เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
6 ปทัสถาน ‘เคลียร์ได้’
ที่สังคมไทยต้องข้ามให้พ้น
หมายเหตุ : เนื้อหาบางส่วนจากปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ปทัสถานของการ ‘เคลียร์ได้’ กับการเมืองร่วมสมัย” โดย “ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในวาระ 53 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
53 ปีที่ผ่านไป เรามีรัฐธรรมนูญ เรามีการเลือกตั้ง มีรัฐสภา มีกฎหมาย มีองค์กรตรวจสอบ และมีคำว่า “ประชาธิปไตย” ปรากฏอยู่ในภาษาการเมืองแทบจะทุกวัน
แต่ในขณะเดียวกัน เรามีอีกคำหนึ่งที่ไม่เคยอยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่มีอยู่ในมาตราหรือนิยามทางกฎหมายใดๆ แต่กลับทรงพลังและทำงานอยู่ในชีวิตจริงอย่างกว้างขวาง
คำนั้นคือคำว่า “เคลียร์ได้”
คำนี้น่าสนใจ ในบางบริบทเป็นคำที่ดีมาก มีปัญหาก็เคลียร์กัน มีความเข้าใจผิดก็คุยกันให้จบ ประชาธิปไตยเองอยู่ไม่ได้ ถ้าคนเห็นต่างไม่เจรจา ไม่ประนีประนอม ไม่หาข้อตกลงร่วมกัน
แต่ “เคลียร์ได้” ที่อยากพูดถึงวันนี้เป็นอีกความหมายหนึ่ง คือ กฎมีอยู่แต่ลัดได้ ขั้นตอนมีอยู่แต่ข้ามได้ ความผิดมีอยู่แต่จัดการได้ ความรับผิดมีอยู่แต่หาใครช่วยได้ และถ้ามีเงินพอมีเส้นมากพอมีสถานะพอหรือมีอำนาจ เรื่องที่สำหรับคนธรรมดาทำไม่ได้ สำหรับบางคนกลับ “เคลียร์ได้”
เมื่อข้อยกเว้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสังคมมองว่ากลายเป็นเรื่องปกติ ข้อยกเว้นนั้นก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็น “ปทัสถาน” หรือ “บรรทัดฐาน” ใหม่ของสังคม
“ปทัสถานเคลียร์ได้ 6 ข้อ” นี้ จะนำเรากลับมาสู่คำถามเดียวกัน เมื่อกติกาต้องปะทะกับเงิน ปะทะกับสายสัมพันธ์ สถานะ หรืออำนาจ สิ่งใดจะต้องเป็นฝ่ายถอย?
ประเด็นแรก14 ตุลาคม 2516
: เมื่อกติกาเดียวกัน
ไม่ได้ใช้กับทุกคน
วัฒนธรรม “เคลียร์ได้” ไม่ได้เกิดจากคดีใหญ่เสมอไป บางทีมันเริ่มจากประสบการณ์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่ค่อยๆ สอนเราว่า กติกาเดียวกันอาจไม่ได้ทำงานเหมือนกันสำหรับทุกคน
บนกระดาษเราอาจมีสิทธิ์เท่ากัน มีเส้นสตาร์ตเดียวกัน อยู่ใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน แต่ในชีวิตจริงบางคนออกตัวมาพร้อมเงิน เครือข่าย ชื่อเสียง ครอบครัว หรือเบอร์โทรศัพท์ที่คนอื่นไม่มี คนหนึ่งต้องยื่นเอกสาร รอคิว และทำตามขั้นตอนทุกอย่าง แต่อีกคนโทรศัพท์ครั้งเดียว เรื่องก็เดินได้เร็วขึ้น
เมื่อคนเห็นว่าทางลัดได้ผล ทุกคนก็เริ่มต้องปรับตัว คนที่ไม่มีเส้นก็พยายามหาเส้น คนที่ไม่มีเงินก็พยายามใช้เวลาหาเงินเพื่อซื้อเวลา คนที่มีอำนาจก็เรียนรู้ว่าอำนาจนั้นสามารถนำไปแลกอะไรได้บ้าง ส่วนที่คนพยายามทำตามกฎ ก็อาจเริ่มถามตัวเองว่านี่เรากำลังซื่อสัตย์หรือเรากำลังโง่กันแน่?
เพราะยิ่งคนที่มีอำนาจสามารถใช้ “ประตูหลัง” ได้ง่ายเท่าไร แรงกดดันที่จะซ่อม “ประตูหน้า” ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น สุดท้าย คนที่ยังต้องยืนรอหน้าประตูเดิมก็คือคนที่มีทางเลือกน้อยที่สุด
ถ้าแค่บัตรประชาชนใบเดียวกับสิทธิ์ตามกฎหมายยังไม่พอ แต่เรายังต้องใช้เงิน นามสกุล เส้นสาย เพื่อแลกกับสิ่งที่เป็นของเราอยู่แล้ว “ความเสมอภาค” ก็เป็นแค่ข้อความบนกระดาษ
ประเด็นที่สอง
: เมื่อเสียงประชาชน
ต้องผ่านด่าน
ที่ประชาชนไม่ได้เป็นคนกำหนด
ประชาธิปไตยตั้งอยู่บนความคิดง่ายๆ ว่าประชาชนเลือกแล้ว เสียงของประชาชนต้องมีผลต่อการใช้อำนาจ ความหมายของการมีผลนั้นสำคัญมาก เพราะประชาธิปไตยไม่ได้จบในวินาทีที่เราหย่อนบัตรลงหีบ
ผมมีประสบการณ์ตรงกับคำถามนี้ ในช่วงปี 2566-2568 ผมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ “คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยจำนวน 151 เสียง
แม้คุณพิธาจะสามารถรวบรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้มากกว่า 300 เสียง แต่กลับได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้งไม่มากพอ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นอย่างที่เราทราบกันดี
สิ่งที่ติดอยู่กับผมไม่ใช่แค่ความผิดหวังของฝ่ายที่ผมทำงานด้วย แต่คือคำถามว่าคะแนนเสียงที่ประชาชนเพิ่งใช้ไป เดินทางสู่อำนาจจริงอย่างไร?
ถ้าชนะในคูหา แล้วยังต้องผ่านด่านที่ประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือกโดยตรง เราก็ควรถามให้ชัดว่า แต่ละด่านมีเหตุผลอะไรยึดโยงกับประชาชนแค่ไหนและตรวจสอบได้อย่างไร?
หากจะใช้ภาษาของปาฐกถาวันนี้ ความรู้สึกของผมในตอนนั้นคือ “เราเคลียร์ไม่ได้” แต่บทเรียนที่ผมได้รับ ไม่ใช่ว่าครั้งหน้าเราต้องเคลียร์ให้เก่งขึ้น
ตรงกันข้าม บทเรียนคือเราต้องสร้างระบบที่ไม่ต้องพึ่งพา “การเคลียร์นอกกติกาหรือเหนือกติกา” เจตจำนงของประชาชนควรจะสะท้อนไปสู่อำนาจผ่านกติกาที่เปิดเผยโปร่งใส ไม่ใช่ผ่านข้อตกลงลับหลังที่ประชาชนไม่มีส่วนรับรู้
ถ้าประชาชนเห็นว่ากติกาทำงานตรงไปตรงมา ต่อให้แพ้เลือกตั้ง เขาก็ยังมีเหตุผลที่จะยอมรับและกลับไปแข่งขันในครั้งหน้า
แต่ถ้าคนเริ่มเชื่อว่า คะแนนในคูหา ผลประชามติในคูหา เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย และปัจจัยที่สำคัญกว่านั้นอยู่หลังฉาก ความขัดแย้งก็จะย้ายจากการถกเถียงเรื่องนโยบาย ไปเป็นการถกเถียงว่าระบบทั้งระบบน่าเชื่อถือเพียงใด ซึ่งเป็นต้นทุนที่แพงกว่ามากสำหรับประชาธิปไตย
ประเด็นที่สาม
: เมื่อคนพูดความจริง
ต้องจ่ายแพงกว่าคนทำผิด
ระบบที่โปร่งใสไม่ได้ต้องการเพียงกฎหมายที่ดี
แต่ต้องทำให้คนที่เห็นปัญหากล้าพูด และเชื่อว่าการพูดของเขาจะไม่ทำลายชีวิตของตัวเอง
ถ้าคนที่เห็นความผิดต้องกลัวมากกว่าคนที่ทำผิด ระบบกำลังส่งสัญญาณอะไร?
“ระบบที่ดี” ควรทำให้คนผิดกลัวการตรวจสอบ แต่ “ระบบที่ผิดปกติ” ทำให้คนตรวจสอบกลัวคนทำผิด
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในกองทัพ แต่เกิดขึ้นในกระทรวง บริษัท มหาวิทยาลัย พรรคการเมือง โรงเรียน หรือองค์กรใดก็ตามที่คนเรียนรู้ว่า “การตั้งคำถาม” ทำให้ชีวิตยากขึ้น
แต่ “การเงียบ” ทำให้ผ่านไปได้
ประเด็นที่สี่
: เมื่อเงินไม่ได้ซื้อแค่ของ
แต่ซื้อทางลัดสู่รัฐ
ปทัสถาน “เคลียร์ได้” ไม่ได้เพียงแค่บ่อนทำลายความยุติธรรม แต่ยังบิดเบือนระบบการแข่งขัน เพราะเงินจำนวนมากไม่ได้ซื้อแค่สินค้าบริการหรือทรัพย์สิน แต่ยังสามารถซื้อเวลาซื้อโอกาสในการเข้าถึง และในบางระบบคือ “การซื้อทางลัดเข้าสู่กลไกของรัฐ”
นักวิชาการเรียกสภาวะนี้ว่า “state capture” หรือ “การครอบงำรัฐ” ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดที่สุดคอร์รัปชั่นคือการซื้อข้อยกเว้นจากกฎ แต่การครอบงำรัฐคือการมีอำนาจมากพอที่จะเขียนกฎขึ้นมาเอง
ปัญหานี้ใหญ่กว่าซองเงินใต้โต๊ะ ถ้าคอร์รัปชั่นคือการจ่ายเพื่อหนีกฎ การครอบงำรัฐคือการทำให้กฎถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้น เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก
ประเด็นที่ห้า
: เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นวันนี้
ความรับผิดชอบกลับตามมาทีหลัง
วิกฤตสิ่งแวดล้อมสะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนมากที่สุด เพราะความเสียหายทางธรรมชาติไม่เคยรอคดี ไม่เคยรอการแต่งตั้งคณะกรรมการ ไม่รอว่าใครพร้อมจะรับผิด
ทางการเมือง เราอาจจะขอเลื่อนวาระได้
ศาลอาจจะเลื่อนพิจารณาเป็นครั้งหน้า
หน่วยงานอาจจะขอตั้งคณะทำงานเพิ่มเติม
แต่ระบบนิเวศไม่เคยรู้จักคำว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน”
ความรับผิดชอบที่แท้จริงจึงต้องก้าวไปไกลกว่าการชี้ตัวคนผิดเมื่อกระบวนการสิ้นสุดลง
แต่ต้องครอบคลุมถึงการป้องกันความเสียหายตั้งแต่เนิ่นๆ การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสเร่งด่วน การประเมินความเสี่ยงที่ทันการณ์ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที
ประเด็นที่หก
: เมื่อเคลียร์ได้
กลายเป็นปัญหาของโลก
วันนี้คนที่เชื่อในประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติรัฐกำลังเจอ “ลมต้าน” ในหลายส่วนของโลก
ถ้าเราเชื่อว่าประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติรัฐมีคุณค่า หลักเหล่านั้นต้องมีความหมายเพราะเราเลือกจะยืนยันมันเอง ไม่ใช่เพราะมหาอำนาจประเทศไหนคนไหนบอกให้เรายืนยัน
และยิ่งในยามที่กระแสลมแห่งโลกาภิวัตน์พัดหวนกลับทิศ ผมคิดว่าสำคัญอย่างยิ่งที่คนที่ยังเชื่อในคุณค่าเหล่านี้จะต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกรู้สึกว่าเป็นคนล้าสมัย เป็นคนโลกสวย หรือเป็นคนที่ไม่เข้าใจว่าโลกแห่งความจริงทำงานอย่างไร
เพราะถ้าเราเชื่อว่าอำนาจย่อมมาก่อนกติกา ผลประโยชน์ย่อมมาก่อนหลักการ และคนที่ใหญ่พอก็ย่อมมีสิทธิ์ “เคลียร์ได้” มากกว่าคนอื่น เรากำลังยอมรับกับปทัสถานเดียวกับที่ผมพูดมาตลอดทั้งวันนี้ เพียงแต่คราวนี้ไม่ได้เกิดอยู่ในสำนักงาน ในกระทรวง ในบริษัท หรือในประเทศเท่านั้น
แต่กำลังเกิดขึ้นในระดับโลก
53 ปีก่อน คนธรรมดาจำนวนมากยืนขึ้นพร้อมกัน จนกลายเป็น “ยักษ์” ทางประวัติศาสตร์ คนรุ่น 14 ตุลาสร้างบ่าสร้างไหล่ให้คนรุ่นผมได้ยืน
ความกตัญญูทางการเมืองต่อคนรุ่นก่อนจึงไม่ใช่เพียงการจำชื่อ จำวัน หรือวางพวงหรีด แต่คือการรักษาพื้นที่ที่พวกเขาเคยต่อสู้ เคยเปิดไว้ให้ ไม่ปล่อยให้สิทธิ์ที่ได้มาแล้ว กลายเป็นสิ่งที่ต้องกลับไปขออนุญาตใหม่ทุกครั้ง
หน้าที่ของคนรุ่นผมไม่ใช่เพียงยืนบนบ่านั้น แล้วบอกว่าคนรุ่นก่อนยิ่งใหญ่แค่ไหน หน้าที่ของเราคือการสร้างบ่าให้คนรุ่นต่อไปยืนได้ไกลกว่าเรา ด้วยกติกาที่เขาเชื่อถือได้ สิทธิ์ที่เขาใช้ได้จริง และสังคมที่เขาไม่ต้องเก่งเรื่องการเคลียร์เพื่อจะได้รับสิ่งที่ควรเป็นของเขาตั้งแต่แรก
ถ้าเราทำได้ ผมคิดว่านั่นคือการร่วมกันสร้าง “ปทัสถานใหม่” ของสังคมไทย และเป็นการขอบคุณคนรุ่น 14 ตุลา ที่มีความหมายที่สุด
