bg-single

เข็นนกขึ้นเขากระโดงระวังเจ๊ง

12.06.2026

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

คนไทยจะเอาตัวรอดอย่างไรจากเศรษฐกิจแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้เลย

ปัญหาเศรษฐกิจมีแน่ และยิ่งนานปัญหาก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนเรตติ้งรัฐบาลร่วงลงไปด้วย

เช่นเดียวกับความนิยมต่อรัฐมนตรีหลายคนที่คะแนนนิยมร่วงลงมาเร็วกว่าการร่วงของราคาทองและตลาดหุ้นไทย

ตัวอย่างของรัฐมนตรีที่เรตติ้งขึ้นเร็วแต่ลงเร็วกว่าคือ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผลอแป๊บเดียวฉายาว่า “ซูเปอร์จี” ตอนหาเสียงเลือกตั้งกลายเป็นคำว่า “ซูเปอร์เจ๊ง”

ส่วนผลสำรวจคะแนนนิยมฝ่ายรัฐบาลที่คุณศุภจีเคยเป็นอันดับ 1 ตอนนี้ตกต่ำจนไม่ติด 1 ใน 5 และแพ้แม้แต่คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าทำอะไร

คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส แบกรัฐบาลแทนคุณศุภจีได้มั้ย?

คำตอบคือไม่ได้ คุณเอกนิติจืดจนไม่ “แมส” เท่าคุณศุภจี แต่ที่แย่กว่าคือคุณเอกนิติมีเรื่องที่ต้องทำแล้วไม่ได้ทำเยอะไปหมด

ตัวอย่างเช่น การปรับค่าการกลั่นที่รัฐบาลเลิกพูดไปเฉยๆ รวมทั้งทำเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างนโยบายตัดเงินคนชราที่มีลูกส่งเสียงเลี้ยงดู

โชคดีที่คุณเอกนิติไม่ดังจนไม่มีใครแคร์พอจะตั้งฉายาเพื่อแสดงความพังของคุณเอกนิติเหมือน “ซูเปอร์เจ๊ง” ของคุณศุภจี

พูดตรงๆ รัฐบาลพังจนคำพูดที่เคยใช้หาเสียงว่า “รวยไม่ไหว” กลายเป็นวลีที่พูดเมื่อไรก็ยั่วให้คนด่าจนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เลิกพูดแล้ว

ส่วน “รวยไม่ไหว” ถูกแทนด้วย “จนไม่ไหว” ซึ่งประชาชนจัดอันดับความขี้โม้คุณอนุทินเรื่องนี้เหมือนคำว่า “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” ของคุณเศรษฐา ทวีสิน และคุณแพทองธาร ชินวัตร

รัฐบาลนี้ไม่เคยพูดว่าจะฟื้นฟูประเทศอย่างไรจนน่าสงสัยว่ารัฐบาลไม่มีปัญญา

แต่ที่แย่กว่านั้นคือ แม้กระทั่งเป้าหมายในการสร้างความเติบโตของประเทศอย่าง GDP เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่พูดถึงสักครั้ง

คนไทยจึงตกอยู่ในสถานการณ์ “จนไม่ไหว” โดยรัฐบาลไม่มีตัวเลขการเติบโตที่เป็นเป้าหมายเลย

ผมเคยคุยกับคนสำคัญของรัฐบาลก่อนโหวตนายกฯ ว่าควรประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจว่าโตปีละกี่เปอร์เซ็นต์

แต่คำตอบคือประกาศแล้วยุ่ง ทำไม่ได้ก็โดนด่าแบบเพื่อไทยโม้เรื่องโตปีละ 5% แล้วทำไม่ได้

คำตอบผมคือ งั้นประกาศให้ต่ำลงก็ได้ แต่ในที่สุดรัฐบาลเลือกไม่พูดถึงโดยสิ้นเชิง

เมื่อรัฐบาลบริหารประเทศตามอัธยาศัยโดยไม่มี “เป้าหมาย” ชัดๆ ว่าจะใช้งบประมาณปีละ 3 ล้านล้าน ไปสร้างความเติบโตอย่างไร ประเทศก็ไม่มีโอกาสพ้นเวรพ้นกรรมจากอาการ “จนไม่ไหว” จนคำว่า “ซูเปอร์เจ๊ง” อาจยกระดับจากการเป็นฉายาของคุณศุภจี สู่คำอธิบายความไม่เอาไหนของรัฐบาลทั้งรัฐบาล

รัฐบาลอ้างว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” คือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่การกู้เงินไปแจกเป็นเรื่องที่นายกฯ ทุกคนล้วนด่านายกฯ คนก่อนตัวเองว่าเป็นการกระตุ้นด้วยวิธีฉลาดไม่มาก และเม็ดเงินที่รัฐบาลชุดนี้แจกราว 2 แสนล้านก็เท่ากับที่เพื่อไทยแจกยุคคุณแพทองธาร ซึ่งในที่สุดเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นแม้แต่นิดเดียว

ข่าวร้ายสำหรับรัฐบาลคือ “คุณตัน ภาสกรนที” ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยตอนนี้แย่ที่สุดในรอบ 40 ปี หรือหนักกว่ายุคโควิด, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤตต้มยำกุ้ง

และข่าวร้ายที่สุดคือหลังจาก “ไทยช่วยไทยพลัส” จบใน 4 เดือน ตัวเลขเศรษฐกิจจะกลับไปเท่าเดิมโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

คุณอนุทินเคยบอกผมว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” จะทำให้การค้าขายในประเทศหมุน 6-7 รอบจน “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” พุ่งและเศรษฐกิจโต แต่ตอนนี้สัญญาณนั้นไม่มี

ซ้ำสิ่งที่น่าห่วงคือคุณศิริกัญญา ตันสกุล และพรรคประชาชนอาจถูกที่เตือนว่าการกู้แล้วแจกอาจทำให้รัฐบาลถังแตกจนไม่เหลือ “อาวุธ” สู้เศรษฐกิจอีก

“ระบอบสีน้ำเงิน” มีจริงหรือไม่คงเถียงกันได้ยาว

แต่สิ่งที่เถียงไม่ได้คือ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” บริหารไม่ เป็นจนประเทศไม่มีอนาคต ทั้งที่รัฐบาลขยันโชว์ว่าแบ็กดี ภูมิใจไทยมี ส.ส.190 เสียง ส่วนพรรคฝ่ายค้านมี ส.ส.จริงๆ ราว 150 เสียง จน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เป็น “รัฐบาลเข้มแข็ง” ที่ไม่มีทางคว่ำทั้งในและนอกสภา

คนไทยถูกหลอกให้เชื่อว่า “รัฐบาลเข้มแข็ง” คือบันไดขั้นแรกสู่การสร้างความเจริญ ต่อให้ “รัฐบาลเข้มแข็ง” จะเป็น “รัฐบาลทหาร” ก็เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากไม่ขัดข้อง

แต่บทเรียนที่ได้จากรัฐบาลภูมิใจไทยคือ “รัฐบาลเข้มแข็ง” กับการเป็นรัฐบาลที่ทำงานได้และทำงานเป็นนั้นแตกต่างกันสิ้นเชิง

“ระบอบสีน้ำเงิน” มีจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับมุมมองว่า “ระบอบ” หมายถึงอะไร แต่ข้อเท็จจริงที่ทุกคนเห็นตรงกันคือมองไปทางไหนก็มี “เครือข่ายพรรคสีน้ำเงิน” ในองค์กรหลักของประเทศเยอะไปหมด

และคนเหล่านี้พร้อมใช้อำนาจสนับสนุนพรรคและคนในเครือข่ายเดียวกันอย่างไม่ละอายใจเลย

ข้อดีของคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” คือทำให้คนเห็นภาพว่ารัฐบาลชุดนี้มีอำนาจมากเกินไป รัฐบาลจึงไม่อยากให้ใครใช้คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เพราะจะทำให้คนตาสว่างจนเห็นว่ารัฐบาลมีอำนาจมากไปแล้ว

แต่คำไม่ใช่ปัญหาเท่าพฤติกรรมรัฐบาลที่โชว์บัตรเบ่งตลอดเวลาว่าตัวเองมีอำนาจมากจริงๆ

ถ้าครึ่งปีแรกของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ทำให้ประเทศเป็นแบบนี้ อนาคตภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” คงไม่ต่างจากให้คนตาบอดขับซาเล้งไฟเสียไปบุรีรัมย์โดยถนนสองข้างทางดับไฟตามนโยบายรัฐบาล ไม่ตายกลางทางก็บุญ ไปถึงก็ปาฏิหาริย์

แต่คำถามใหญ่คือ แล้วจะเสียเวลาไปแบบนั้นทำไม

ปล่อยให้ระบอบสีน้ำเงินบริหารก็เหมือนเข็นนกขึ้นเขากระโดงจนนกตกลงมาแข้งขาหักแต่ยังร้องจะขึ้นโดยไม่รู้ตัว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จังหวัดชัยนาท จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
เข็นนกขึ้นเขากระโดงระวังเจ๊ง
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี