bg-single

เปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านกระหึ่ม เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชิงกันชง รถเกี่ยวข้าว EV-หลังคาโซลาร์เซลล์

25.10.2026

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

พรรคภูมิใจไทย โดยรัฐมนตรี 27 คน และพรรคเพื่อไทยในโควต้า 7 รัฐมนตรี กำลังขับเคี่ยวเสนอ “โปรเจ็กต์การเมือง”

ภายใต้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” สมัยที่ 2 ในแผนการใช้เงิน จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ส่วนแรก 2 แสนล้าน ถูกใช้จ่ายในการเยียวยาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส

แต่ “โปรเจ็กต์การเมือง” มีหมุดหมายที่ 2 แสนล้านหลัง

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง ตั้งการ์ดสูง ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้งบประมาณ (บอร์ดกลั่นกรอง) โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงเป็นประธาน

โปรเจ็กต์ที่พรรคภูมิใจไทยปั้นมาตั้งแต่ต้นทาง-ในฤดูเลือกตั้ง-ต้นปี 2569 คือ นโยบาย “พลังงานสะอาด ลดรายจ่ายประชาชน ฟรีหลังคาโซลาร์เซลล์ ลดค่าไฟฟ้า หลังคาเรือนละ 450 บาท” ถูกหยิบยกขึ้นมาทำโครงการ เสนอเข้ากลั่นกรองเป็นขั้น-เป็นตอน

เริ่มจากตัวแทนกระทรวงการคลัง ร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ซึ่งกำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เร่งผลักดันโครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

โดยรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณสำหรับแผนงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 50,000 ล้านในการมอบเงินอุดหนุนในลักษณะเงินให้เปล่าจำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือน มีเป้าหมาย 1,000,000 ครัวเรือน

นอกจากนี้ รัฐบาลมีโครงการอุดหนุนการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยจะจัดสรรอุดหนุนการจดทะเบียนคันละ 1 หมื่นบาท ขณะเดียวกันจะให้กองทุนหมู่บ้าน ที่มีผลการดำเนินงานดี มีกำไร ไม่ขาดทุนทางบัญชี ใช้เงินกองทุนไปลงทุนทำจุดชาร์จไฟฟ้าด้วย

ในที่สุด 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ประธานบอร์ดกลั่นกรองแจ้งให้ทุกฝ่ายทราบผลการพิจารณาว่า โครงการ 50,000 ล้าน ผ่านฉลุย

โดยอนุมัติโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ของกระทรวงมหาดไทย 1 ล้านครัวเรือน เพื่ออุดหนุนหลังคาเรือนละ 50,000 บาท กรอบวงเงินงบประมาณ 50,000 ล้านบาท

พรรคภูมิใจไทยประชุมคณะรัฐมนตรีของพรรค-ตรวจสอบข้อได้-ข้อเสีย เตรียมนำวาระเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมแถลงเปิดตัวโปรเจ็กต์อย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ก่อนอีเวนต์ใหญ่การเมืองอภิปรายไม่ไว้วางจะเริ่มต้นขึ้น

ประธานบอร์ดกลั่นกรองการันตีว่า โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน พิจารณาอย่างรอบคอบรัดกุม มีขั้นตอนการทำงานระดับคณะอนุกรรมการ ที่มีนายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน มีการซักถาม และตรวจสอบรายละเอียดเข้มข้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อโครงการที่ผ่านการพิจารณา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

และใช้เม็ดเงินได้ตรงตามวัตถุประสงค์

วาระที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเป็นเอกสารประกอบแนบท้ายระบุว่า โครงการโซลาร์ภาคครัวเรือน โดยกำหนดให้ครอบคลุมรูปแบบการติดตั้งที่หลากหลายขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศสามารถเข้าถึงการผลิตพลังงานสะอาดและลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งการปรับแก้หลักเกณฑ์ขยายรูปแบบการติดตั้งให้ครอบคลุมทั้งระบบบนหลังคา (Solar Rooftop) ระบบบนพื้นดิน (On-ground) และระบบลอยน้ำ (Floating)

คาดว่าหลังสัปดาห์แห่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเปิดลงทะเบียนให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการจะเริ่มต้นขึ้น กำหนดขนาดการติดตั้งขั้นต่ำไว้ที่ 5 กิโลวัตต์ และสูงสุดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ โดยจะให้เงินสนับสนุนการติดตั้งในอัตรา 50,000 บาทต่อครัวเรือน

ภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนในขนาดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลาสัญญาประมาณ 20 ปี ในรูปแบบ Net Billing โดยบ้านเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 3,000-4,000 บาทต่อเดือน จะได้รับความคุ้มค่าและสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ทันที ส่วนภาคเกษตรกร และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีค่าไฟฟ้าไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว แต่ต้องการติดตั้งเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าสร้างรายได้เสริมก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้

โดยมีธนาคารของรัฐ 3 แห่ง คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมปล่อยสินเชื่อสนับสนุนวงเงินส่วนเกิน ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนในอัตรา 2.5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระประมาณ 7 ปี

ก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยชิงลงมือก่อนที่ “โซลาร์ประชาชน” จะเข้า ครม. ด้วยการชง “โครงการระบบชลประทาน ระบบน้ำ งบประมาณ 50,000 ล้านบาท” เพื่อการพิจารณาและต่อรอง

กระทั่งมีรายงานข่าวระบุจากฝ่ายภูมิใจไทยว่า คาดว่า “โปรเจ็กต์การเมือง” ในโควต้าเพื่อไทย คงได้ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท

และจังหวะเดียวกันนั้นเอง เดอะซัน-ผู้มีบารมีในหมู่รัฐมนตรีเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชิงเปิดตัว “รถเกี่ยวข้าว EV” ที่ริมเถียงนาในเขตภาคอีสาน วงเงิน 8,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดหารถแทรกเตอร์เกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) 500 คัน

สำทับด้วยการแจกแจงรายละเอียดที่ทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า ปัจจุบันชาวนาได้รับความเดือดร้อนจากต้นทุนการใช้รถแทรกเตอร์ดีเซล หากนำรถแทรกเตอร์อีวีเข้ามา ซึ่งราคาผิวเผินอาจจะดูแพงกว่ารถดีเซล แต่หากดูในภาพรวมรถแทรกเตอร์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน ตลอดระยะเวลาใช้งาน 14 ปี จะช่วยให้ประหยัดกว่าหมื่นล้านบาท

นายสุริยะยังอธิบายข้อกังขาที่ว่ารถเกี่ยวข้าว EV ราคาตลาด 1.6 ล้าน แต่โปรเจ็กต์นี้เสนอ 16 ล้านว่า “สมัยผมเป็น รมว.คมนาคม การเปลี่ยนรถ ขสมก.จากดีเซลเป็นอีวี ตอนนั้นก็แพงกว่าเท่าตัว แต่สุดท้ายผลที่ออกมาก็เป็นประโยชน์ ในระยะยาวถือว่าคุ้มค่าแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน และการลดคาร์บอนเครดิต และจะทำให้ขายข้าวได้ราคาดีขึ้น”

ช่วงชุลมุนว่าราคา-ค่างวด โปรเจ็กต์การเมืองนี้จะไปต่ออย่างไร ราคาที่ถูกต้องในวาระเพื่อพิจารณาเท่าไรกันแน่ ก็ปรากฏคำชี้แจงของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผ่านรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ระบุว่า “เป็นการจัดซื้อรถแทรกเตอร์ EV สำหรับไถเตรียมดินเพาะปลูก ราคาคันละ 1.6 ล้านบาท ไม่ใช่การจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้านบาท”

โดยจัดซื้อจำนวน 2,543 คัน พร้อมอุปกรณ์ติดพ่วง และกระจายไปยังศูนย์ข้าวชุมชนประมาณ 500 จุดทั่วประเทศ รถจะทำหน้าที่เตรียมพื้นที่สำหรับปลูกข้าว ลดต้นทุนเกษตรกรที่ปกติชาวนาต้องรับภาระไร่ละ 1,200 บาท

“ซึ่งกรมการข้าวจะนำไปให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมพื้นที่ทำนาประมาณ 1.4 ล้านไร่ ช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าเช่าและค่าน้ำมันได้ถึง 1,680 ล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับงบลงทุน 8,000 ล้านบาท จะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปีเท่านั้น”

โดยมีการลงทุนเริ่มต้นในรถแทรกเตอร์ EV และระบบสถานีชาร์จสูงกว่ารถแทรกเตอร์ดีเซลประมาณ 6,600 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาตลอดอายุการใช้งาน 14 ปี รถแทรกเตอร์ดีเซลจะมีต้นทุนค่าน้ำมันสูงถึง 12,218 ล้านบาท ในขณะที่รถแทรกเตอร์ EV มีค่าไฟฟ้าในการชาร์จเพียงประมาณ 370 ถึง 374 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น โครงการ EV ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 5,000-10,000 ล้านบาท

ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนสัญญาหน้าหนาวระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมจะเริ่มต้นขึ้น “โปรเจ็กต์การเมือง” ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล 2 พรรค จึงต้องชิงกันชงใช้เงิน 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่าน “อนุทิน 2” สู่ “อนุทิน 2/1”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านกระหึ่ม เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชิงกันชง รถเกี่ยวข้าว EV-หลังคาโซลาร์เซลล์
ตำรวจหน้าแหก | เหยี่ยวถลาลม
ปิดฉากโอลิมปิกการเงิน 2026 ภาพฝัน ‘Trusted Connector’ กับความจริงอันเปียกปอนของ ศก.ไทย
อสังหาฯ กล้าๆ กลัวๆ
เจาะลึก Wuling EKSION SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง-ราคาน่าคบ
ขาหมูพะโล้ผัดกะเพรา
‘ไบรท์ตัน’ ของ ‘เฮอร์เซเลอร์’ เมื่อผลงาน-สถิติยืนยันว่ามีลุ้นแชมป์
บทเรียนสำคัญศึกโกคาร์ท จัดระเบียบมาตรฐานสู่อนาคต
ไข้เหลือง ในพุทธศาสนา
‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (2)
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 23-29 ตุลาคม 2569
E-DUANG | ระฆัง กังวาน จาก ปารีส 2 ความคิด ปะทะ ขัดแย้ง