ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
ในประเทศ
ช่วงการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุด วลีสุดฮิต ‘อย่ามาแหวง’ ซึ่งพาดพิงถึง “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้าง โดยเฉพาะโลกสังคมออนไลน์
เนื่องจากช่วงนั้นเจ้าตัวออกสื่อชี้แจงทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง รวมทั้งรับหน้าเสื่อ รับแรงปะทะ ที่สาดเข้ามาแบบพายุ รวมทั้งเสียงก่นด่าที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดและข้อบกพร่องจากการเลือกตั้ง ส.ส.แทน กกต.ชุดใหญ่
ล่าสุด สถานะตำแหน่งเก้าอี้แม่บ้าน กกต.สั่นสะเทือนครั้งใหญ่อีกครั้ง ภายหลังเกิดกระแสข่าวปะทุขึ้นมาว่า “นายแสวง บุญมี “ลูกหม้อ กกต. ส่อหลุดเก้าอี้เลขาธิการ เนื่องจาก กกต.ชุดที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ประเมินผลการปฏิบัติงานปี 2568 ให้ “ไม่ผ่านเกณฑ์” ร้อยละ 60
อาจส่งผลนำไปสู่การ “ยกเลิกสัญญา” จ้างตามระเบียบได้
ย้อนกลับไป “แสวง” เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กกต.อย่างเป็นทางการช่วงต้นปี 2565 โดยที่ประชุม กกต. มีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งแทน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ซึ่งลาออกไปดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี แต่จะต้องผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบปีต่อปี ซึ่งจะครบกำหนด 5 ปี วันที่ 31 มีนาคม 2570 เท่ากับว่าหลังจากนี้ “แสวง” เหลือเวลาทำงานในตำแหน่งประมาณ 9 เดือนเท่านั้น
สำหรับเกณฑ์ประเมินถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
โดยส่วนที่ 1 ประเมินตามแบบที่สถาบันการศึกษาออกแบบเป็นการประเมินการปฏิบัติงาน 4 ด้าน คือ 1. งานแผนงานโครงการ 2. ด้านงานท้าทาย 3. ด้านงานตามมติ กกต. และ 4. ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการประเมิน 360 องศา จากความเห็นพนักงานทั่วประเทศ ด้านละ 100 คะแนน ก่อนนำส่งเป็นข้อมูลประกอบการประเมินให้ กกต.ประเมินต่อไป ส่วนนี้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาการประเมินของ กกต. เท่านั้นไม่มีผลต่อการนำมาคำนวณการประเมินแต่อย่างใด
ส่วนที่ 2 เป็นการประเมินโดย กกต.แต่ละคน โดย กกต.แต่ละคนจะมีคะแนน คนละ 100 คะแนน โดยหลักการ กกต.แต่ละคนจะนำข้อมูลส่วนที่ 1มาประกอบหรือไม่นำมาประกอบการพิจารณาก็ได้
อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อมูลเป็นเอกสาร ซึ่งนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โพสต์ลงกลุ่มไลน์ของผู้บริหารสำนักงาน กกต.เป็นข้อมูลสรุปผลคะแนนการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ประจำปีงบประมาณ 2567 และปี 2568 ซึ่งเป็นผลการประเมินในส่วนของพนักงาน กกต.ทั่วประเทศ
พบว่า ปีงบประมาณ 2566 ด้านแผนงาน คะแนนเต็ม 30 คะแนน ได้ 24.48 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.60 งานตามมติ กกต. คะแนนเต็ม 30 คะแนน ได้ 25.52 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.06 งานธรรมาภิบาลการบริหาร คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ 16.42 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.10 งานท้าทาย คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ 17.43 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.53 รวม 100 คะแนน ได้ 83.92 คะแนน
ขณะที่ปีงบประมาณ 2567 และ 2568 เป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนของงานการดำเนินงานตามมติ กกต.ที่มีคะแนนเต็ม 30 คะแนน 2 ปีถูกขีดด้วยปากกาสีเหลืองช่องคะแนนการแทนการเขียนจำนวนคะแนน ทำให้ปีงบประมาณ 2567 ด้านแผนงาน คะแนนเต็ม 30 คะแนน ได้ 25.58 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.27 ด้านธรรมาภิบาลการบริหาร คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ 16.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.65 ด้านงานท้าทาย คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ 18.63 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 93.15 รวม 100 คะแนน ได้ 61.14 คะแนน
ส่วนปีงบประมาณ 2568 ซึ่งถูกระบุว่าไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินนั้น การดำเนินงานตามแผนงาน คะแนนเต็ม 30 คะแนน ได้ 25.06 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.55 การบริหารตามธรรมาภิบาล คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ 16.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.46 ด้านงานท้าทาย คะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 18.43 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 92.13
รวม 100 คะแนน ได้คะแนน 60.18 คะแนน
ทว่า ขณะนี้กลับเกิดประเด็นข้อกฎหมายที่มีการโต้แย้งว่า กกต.ชุดเก่า ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วยังมีอำนาจประเมินหรือไม่ เนื่องจากมาประเมินภายหลังพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว โดยเพิ่งมาประเมินเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งขัดกับสัญญาที่กำหนดว่าผู้ประเมินต้องเป็น กกต.เท่าที่มีอยู่ และการประเมินที่ผ่านมาก็ให้เฉพาะ กกต.เท่าที่มีอยู่เท่านั้นเป็นผู้ประเมิน
โดยที่ผ่านมา นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย และนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี 2 อดีต กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไป ก็ไม่ได้ประเมิน แต่ กกต.ที่มาแทน คือนายชาย นครชัย ซึ่งมาเป็น กกต.ใหม่ เป็นผู้ประเมินแม้จะมาดำรงตำแหน่งภายหลังปีประเมินก็ตาม แต่ครั้งนี้กลับให้ กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วเป็นผู้ประเมิน ซึ่งไม่ได้เป็น กกต.แล้ว โดย กกต.ปัจจุบันไม่ได้ประเมินจึงต่างจากการประเมินปี 2566 ซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมี กกต.บางคนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วยังไม่ได้ส่งผลการประเมิน รวมทั้งบางส่วนมีหนังสือสอบถามว่าอดีต กกต.มีอำนาจประเมินหรือไม่ ถ้ามีจะมีตามกฎหมายหรือสัญญาข้อใด และที่ผ่านมามีอดีต กกต.เคยประเมินหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้
สำนักงานฯ ต้องไปศึกษาและนำมาเสนอที่ประชุม กกต. พร้อมกับผลการประเมินของ กกต.ชุดเก่า ที่หาก กกต.ชุดปัจจุบันยอมรับผลการประเมินของ กกต.ชุดเก่า และจะมีมติตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งเลขาธิการ กกต. 2560 ข้อ 14 (5) กำหนดว่าหาก กกต.มีมติให้พ้นจากตำแหน่งก็ต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันสถาปนาสำนักงาน กกต.ครบรอบ 28 ปี สื่อจึงใช้โอกาสนี้สอบถาม “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. เกี่ยวกับขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานของ “นายแสวง บุญมี”
โดยประธาน กกต.ระบุว่า เมื่อมีข้อโต้แย้ง เพื่อความรอบคอบ กกต. ชุดที่ทำหน้าที่อยู่จึงมีมติให้นำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความว่าการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. กรณีนี้กรรมการชุดใดมีหน้าที่หรืออำนาจในการประเมิน
นอกจากนี้ ประธาน กกต.ยังระบุว่าด้วยว่า “นายแสวง บุญมี ” ไม่ได้เป็น “หนังหน้าไฟ” ของ กกต.รับแรงปะทะช่วงจัดการเลือกตั้ง กกต.ทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการ หน้าที่หลักจริงๆ คือกำกับดูแล เลขาธิการ กกต.ทำหน้าที่ในบทบาทของท่านอยู่แล้ว
ดังนั้น ท่านไม่ใช่หนังหน้าไฟ ท่านทำหน้าที่ของท่าน ไม่ใช่ว่าเราผลักท่านไปทำหน้าที่แทน
ฟากนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ตอบคำถามสื่อกรณีกระแสข่าวไม่ผ่านผลการประเมินการปฏิบัติงาน โดยระบุว่า การประเมินเป็นเรื่องของ กกต.ไม่สามารถพูดอะไรได้ สิ่งเดียวที่บอกได้คือรู้สึกดีที่ทำงานกับ กกต.ทุกชุดที่ผ่านมา และข่าวที่ออกมาไม่กระทบกับการทำงาน และไม่รู้สึกเสียขวัญกำลังใจแต่อย่างใด “ยืนยันว่าที่ผ่านมาทำงานดีที่สุด ยังรู้สึกดีๆ กับทุกอย่างที่ กกต. และภูมิใจที่เป็นคนของ กกต.” นายแสวงระบุ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สื่อได้ตั้งคำถามถึงแนวโน้มความเป็นไปได้ที่จะส่งเรื่องนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ โดยเลขาธิการ กกต. ระบุสั้นๆ เพียงว่า “ตนรู้เท่าที่ควรรู้”
ฉะนั้น ช่วงที่บอร์ด 7 เสือ กกต.รอผลการพิจารณารวมทั้งการตีความข้อกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจ้างนั้น สถานะของ “นายแสวง บุญมี” ยังคงทำหน้าที่บทบาทเลขาธิการ กกต.ต่อไปจนกว่าผลการประเมินผลการปฏิบัติงานจะได้ข้อสรุปเป็นที่ยุติ
ซึ่งท้ายที่สุดคงต้องรอลุ้นกันว่า “ลูกหม้อ กกต.” คนนี้ จะปิดฉากการทำหน้าที่ลงหรือสามารถผ่านมรสุมและได้ไปต่อนั่งเก้าอี้ “แม่บ้านองค์กร กกต.” จนครบวาระ 5 ปี
อีกไม่นานคงได้รู้กัน
