อินเดีย จากแกนนำขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สู่ประเทศที่ฝักใฝ่ทุกฝ่าย
บทความพิเศษ | ศิริชัย จันทวงษ์
อินเดีย
จากแกนนำขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
สู่ประเทศที่ฝักใฝ่ทุกฝ่าย
ในห้วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ ความเขม็งเกลียวทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tension) ที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) อย่างน่าสนใจยิ่ง
โลกมีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน แต่ก็มีความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างกัน “รัฐ” ยังคงเป็นตัวแสดงหลักในความสัมพันธ์ ซึ่งนอกจากบรรดารัฐมหาอำนาจที่มีบทบาทกำหนดทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของโลกแล้ว รัฐบางรัฐที่เป็นมหาอำนาจขนาดกลาง (Rising Great Power) อย่างอินเดีย ก็มักจะถูกจับตามองและให้ความสนใจอย่างมากจากประชาคมระหว่างประเทศ (International Community) โดยสิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสนใจต่ออินเดียก็คือ ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของอินเดียที่มีต่อโลกที่แบ่งขั้วอำนาจกัน
แล้วทำไมต้องเป็นอินเดีย?
ย้อนกลับไปในปี 1961 โลกยังอยู่ในยุคสงครามเย็น การแบ่งขั้วอำนาจของโลกในตอนนั้นแบ่งด้วยอุดมการณ์และรูปแบบการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจเป็นหลัก กล่าวคือ มีโลกเสรีที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และมีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนหลัก เรียกว่าค่ายเสรีนิยม ขณะที่อีกค่ายหนึ่งคือโลกคอมมิวนิสต์ มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม และมีสหภาพโซเวียตเป็นแกนหลัก
อย่างไรก็ตาม โลกในตอนนั้นมีบางสิ่งที่ถือเป็นปรากฏการณ์ ในระบบระหว่างประเทศ (International System) นอกจากการแบ่งขั้วอำนาจข้างต้นแล้ว ก็คือในช่วงเริ่มต้นของสงครามเย็นนั้น คือช่วงหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ซึ่งได้เกิดปรากฏการณ์เบบี้บูมของรัฐชาติ (The Baby Boom of nation-states)
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เปลี่ยนระบบระหว่างประเทศและระเบียบโลกเดิม ไปสู่ระบบและระเบียบโลกแบบใหม่ ซึ่งได้ปลดปล่อยประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกจำนวนมาก ให้กลายเป็นรัฐเอกราชในเวลาไล่เลี่ยกัน และเมื่อประเทศเหล่านี้ลืมตามาดูโลก ก็พบว่าโลกถูกแบ่งเป็น 2 ค่าย
ความต้องการที่จะกำหนดนโยบายของตนเอง โดยไม่ต้องคำนึงหรือถูกบังคับโดยมหาอำนาจจากภายนอก กลายเป็นสิ่งที่ประเทศบูมเมอร์ (The Boomer of nation-states) เหล่านี้ต้องการ และในช่วงเวลานั้น ผู้นำของประเทศเหล่านี้บางประเทศได้รวมตัวกันภายใต้ชื่อที่เรียกว่าขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement : NAM) โดยสมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศในกลุ่มโลกใต้ (Global South)
ประเทศที่เป็นแกนนำในกลุ่มขบวนการดังกล่าวในเวลานั้นก็คือ ยูโกสลาเวีย อียิปต์ กานา อินโดนีเซีย และอินเดีย
ความเป็นผู้นำกลุ่มประเทศโลกใต้หรือประเทศโลกที่ 3 ของอินเดียจึงฉายแววตั้งแต่ตอนนั้น

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนกลับมาสู่ยุคที่โลกแบ่งขั้วกันอีกครั้ง และวันนี้อินเดียก็เปลี่ยนตัวเองจากแกนนำกลุ่มประเทศผู้ก่อตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กลายเป็นประเทศที่มีนโยบายฝักใฝ่ทุกฝ่าย (Multi-Alignment Policy)
แล้วเหตุใดกันเล่าที่ทำให้อินเดียเปลี่ยนตัวเองจากแกนนำขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ที่ยึดหลักปัญจศีล (Panchsheel) ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ไปสู่ประเทศที่พร้อมจะฝักใฝ่ทุกฝ่าย เพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก
อันที่จริงปรากฏการณ์ดังกล่าวมิได้เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยของพรรคภารตียชนตา (Bharatiya Janata Party : BJP) ที่นำโดยนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) เท่านั้น หากแต่เกือบทุกพรรคการเมืองในอินเดีย ต่างยึดถือแนวนโยบายดังกล่าวทั้งสิ้น รวมถึงพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress : INC) ด้วย ซึ่งสามารถเท้าความกลับไปในช่วงสมัยที่ชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) จากพรรคคองเกรสฯ เป็นนายกรัฐมนตรี (ปี 1947-1964) และทำความเข้าใจผ่านเลนส์ของทฤษฎีสัจนิยมเชิงรับ (Defensive Realism Theory) ได้เช่นกัน
โดยในช่วงนั้น นอกจากอินเดียจะเป็นแกนนำกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดแล้ว อินเดีย (เนห์รู) ได้ประกาศหลักการปัญจศีล และใช้หลักการดังกล่าวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วย ซึ่งหลักการดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานที่แต่ละรัฐจะให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ดังนี้
1) การเคารพซึ่งกันและกันในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน (Mutual respect for each other’s territorial integrity and sovereignty) 2) การไม่รุกรานซึ่งกันและกัน (Mutual non-aggression) 3) การไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน (Mutual non-interference in each other’s internal affairs) 4) การมีความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน (Equality and mutual benefit) และ 5) การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (Peaceful co-existence)

อินเดียเริ่มใช้ข้อตกลงดังกล่าวกับจีน ในปี 1954 แต่แล้วในปี 1962 จีนได้บุกอินเดียจากข้อพิพาทเขตแดนบริเวณเทือกเขาหิมาลัย จนนำไปสู่สงครามจีน-อินเดีย (Sino-Indian War) สงครามดังกล่าวได้ฉายภาพความล้าหลังของกองทัพอินเดีย ภัยคุกคามที่น่ากลัวจากจีน และความล้มเหลวของหลักการปัญจศีล ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้อินเดียได้ประโยชน์ใดๆ แล้ว ถึงที่สุดหลักการปัญจศีลที่เป็นพื้นฐานของขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก็ไม่อาจช่วยอินเดียในยามคับขันได้
ในที่สุดเนห์รูก็ตัดสินใจส่งจดหมายขอความช่วยเหลือถึงจอห์น เอฟ. เคนเนดี
หลังจากวันนั้น อินเดียมองระบบระหว่างประเทศเปลี่ยนไป โดยเชื่อว่าระบบระหว่างประเทศมีความเป็นอนาธิปไตย (Anarchy) สูง รัฐต้องพึ่งพาตัวเองเพื่อความอยู่รอด (self-help for survival) ในโลกนี้มีเจ้าโลก (Hegemon) ที่ไม่ใช่ตน และเจ้าโลกเหล่านั้นก็กำลังขับเคี่ยวกัน นโยบายต่างประเทศของอินเดียที่มีต่อประเทศต่างๆ จึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเราสามารถมองผ่านกรอบทฤษฎีสัจนิยมเชิงรับของเคนเน็ธ วอลซ์ (Kenneth Waltz) ได้ ดังนี้
1) นโยบายการเป็นกลางและเข้าร่วมกับทุกฝ่ายนั้นวางอยู่บนแนวคิดเรื่องการถ่วงดุลอำนาจ (Balance of Power) โดยที่อินเดียเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS เพื่อถ่วงดุลอำนาจของประเทศอุตสาหกรรมจากซีกโลกเหนือ (G7) ขณะเดียวกันก็หวาดระแวงอิทธิพลของจีน และเข้าร่วมกลุ่ม Quad เพื่อถ่วงดุลจีนอีกที โดยการเข้าร่วมกลุ่มทั้งสองของอินเดียนั้น อินเดียไม่ได้มีท่าทีจะยกระดับความร่วมมือของตน ไปสู่ความร่วมมือทางทหารอย่างเป็นทางการ อินเดียมองว่าความร่วมมือดังกล่าวจะไปกระตุ้นให้องค์กรที่อยู่ตรงข้ามเร่งพัฒนาความร่วมมือทางทหารตอบโต้ และทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ตึงเครียดได้ (Security Dilemma)
2) นโยบายเพื่อนบ้านต้องมาก่อน (Neighborhood First) เป็นนโยบายที่เน้นการช่วยเหลือและพัฒนาการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานกับประเทศเพื่อนบ้านของอินเดียแบบไม่เท่าเทียม โดยอินเดียจะให้ความช่วยเหลือมากกว่าเพื่อไม่ให้ประเทศเพื่อนบ้านรู้สึกว่าอินเดียเอาเปรียบ และอีกด้านหนึ่งก็เพื่อเป็นการป้องกันอิทธิพลของจีนในประเทศเหล่านี้
3) การพัฒนาขีดความสามารถทางการทหารและการสร้างอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction : WMD) อย่างอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งก็ไม่ได้มีไว้เพื่อรุกรานหรือคุกคามประเทศใด นอกจากการป้องปราม (Deterrence) เท่านั้น
นอกจากการดำเนินนโยบายข้างต้น อินเดียยังเลือกวางตัวเป็นกลางในหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการงดออกเสียงประณามรัสเซีย ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน การซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย ขณะเดียวกันก็ขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ กับตะวันตกและญี่ปุ่น โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี รวมถึงการยังคงสถานะแกนนำและเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มประเทศโลกใต้
การดำเนินการของอินเดียทั้งในด้านทวิภาคีและพหุภาคีนี้ ตอกย้ำการเปลี่ยนตนเองจากแกนนำขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ไปสู่ประเทศที่มีนโยบายฝักใฝ่ทุกฝ่าย (Multi-Alignment Policy) ของอินเดียอย่างชัดเจน
การที่อินเดียเลือกดำเนินนโยบายแบบนี้ ไม่ว่าเราจะมองอินเดียอย่างไร หากย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปด้านการต่างประเทศของอินเดีย ก็จะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นว่าสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่อินเดียได้เรียนรู้มาในอดีตนั่นเอง
