bg-single

ไข้เหลือง ในพุทธศาสนา

24.10.2026

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง

มูลนิธิสุขภาพไทย

การแพทย์แผนปัจจุบัน อธิบายสาเหตุ “ไข้เหลือง” (Yellow fever) เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งในสกุล Flavivirus โดยมียุงเป็นพาหะโรค เมื่อยุงมากัดคนก็จะทำให้มีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และบางรายที่รุนแรงจะมีอาการตัวเหลืองหรือดีซ่าน และลุกลามทำให้เสียชีวิตได้ ต่อมามีการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคนี้ได้ ช่วยคุมการระบาดแต่ก็ยังพบไข้เหลืองใน 32 ประเทศในทวีปแอฟริกา และอีก 13 ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ผู้ที่เคยเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเข้าไปดูข้อมูลในหน่วยงานคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางและการท่องเที่ยวของกรมควบคุมโรคได้ แต่ในทวีปเอเชียรวมถึงประเทศไทย ไม่พบมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้

สำหรับคำว่า “ไข้เหลือง” เป็นการเรียกชื่อไข้ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 5 หน้า 43-45 กล่าวถึงการอาพาธของภิกษุในรูปแบบหนึ่ง ความว่า “พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายป่วยด้วยอาพาธที่เกิดในฤดูสารท แม้ข้าวต้มที่ดื่มเข้าไปก็กลับอาเจียนออกมา แม้ข้าวสวยที่ฉันแล้วก็กลับอาเจียนออกมา ภิกษุเหล่านั้นซูบผอม หมองคล้ำ ซีดเหลือง เส้นเอ็นขึ้นสะพรั่ง”

การอรรถาธิบายว่า อาพาธในฤดูสารทหมายถึง “ไข้เหลือง” ที่เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง และกล่าวถึงสาเหตุการเกิดไข้เหลืองว่า “ในช่วงฤดูนี้พระภิกษุทั้งหลายเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนบ้าง เดินย่ำโคลนบ้าง แสงแดดแผดกล้าบ้าง ทำให้น้ำดีของภิกษุทั้งหลายขังอยู่แต่ในถุงน้ำดี” ซึ่งอาจหมายถึงระบบน้ำดีทำงานผิดปกติ “พระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริดังนี้ว่า “เภสัช 5 นี้ ได้แก่ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นทั้งตัวยาและชาวโลกถือกันว่าเป็นยา ทั้งให้ประโยชน์ทางโภชนาการ และไม่เป็นอาหารหยาบ”

มาเรียนรู้เพิ่มเติมกับเภสัช 5 ดังนี้

1) เนยใส (Clarified Butter) ในวัฒนธรรมอินเดียเรียกว่า เนยกี (Ghee) คือไขมันเนยบริสุทธิ์ที่ได้จากการนำเนยสดธรรมดาไปผ่านความร้อนอย่างช้าๆ เพื่อเคี่ยวไล่น้ำและแยกกากนม (โปรตีนและน้ำตาลแล็กโทส) ออกไปจนเหลือเพียงน้ำมันสีเหลืองทองใสบริสุทธิ์

2) เนยข้น คือไขมันข้นที่ได้จากการแปรรูปนมสด เช่น นมโค นมแพะ หรือนมแกะ โดยการแยกชั้นไขมันออกมาจากน้ำนมหรือครีมนม มีลักษณะเป็นไขมันข้น อาจเทียบได้กับเนยสดหรือบัตเตอร์ในปัจจุบัน แต่ไม่ได้ผ่านการเคี่ยวความร้อนจัดจนใส

3) น้ำมัน ในส่วนของน้ำมันหรือน้ำมันเหลวที่เป็นยา เป็นน้ำมันที่ได้จากการเจียวน้ำมันจากสัตว์ต่างๆ ซึ่งในอดีตมีการกล่าวถึงสัตว์บางชนิด ที่ในปัจจุบันคงนำมาทำยาไม่ได้แล้วเพราะเป็นสัตว์สงวน เช่น

หมี ที่ปรากฏในเอเชีย และนำมาใช้เป็นยามีหลายชนิด ได้แก่ หมีควาย หรือหมีดำเอเชีย (Asian black bear, Asiatic black bear) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ursus thibetanus Cuvier, 1823 หมีหมาหรือหมีคน (Malayan sun bear, Honey bear) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helarctos malayanus (Raffles, 1821) ถ้าเป็นหมีที่มีการกระจายอยู่ในอินเดียมี 2 ชนิด คือ Himalayan black bear (Ursus thibetanus laniger Pocock, 1932) และ Sloth bear (Melursus ursinus Shaw, 1791)

น้ำมันจากปลา ดูจะสอดคล้องกับยุคนี้ ซึ่งสามารถนำมาจาก 2 แหล่ง คือปลาน้ำจืดและปลาทะเล การสกัดน้ำมันจากปลานิยมนำเศษจากส่วนต่างๆ ของปลา เช่น เนื้อ หนัง หัว และหางของปลา มาสกัดน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ในพระไตรปิฎกบางฉบับกล่าวถึงน้ำมันจากปลาฉลาม ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยพบว่า น้ำมันจากตับฉลามมีสารสำคัญคือ สควอลีน สควอลามีน และอัลคิลกลีเซอรอล ที่มีคุณสมบัติให้ฤทธิ์ต้านมะเร็ง และนิยมใช้กับผู้ป่วยที่ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัด ในพระไตรปิฎกฉบับของพม่ากล่าวถึงน้ำมันจากจระเข้ ซึ่งมีบันทึกการใช้เป็นยามาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงจระเข้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ จึงมีการสกัดไขมันของจระเข้จำหน่าย

น้ำมันจากโลมา ในชุมชนประมงบางแห่ง เช่น บริเวณลุ่มแม่น้ำคงคาและบราจิมาปุตรา รวมถึงชุมชนในบราซิลมีความเชื่อดั้งเดิมว่า ไขมันและน้ำมันจากโลมาบรรเทาอาการโรคไขข้ออักเสบ หอบหืด หรือความผิดปกติทางระบบประสาท แต่น้ำมันจากโลมาไม่ได้เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์เหมือนน้ำมันตับปลาค็อด และปัจจุบันการล่าโลมาผิดกฎหมาย ไม่สามารถนำมาใช้เป็นยาได้แล้ว

น้ำมันที่หาได้ง่ายคือ น้ำมันจากไขมันของหมู และน้ำมันจากไขมันของลา ซึ่งในอดีตนำมาใช้เป็นส่วนผสมในยาบรรเทาอาการไอ ไอกรน ละลายเสมหะ บำรุงปอด อาการของระบบทางเดินหายใจ และใช้ทาภายนอกรักษาโรคผิวหนัง แผลพุพอง อาการผิวแห้งแตก ความรู้พื้นบ้านบางพื้นที่นำไขมันและน้ำนมลามาใช้เป็นยาสมานแผลภายนอก

4) น้ำผึ้ง ที่มาจากผึ้งชนิดใดก็นำมาใช้เป็นยาได้ ที่หาและพบเห็นได้ง่ายคือเป็นน้ำผึ้งหลวง (Apis dorsata Fabricius, 1793) และผึ้งมิ้ม (Apis florea Fabricius, 1787) โดยเฉพาะถ้าเป็นน้ำผึ้งเดือนห้าจะมีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากในเดือนห้าอากาศแล้ง ไม่มีฝน ไม่ปนน้ำ และดอกไม้ส่วนใหญ่จะบานในช่วงนี้ ผึ้งจึงมีโอกาสดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ได้มากกว่าในฤดูอื่นๆ รวมถึงความเชื่อช่วงสงกรานต์หรือปีใหม่ชาวเอเชียเป็นเวลาการเริ่มต้นใหม่ให้เบิกบาน น้ำผึ้งเดือนห้าจึงเข้มข้นด้วยทั้งเกสรดอกไม้สรรพคุณทางสมุนไพรมากกว่าเดือนอื่นๆ และเป็นมงคลชีวิตที่ดีในปีใหม่

5) น้ำอ้อย เป็นน้ำที่คั้นได้จากอ้อย (Saccharum officinarum L.)

เภสัชทั้ง 5 จะต้องปรุงเป็นโอสถ ทำในเวลากลางวันเท่านั้น ถ้าทำในยามวิกาล (ตอนกลางคืน) จะต้องอาบัติ แล้วจะต้องประเคนให้พระภิกษุฉันในเวลากลางวัน ยกเว้นภิกษุอาพาธที่ฉันเภสัชทั้ง 5 แล้วอาการยังไม่ทุเลา ก็สามารถใช้ยานี้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

แม้ว่าใกล้เวลาออกพรรษาในปีนี้ แต่เมื่อลมฟ้าอากาศแปรปรวนไม่เหมือนเดิม ทั้งภิกษุและฆราวาสก็อาจไม่สบายป่วยไข้ โอสถเภสัชทั้ง 5 เป็นทางเลือกดูแลสุขภาพตามภูมิปัญญาดั้งเดิมได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อสังหาฯ กล้าๆ กลัวๆ
เจาะลึก Wuling EKSION SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง-ราคาน่าคบ
ขาหมูพะโล้ผัดกะเพรา
‘ไบรท์ตัน’ ของ ‘เฮอร์เซเลอร์’ เมื่อผลงาน-สถิติยืนยันว่ามีลุ้นแชมป์
บทเรียนสำคัญศึกโกคาร์ท จัดระเบียบมาตรฐานสู่อนาคต
ไข้เหลือง ในพุทธศาสนา
‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (2)
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 23-29 ตุลาคม 2569
E-DUANG | ระฆัง กังวาน จาก ปารีส 2 ความคิด ปะทะ ขัดแย้ง
พลิกโฉมอนาคต การศึกษาไทย
ผีบรรพชน ในโลกบาดาล บันดาลความอุดมสมบูรณ์ ให้แก่โลกมนุษย์
ภาพพิศวง ฝีมือศิลปินอัจฉริยะ M.C. Escher