คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
- อ่าน ‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (1)
- ‘การเลือกตั้งมีไว้ทำไม?’
- ฐานคติสองใบอนุญาต : 1) อาการกับสมุฏฐาน
- ฐานคติสองใบอนุญาต : 2) วินิจฉัย
- ฐานคติสองใบอนุญาต : 3) พยาธิสภาพ
- อ่านบทความทั้งหมดของเกษียร เตชะพีระ คลิกที่นี่
เอาเข้าจริง รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้ชี้แสดงบรรยายรัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่ (Electoral Neo-Patrimonialism) ที่ [Patrimonialism + Electoral Democracy] มาตั้งแต่สิบสามปีก่อนแล้ว
ในดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “Bosses, Bullets and Ballots: Electoral Violence and Democracy in Thailand, 1975- 2011” (2013) ซึ่งอาจารย์ประจักษ์ทำขึ้นที่ The Australian National University โดยมีศาสตราจารย์ Paul Hutchcroft ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเปรียบเทียบและเอเชียอาคเนย์ศึกษาชาวอเมริกัน เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ประจักษ์ได้หยิบยืมแนวคิด patrimonial states มาจากงานศึกษาวิจัยของ Hutchcroft เกี่ยวกับฟิลิปปินส์ โดยนิยามว่า
“ภายใต้บรรดารัฐอุปถัมภ์กินเมืองทั้งหลายซึ่ง ‘เหนือสิ่งอื่นใดมันขาดการแบ่งแยกในระบบราชการระหว่าง ‘ปริมณฑลเอกชน’ กับ ‘ปริมณฑลราชการ'” นั้น
“ตำแหน่งการเมืองประกอบสร้างขึ้นเป็นแหล่งที่มาหลักของโอกาสแสวงหาค่าเช่า สนองช่องทางไปหาสัญญาเอย ใบอนุญาตเอย สัมปทานเอย โควต้าเอย สินเชื่อเอยที่ทำกำไรมหาศาลให้ รวมทั้งอำนาจที่จะฉวยใช้ฉ้อฉลกฎหมายและระเบียบต่างๆ ด้วย” (น.17)
ในกรณีฟิลิปปินส์ ได้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบริหารกินเมือง (patrimonial administrative state) ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชการเป็นใหญ่ ไปสู่ -> รัฐคณาธิปไตยกินเมือง (patrimonial oligarchic state) ซึ่งชนชั้นนำนักธุรกิจที่มาจากการเลือกตั้งเป็นใหญ่แทน
เทียบกับกรณีไทย อาจารย์ประจักษ์ชี้ว่า ที่อาจารย์ Hutchcroft เรียกในกรณีฟิลิปปินส์ว่ารัฐบริหารกินเมืองนั้น เนื้อแท้แล้วก็เหมือนกับสิ่งที่เรียกในเมืองไทยว่ารัฐราชการ (bureaucratic polity) หลัง 2475-ทศวรรษ 2520 นั่นเอง
ส่วนที่เรียกในกรณีฟิลิปปินส์ว่ารัฐคณาธิปไตยกินเมืองนั้น ก็สอดคล้องต้องตรงกับระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ (semi-democracy) สมัยรัฐบาลนายกฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (2523-2531) นั้นแล (“Bosses, Bullets and Ballots”, น.40-41, 64-65)

สิบเอ็ดปีให้หลัง ในงานเรื่อง Prajak Kongkirati, Thailand : Contestation, Polarization, and Democratic Regression (2024) ซึ่งส่วนหนึ่งอิงข้อค้นพบในดุษฎีนิพนธ์ข้างต้น อาจารย์ประจักษ์ได้อธิบายขยายความประเด็นลักษณะอุปถัมภ์กินเมืองของรัฐไทยที่เปลี่ยนแปลงไปไว้ดังนี้
ยุครัฐราชการหรือรัฐบริหารกินเมือง
"กล่าวโดยเปรียบเทียบ ระเบียบการเมืองไทยช่วงก่อนปี 1973 มีลักษณะมากมายหลายประการคล้ายคลึงกับประเทศอื่นๆ ซึ่งถูกจัดประเภทให้เป็น "รัฐบริหารกินเมือง" อันหมายถึงระบบการเมืองที่ชนชั้นนำข้าราชการหรือ "อภิชนทางการเมือง" เป็นพลังสังคมที่ครอบงำ ส่วนพลังทัดทานจากประชาสังคมนั้นอ่อนแอ…
"ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมต่อเนื่องกันหลายระลอกของไทย ชนชั้นนำทหารได้สร้างสมความมั่งคั่งให้ตัวเองด้วยการปล้นชิงทรัพยากรหลวงและรีดไถค่าเช่าจากชนชั้นธุรกิจที่อ่อนแอ พวกเขาผูกขาดและ/หรือยึดเอาธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ มาเป็นของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตน อีกทั้งยังใช้อิทธิพลทางการเมืองของตัวเพื่อปกป้องวิสาหกิจผิดกฎหมายทำกำไรต่างๆ ของตนเองด้วย (ไม่ว่าบ่อน การพนันเอย, ยาเสพติดเอย, การขุดใช้ทรัพยากรธรรมชาติเอย ฯลฯ)
"ส่วนนักธุรกิจผู้ต้องการสัญญาและใบอนุญาตประกอบการจากรัฐบาลก็จำต้องปลูกฝังสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับบรรดานายพลทั้งหลาย โดยแต่งตั้งคนเหล่านั้นมาอยู่ในคณะกรรมการบริษัทหรือจ่ายสินบนให้" (น.4-5)
ยุคระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบหรือรัฐคณาธิปไตยกินเมือง
"การเปลี่ยนแปลงอำนาจโดยสัมพัทธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มธุรกิจต่างๆ บังเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างรัฐอุปถัมภ์กินเมืองที่ปกคลุม ครั้นการสร้างประชาธิปไตยเริ่มต้นขึ้นตอนต้นทศวรรษ 1980 แล้ว บุคลิกลักษณะของรัฐอุปถัมภ์กินเมืองที่ว่านี้ส่วนใหญ่ยังดำรงคงอยู่ ทว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเข้มแข็งโดยสัมพัทธ์ของชนชั้นนำข้าราชการกับชนชั้นนำธุรกิจ และทิศทางของการรีดไถค่าเช่า
"ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมทหารแต่ก่อน ชนชั้นนำข้าราชการรีดไถค่าเช่าจากชนชั้นธุรกิจที่อ่อนแอ ขณะที่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ชนชั้นธุรกิจเริ่มเป็นฝ่ายรีดไถค่าเช่าจากระบบราชการที่ถูกบั่นทอนให้อ่อนแอลงบ้าง
"ในความหมายนี้ จากปลายทศวรรษ 1970 ถึงทศวรรษ 1990 ระเบียบการเมืองไทยก็ประสบการเปลี่ยนย้ายครั้งใหญ่ในธาตุแท้ของความสัมพันธ์ทางอำนาจ
"ตอนต้นช่วงดังกล่าวนี้ ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่ซึ่งชนชั้นนำทหาร-ข้าราชการเป็นฝ่ายครอบงำ
"ทว่า พอถึงทศวรรษ 1990 มันก็ค่อยๆ กลายเป็น 'รัฐคณาธิปไตยกินเมือง' ที่ซึ่งชนชั้นนำธุรกิจเป็นพลังสังคมอันทรงอิทธิพลที่สุด โดยมีเศรษฐกิจที่ส่วนใหญ่เป็นอิสระจากกลไกรัฐ แต่กระนั้นรัฐก็ยังคงมีบทบาทใจกลางในกระบวนการสะสมทุนอยู่
"ความเข้มข้นและความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงจาก "รัฐบริหารกินเมือง" ไปเป็น "รัฐคณาธิปไตยกินเมือง" นั้นไม่คงที่สม่ำเสมอ โดยชนชั้นนำข้าราชการดั้งเดิมส่วนต่างๆ พากันต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ ทว่า การผสมผสานกันของรัฐอุปถัมภ์กินเมืองกับระบอบประชาธิปไตยรัฐสภานั้นหยิบยื่นแรงจูงใจสำคัญให้แก่ชนชั้นนำธุรกิจในอันที่จะเข้าพัวพันกับการแข่งขันรับเลือกตั้ง
"เป้าหมายของพวกเขาก็คือการเพิ่มขยายการที่พวกเขาจะเข้าถึงกลไกรัฐส่วนกลางให้สูงที่สุด ค่าที่มันเป็นช่องทางหลักสำหรับโอกาสแสวงหาค่าเช่า ตำแหน่งราชการเปิดช่องให้ตัวการทางธุรกิจการเมืองได้เข้าถึงใบอนุญาตเอย หนังสืออนุมัติเอย สัมปทานเอย โควต้าเอย สินเชื่อเอย รวมทั้งอำนาจที่จะฉวยใช้ฉ้อฉลกฎหมายและระเบียบราชการทั้งหลาย
"ฉะนั้น เดิมพันของการชนะเลือกตั้งจึงสูงกว่าที่เคยเป็นมาแต่ก่อน ในสภาพที่ชัยชนะช่วยให้เหล่านายทุนเข้าถึงคลังหลวงได้ ในสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ผู้นำธุรกิจใหญ่ก็พากันเข้าฉวยคว้าโอกาสการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ยิ่งเดิมพันสูงขึ้นเพียงใด การแข่งขันเลือกตั้งก็ยิ่งดุเดือดขึ้นเพียงนั้น
"การขึ้นสู่ฐานะครอบงำในทางการเมืองของชนชั้้นนำธุรกิจผู้หาประโยชน์เข้าตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าพ่อหัวเมืองทั้งหลายนั้นส่งผลเชิงลบต่อความก้าวหน้าและคุณภาพของประชาธิปไตยไทย ในสภาพที่ตัวการทางธุรกิจการเมืองเหล่านี้ส่งอิทธิพลอย่างหนักต่อการเมืองเรื่องมุ้ง ระบบพรรคก็แตกเป็นเสี่ยง และพรรคการเมืองต่างๆ ก็พากันดิ้นรนที่จะธำรงตัวให้อยู่ยืนยาวในทางการเมือง คณะรัฐมนตรีกลายเป็นสนามของการเมืองเรื่องเงินและการแจกจ่ายการอุปถัมภ์ ส่งผลให้ได้รัฐบาลผสมที่ทุจริตฉ้อฉลและไร้ประสิทธิผล" (น.13-14)
อาจสรุปได้ว่า ภายใต้ความต่อเนื่องของรัฐอุปถัมภ์กินเมือง (patrimonial state/patrimonialism) ข้ามระบอบ [จาก รัฐประหารไปสู่ -> เลือกตั้ง] นั้น [การแสวงหาค่าเช่าและธุรกิจผิดกฎหมาย] เชื่อมโยงกับ [การเมืองเรื่องการเลือกตั้ง] ในเชิงโครงสร้าง
นี่เป็นฐานเชิงโครงสร้างของนักการเมืองบ้านใหญ่ท้องถิ่นรวมทั้งระบอบสีน้ำเงินปัจจุบัน
ความข้อนี้มีนัยสืบเนื่องมากกว่าเรื่องของคนดี/คนไม่ดี เพราะมันคือการดำรงอยู่ของโครงสร้างโอกาสความเป็นไปได้ทางการเมืองที่จะมีอำนาจ
ฉะนั้น คุณจะเป็นคนดี/คนไม่ดีก็ช่าง แต่ตราบเท่าที่โครงสร้างนี้ยังดำรงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง คุณจะสามารถมีอำนาจได้ก็โดยกระทำการผ่านโครงสร้างนี้
ดังคดีโกงเลือกตั้ง ส.ว.เป็นตัวอย่าง
(ต่อสัปดาห์หน้า)
