bg-single

แคทเธอรีน เกอร์สัน* : บทเรียนจากโรคโควิด-19: ถึงเวลาต้องยุติการล็อกดาวน์เสรีภาพในการแสดงออกออนไลน์

07.06.2020

*เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

ในขณะที่ประเทศทั่วโลกพยายามเพื่อปรับตัวให้เข้ากับมาตรการจำกัดเพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 พื้นที่ออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญของการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางสังคม ทั้งช่วยเชื่อมต่อคนไข้กับแพทย์ ครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงช่วยให้ทีมทำงานร่วมกันได้ พื้นที่ออนไลน์ยังเป็นเครื่องมือจำเป็นที่ทดแทนความสัมพันธ์ทางกายภาพที่เป็นพื้นฐานของความเป็นอยู่และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ยิ่งเมื่อมีมาตรการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ พื้นที่ออนไลน์ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นต่อการใช้สิทธิมนุษยชน

ในขณะที่รัฐบาลหลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางและเริ่มให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตเป็นปรกติอีกครั้ง รัฐบาลควรประกันว่ากรอบกฎหมายเกี่ยวกับการสื่อสารออนไลน์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนบนโซเชียลมีเดีย ก่อให้เกิดอินเตอร์เน็ตที่เคารพสิทธิดังที่สังคมต้องการ ถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลไทยสามารถแก้ไขประวัติที่ไม่ดีเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกออนไลน์ของตน คนไทยที่ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่ออภิปรายถึงปัญหาหรือถกเถียงในประเด็นต่าง ๆ ควรทำได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องสามารถใช้พื้นที่ออนไลน์เพื่อปกป้องสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบด้านต่าง ๆ จากการระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงปัญหาความเป็นอยู่และสุขภาพ

อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บรรยากาศของเสรีภาพในการแสดงออกออนไลน์ในไทยมีแต่ความหวาดกลัว นับแต่การทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เจ้าหน้าที่ไม่มีพัฒนาการเพียงพอจนเชื่อได้ว่าคนไทยสามารถแสดงออกได้อย่างเสรี ดังที่เห็นได้จากวิธีการที่รัฐควบคุมการแสดงออกออนไลน์ในช่วงที่เกิดโรคระบาด กฎหมายที่มีอยู่ยังคงถูกใช้โดยเจ้าหน้าที่และบริษัทเพื่อจำกัดการใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างไม่ได้สัดส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาและความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ต่อนักกิจกรรมและบุคคลอื่นที่แสดงความคิดเห็นและข้อกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ การฟ้องคดีเหล่านี้และการใช้กฎหมายที่ควบคุมสิทธิจนเกินขอบเขตรังแต่จำกัดการถกเถียงประเด็นที่เป็นข้อกังวลของสาธารณะ และส่งผลกระทบด้านลบต่อสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการแสดงออกของประชาชน

สิทธิในเสรีการแสดงออกเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเราซึ่งควรจะมีกฎหมายคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกปฏิเสธโดยพลการ มาตรการที่ขัดขวางการอภิปรายแลกเปลี่ยน รวมถึงการคุกคามบุคคลที่แสดงความเห็น และการดำเนินคดีโดยใช้อำนาจตามกฎหมายที่เขียนด้วยถ้อยคำกำกวม และการดำเนินคดีอาญาต่อการแสดงออกและการแลกเปลี่ยนความเห็น ย่อมส่งผลร้ายต่อสังคมที่จำเป็นต้องร่วมมือกันหาทางออก โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติ

ปัจจุบันประเทศไทยมีโอกาสเปลี่ยนแปลงแนวทางที่ควบคุมจำกัดต่อเสรีภาพออนไลน์ให้สอดคล้องตามพันธกิจที่ประกาศไว้ ประเทศไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่มีลักษณะโดดเด่นในภูมิภาค ตามแผนการนี้ประเทศไทยจะทบทวน แก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมายล้าหลัง รวมถึงสนับสนุนให้มีกลไกที่ช่วยคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนซึ่งถูกบริษัทเอกชนฟ้องดำเนินคดีเป็นจำนวนมากเนื่องมาจากความพยายามปกป้องสิทธิมนุษยชนผ่านพื้นที่ออนไลน์ ประเทศไทยมีแม่พิมพ์ของพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ตามกฎบัตรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายฉบับที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันรับรอง ทั้งที่ผ่านมายังได้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 161/1 และ 165/2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อยับยั้งการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือฟ้องร้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในลักษณะคุกคาม

เห็นได้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธกิจอย่างเร่งด่วน เมื่อพิจารณาว่าบริษัทเอกชนหลายแห่งได้ฟ้องร้องคดีอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 8 มิถุนายน 2563 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีกำหนดอ่านคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องนักกิจกรรมสองคน ได้แก่ นาน วิน แรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมา และสุธารี วรรณศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน ในปี 2561 ทั้งสองถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาหลังแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เกี่ยวกับสภาพการทำงานในฟาร์มเลี้ยงไก่ไทย ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลล้มเหลวในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ขัดแย้งกับการแสดงพันธกิจตามแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งให้สัญญาว่าจะคุ้มครองบุคคลที่ทำงานเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงาน

ทั้งสองคนและอีกสิบกว่าคนตกเป็นเป้าหมายการฟ้องคดีหมิ่นประมาทของบริษัทฟาร์มไก่แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นการฟ้องคดีปิดปากอย่างหนึ่ง การดำเนินงานของพวกเขา ทั้งการแสดงความเห็นออนไลน์เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อคนงาน และการให้กำลังใจคนที่ถูกฟ้องคดี ไม่ควรถือเป็นอาชญากรรม การฟ้องคดีเหล่านี้ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวต่อเสรีภาพในการแสดงออก และยับยั้งไม่ให้ผู้อื่นกล้าแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเพราะกลัวจะถูกฟ้องคดี

การรับฟ้องคดีต่อพวกเขาเน้นยังให้เห็นว่าประเทศไทยยังถือว่าการหมิ่นประมาทมีความผิดทางอาญา แม้ว่าแนวโน้มทั่วโลกจะลดการเอาผิดทางอาญากับความผิดนี้ก็ตาม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวว่าการคุมขังบุคคลในคดีหมิ่นประมาทเป็นการลงโทษที่ทั้งไม่จำเป็นและไม่เหมาะสม และรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองควรยกเลิกการเอาผิดทางอาญากับข้อหาหมิ่นประมาท

ยิ่งใกล้ถึงช่วงผ่อนคลายมาตรการจำกัดโรคโควิด-19 ทางการไทยจึงควรวางแผนทำให้พันธกิจของตนเป็นความจริง ผ่านการรับประกันว่ากฎหมายและการบังคับใช้คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการคุกคามนักกิจกรรมและบุคคลอื่น ๆ ที่ต้องการใช้สิทธิของตน รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อลดการเอาผิดทางอาญาต่อความผิดฐานหมิ่นประมาท และทบทวนกฎหมายและการปฏิบัติของรัฐ นี่เป็นแนวทางเดียวที่รัฐบาลไทยจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถทำตามพันธกิจที่ให้ไว้ต่อสังคม ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการแสดงความเห็นที่หลากหลาย ให้บุคคลสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและการถกเถียงออนไลน์ได้โดยไม่กังวลต่อการถูกลงโทษ

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย.63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐบาลเตรียมจัดรับขวัญเดือนพระราชธิดา สมเด็จฯ ทรงปลื้มพระทัย ตรัส ”เรามีนางงามแล้ว”
จังหวัดชัยนาท จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
เข็นนกขึ้นเขากระโดงระวังเจ๊ง
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน