะลี ไซยะสอน อีกทั้งนายสะเหลิมไซยังมีถิ่นกำเนิดในแขวงหัวพัน อันเป็นฐานที่มั่นการปฏิวัติทางตะวันออกเฉียงเหนือเช่นเดียวกับนายทองลุน สีสุลิด ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนทางการเมืองของนายสะเหลิมไซ
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงอาจบ่งชี้ถึงการจัดความสมดุลภายในกลุ่มผู้นำระดับสูง ภายหลังตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติว่างลง

สําหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสนามบินบ้านเกินนั้นเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ประมาณ 1 สัปดาห์
ทั้งนี้ South China Morning Post รายงานเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่า จีนและลาวเปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วม พร้อมสถาบันการบินมิตรภาพจีน-ลาว ณ สนามบินบ้านเกิน โดยมีเป้าหมายฝึกนักบินกองทัพอากาศลาวและกระชับความร่วมมือทางทหาร ทั้งสองประเทศจะร่วมกันบริหารและดูแลสถานที่ แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ที่ประจำการ
นักสังเกตการณ์มองว่าความเคลื่อนไหวนี้อาจช่วยขยายบทบาทของกองทัพจีนในภูมิภาค และเพิ่มจุดสนับสนุนทางทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากความร่วมมือด้านฐานทัพเรือในกัมพูชา
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงในภูมิภาคหลายคนยังมองว่า เวียดนามอาจต้องเฝ้าระวังด้านตะวันตกเพิ่มขึ้นควบคู่กับพื้นที่ทะเลจีนใต้
อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้ยังเป็นเพียงการประเมินความเสี่ยง โดยจีนยืนยันว่าไม่ได้มุ่งต่อต้านประเทศที่สามแต่อย่างใด
คําถามสำคัญภายหลังการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีในลาว และความร่วมมือทางทหารระหว่างลาว-จีน ที่สนามบินบ้านเกินคือ เวียดนามจะแสดงท่าทีตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร? คงปฏิเสธมิได้ว่า เวียดนามและลาวนั้นมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเป็นอย่างยิ่งภายใต้บริบท “ความสัมพันธ์แบบพิเศษ” อันมีพื้นฐานมาจากการเป็นพันธมิตรร่วมต่อสู้ในยุคอาณานิคม และสงครามในอินโดจีน ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือเวียดนาม-ลาว เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2520 อันเป็นรากฐานความร่วมมือระยะยาว ก่อนที่จะลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันระหว่างกระทรวงกลาโหมเวียดนามกับลาว เมื่อวันที่ 22 กันยายน ปีเดียวกัน
ความสัมพันธ์ลาว-เวียดนามจึงมีความลึกซึ้งทั้งทางด้านการเมือง ความมั่นคง และการปกป้องระบบการปกครองของกันและกัน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ความสัมพันธ์แบบพิเศษ” ระหว่างลาวกับเวียดนามได้เผชิญความท้าทายและแรงเสียดทานจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการขยายบทบาทของจีนในลุ่มน้ำโขงอย่างยากที่จะปฏิเสธ บริบทดังกล่าวยิ่งผลักดันให้เวียดนามพยายามรักษาความสัมพันธ์กับลาว เพราะความใกล้ชิดระหว่างเวียงจันทน์กับฮานอยถือเป็นเสาหลักสำคัญของความมั่นคงของเวียดนาม โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนด้านตะวันตกและอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค
ทั้งนี้ ภายหลังสภาแห่งชาติ สปป.ลาว มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายสะเหลิมไซ กมมะสิด เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เพียงหนึ่งวันต่อมา B?o ?i?n t? Ch?nh ph? หรือสื่อออนไลน์ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเวียดนามได้เผยแพร่กำหนดการเยือนลาวอย่างเป็นทางการของนายเล มิงห์ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีลาวคนใหม่ โดยเริ่มการเยือนในวันที่ 8 ตุลาคม หรือเพียงสามวันหลังการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลลาว
นอกจากนั้น การเยือนลาวครั้งนี้ยังเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในกรอบทวิภาคีครั้งแรกของนายเล มิงห์ ฮึง ในฐานะนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นการต้อนรับผู้นำรัฐบาลต่างประเทศครั้งแรกของนายสะเหลิมไซ กมมะสิด ในฐานะนายกรัฐมนตรีลาว จังหวะเวลาที่สอดคล้องกันนี้จึงอาจมีนัยของการส่งสัญญาณทางการทูตมากกว่าการแสดงความยินดีต่อผู้นำคนใหม่เพียงอย่างเดียว โดยอาจสะท้อนความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะยืนยันว่า การเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลจะไม่ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างเวียงจันทน์กับฮานอยสะดุดลง การเยือนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอาจเผยให้เห็นว่า ฮานอยต้องการรักษาความใกล้ชิดและช่องทางประสานงานกับรัฐบาลลาวตั้งแต่เริ่มต้น และฮานอยรับรู้เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงในลาวมากกว่าประเทศอื่นๆ ขณะที่เวียงจันทน์ก็ส่งสัญญาณว่า ความสัมพันธ์กับเวียดนามยังคงมีความสำคัญ ท่ามกลางการขยายบทบาทของชาติมหาอำนาจในลาว
การเยือนครั้งนี้จึงอาจเป็นทั้งการยืนยันความต่อเนื่องของ “ความสัมพันธ์แบบพิเศษ” และการตอกย้ำว่า เวียดนามยังต้องการมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือและความมั่นคงร่วมกับลาว

สถาบันวิจัยเอเชีย-แปซิฟิก หรือ Vi?n Nghi?n c?u Ch?u ? – Th?i B?nh D??ng อันเป็นองค์กรภายใต้การกำกับของรัฐบาลเวียดนามได้รายงานผลการประชุมครั้งนี้ว่า นายกรัฐมนตรีลาวเชื่อมั่นว่า การเยือนครั้งนี้จะมีส่วนช่วยให้ความสัมพันธ์ลาว-เวียดนาม ซึ่งตั้งอยู่บนมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นพิเศษ ความร่วมมืออย่างรอบด้าน และความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ มีความลึกซึ้ง เกิดผลเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเวียดนามแสดงความยินดีที่ได้เดินทางเยือนลาวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในตำแหน่งใหม่ และเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่เยือนลาว ภายหลังการจัดวางตำแหน่งผู้นำของลาว และการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีสะเหลิมไซ กมมะสิด พร้อมทั้งขอบคุณนายกรัฐมนตรีลาวที่ให้การต้อนรับคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลเวียดนามอย่างอบอุ่น เปี่ยมด้วยไมตรีจิตฉันสหายและพี่น้องเวียดนาม-ลาว เวียดนามพร้อมเคียงข้างและสนับสนุนลาวตามกำลังความสามารถของตน โดยเฉพาะการแบ่งปันประสบการณ์ด้านการบริหารเศรษฐกิจมหภาค การเงินและงบประมาณ การปฏิรูปสถาบัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
สําหรับผลของการหารือระหว่างผู้นำรัฐบาลลาวกับเวียดนามมีข้อสรุปดังนี้
ด้านการเมือง : ทั้งสองฝ่ายยืนยันอีกครั้งว่า ความสัมพันธ์พิเศษเวียดนาม-ลาว เป็นความสำคัญสูงสุดในนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศ
ด้านกลาโหมและความมั่นคง : ยืนยันว่า ความร่วมมือด้านนี้ยังคงเป็นเสาหลักของความสัมพันธ์ทวิภาคี พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการปกป้องชายแดน ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และขยายความร่วมมือสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและความมั่นคงทางไซเบอร์
ด้านเศรษฐกิจ : ส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบคมนาคม โลจิสติกส์ และด่านชายแดน ตลอดจนแก้ไขอุปสรรคของโครงการขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีเป็น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมุ่งสู่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในระยะต่อไป
ด้านการศึกษา : เวียดนามประกาศจะสร้างโรงเรียนมอบให้ลาวสองแห่งในแขวงหัวพันและแขวงจำปาสัก รวมมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านเอกสารความร่วมมือและโครงการ : นายกรัฐมนตรีทั้งสองร่วมเป็นสักขีพยานในการส่งมอบเอกสารความร่วมมือ 11 ฉบับ พร้อมร่วมพิธีส่งมอบศูนย์ข้อมูลและระบบบัตรประจำตัวประชาชน และพิธีเริ่มโครงการมหาวิทยาลัยมิตรภาพลาว-เวียดนาม
สื่อมวลชนเวียดนามภายใต้การกำกับของรัฐนำเสนอการเยือนลาวของนายเล มิงห์ ฮึง เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม 2569 โดยเน้นความต่อเนื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศภายหลังการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลลาว VietnamPlus ให้ความสำคัญกับการที่นายเล มิงห์ ฮึง เป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่เดินทางเยือนลาว หลังนายสะเหลิมไซ กมมะสิด เข้ารับตำแหน่ง เพื่อตอกย้ำความใกล้ชิดระหว่างฮานอยกับรัฐบาลลาว ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขณะที่ VTV เสนอว่า ความสัมพันธ์เวียดนาม-ลาวเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในนโยบายต่างประเทศ พร้อมกล่าวถึงความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากร อาจมองได้ว่า การกล่าวถึงความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเผยให้เห็นว่าเวียดนามต้องการรักษาความผูกพันผ่านการสนับสนุนการพัฒนาของลาว ควบคู่กับความสัมพันธ์ทางการเมือง และการทูต
อย่างไรก็ดี สื่อมวลชนเวียดนามมิได้เผยว่าการเจรจาหารือระหว่างทั้งสองฝ่ายได้พาดพิงถึงประเด็นความร่วมมือระหว่างจีน-ลาว กรณีสนามบินบ้านเกินหรือไม่
กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีลาวและการเปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว และสถาบันการบินมิตรภาพจีน-ลาว ณ สนามบินบ้านเกิน เป็นความเคลื่อนไหวสองเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ท่าทีของฝ่ายเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการสานสัมพันธ์กับผู้นำรัฐบาลลาวคนใหม่อย่างรวดเร็ว การเยือน สปป.ลาวของนายเล มิงห์ ฮึง จึงมีความหมายทั้งในฐานะการแสดงความยินดีและการยืนยันว่า ฮานอยยังพร้อมร่วมมือกับเวียงจันทน์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคและปัญหาเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญ อาจส่งผลต่อความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์ดังที่ประธานโฮจิมินห์ได้เคยกล่าวไว้เป็นบทกลอนในปี 1963 ว่า “เวียดนาม-ลาว สองชาติของเรา ความสัมพันธ์ลึกซึ้งยิ่งกว่าสายน้ำแดง และแม่น้ำโขง” (Vi?t – L?o, hai n??c ch?ng ta. T?nh s?u h?n n??c H?ng H?, C?u Long.)
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ความผูกพันทางประวัติศาสตร์ระหว่างสองชาติจะยังคงค้ำจุน “ความสัมพันธ์แบบพิเศษ” ได้มากน้อยเพียงใด เมื่ออิทธิพลของจีนสยายปีกลงมาทางใต้ และลาวมีทางเลือกทางยุทธศาสตร์เพิ่มมากขึ้น
