E-DUANG
การยื่นเรื่องคดีส.ว.ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของกกต.มากด้วย ความแหลมคมอยู่แล้ว
การเดินหน้ากรณีโกงส.ว.ของศาลฎีกาก็แหลมคมพอกัน
ยิ่งกว่านั้นคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์อันเกี่ยวกับการฟ้องกกต.ในกรณีอันเกี่ยวกับการสมัครและการเลือกส.ว.เมื่อปี 2567
ยิ่งมากด้วยความแหลมคมและมีความร้อนแรงอย่างเป็นพิเศษในทางกฎหมาย
เพราะนี่เท่ากับเป็นจุดตัดอันเป็น”เส้นแบ่ง”สำคัญ
ทำให้ความคลุมเครืออันเกิดขึ้นเนื่องแต่การเลือกส.ว.เมื่อปี 2567 ได้เกิดความกระจ่างและนำไปสู่คำตอบต่อคำถามมากมายในทางการเมือง
อย่างน้อยที่สุดความพยายามในการยุติคดีความอันเกี่ยวกับ การเลือกส.ว.อันมีจุดเริ่มมาแต่เดือนมิถุนายนเมื่อ 2 ปีก่อนก็ไม่เป็นไปตามความปรารถนาของระบอบสีน้ำเงิน
ที่คิดว่ายึดกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จอาจมิได้เป็นไปเช่นนั้น
พลันที่คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ปรากฏออกมาความรู้สึกของสังคมมิได้มองไปยังสถานะและการดำรงอยู่ของ
องค์การอิสระเท่านั้น
หากแต่ยังมองไกลไปถึงรากฐานอันเป็นที่มาแห่งองค์การอิสระอย่างสังเคราะห์มากยิ่งขึ้น
คำถามก็คือจะมองและประเมินบทบาทอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นท่าทีที่กลับไปกลับมาระหว่างอนุกรรมการกกต.คณะที่ 26 กับคณะที่ 36 ต่อการตรวจสอบการเลือกส.ว.และการได้มาซึ่งส.ว.เมื่อเดือนตุลาคม 2567
ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยในคดีอันเกี่ยวกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจากพรรคภูมิใจไทย
ที่สำคัญยังถามถึงท่าทีของประธานรัฐสภาต่อกรณีเดียวกัน
ที่สำคัญยังตั้งข้อสังเกตถึงองค์ประกอบขององค์ประกอบขององค์การอิสระที่ได้มาหลังการคัดสรรของส.ว.อย่างจริงจัง
ฝ่ายที่คิดว่ามีอำนาจและอยู่ในฐานะรุกยังเป็นเช่นนั้นหรือไม่
จากนี้จึงเห็นเด่นชัดว่าเหตุปัจจัยใดทำให้คำวินิจฉัยใหม่ของประธานศาลอุทธรณ์ดำรงอยู่อย่างเป็นจุดตัดและกลายเป็นเส้นแบ่งอย่างแหลมคม
ไม่ว่าจะมองในด้านความคิด ไม่ว่าจะมองในด้านการเมือง
เด่นชัดอย่างยิ่งว่าอำนาจที่อยู่ในมือของระบอบสีน้ำเงินมิได้ดำเนินไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อย่างน้อยท่าทีของศาลฎีกาและของศาลอุทธรณ์ก็ให้คำตอบ
เหมือนในบางรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 ก็ปรากฎความเห็นแย้งกับนโยบายของรัฐบาลดังขึ้นมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา
หรือกระทั่งนโยบายเรือธงบางนโยบายก็มีความเห็นต่างจากธนาคารแห่งประเทศไทย
เดือนพฤศจิกายนบทบาทของศาลสถิตยุติธรรมจึงเป็นบทบาทที่สังคมให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษว่าจะก้าวดำเนินไปในทิศทางใด
ณ เบื้องหน้าความมั่นใจเป็นอย่างสูงของรัฐบาล
แต่ละปรากฏการณ์ในเดือนพฤศจิกายนซึ่งจะต่อเนื่องไปยังเดือนธันวาคมจึงฉายให้เห็นภาพการรุก การรับ
ไม่ว่าในทางความคิด ไม่ว่าในทางการเมือง
ไม่ว่าจะมองผ่านอำนาจนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะมองผ่านอำนาจ บริหาร ไม่ว่าจะมองผ่านอำนาจตุลาการ
ยิ่งใกล้วันเปิดญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจยิ่งแหลมคม
