bg-single

ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก

12.06.2026

ในประเทศ

แม้ผลโพลล่าสุดจากนิด้าจะชี้ให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังคงพร้อมเทใจให้ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ สานต่อการทำงานในสมัยที่สองสูงถึง 67.30% ทิ้งห่างกลุ่มสะวิงโหวตที่ยังไม่ตัดสินใจในอันดับสองที่ 10.20% และยังโกยคะแนนนำคู่แข่งคนสำคัญอย่าง ‘โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ จากพรรคประชาชน ที่รั้งอันดับสามด้วยตัวเลข 8.20% ไปแบบไม่เห็นฝุ่น

แต่ในสนามเลือกตั้ง กทม. ที่หลายฝ่ายเคยมองว่าเป็น ‘ของตาย’ ถึงตอนนี้กลับกลายเป็นสมรภูมิหินที่แชมป์เก่าต้องมาตั้งรับอย่างหนักหน่วงตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายของการหาเสียง

ซึ่งโจทย์ยากที่ทีมชัชชาติต้องเผชิญ ไม่ใช่การถูกท้าทายด้วยวิสัยทัศน์หรือนโยบายใหม่

แต่คือการถูกตั้งคำถามซ้ำเรื่อยๆ ถึง ‘ความเด็ดขาด’ ในการแก้ปัญหาทุจริตที่ฝังรากลึกใน กทม. ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่สลัดยังไงก็ไม่หลุด

จริงอยู่ช่วงที่ผ่านมาเราจะได้เห็นบรรดาคู่แข่งพยายามดาหน้าออกมาโหมกระแส ‘ระบอบอากง’ เพื่อหวังจะเปิดแผลเรื่องข้อครหาในการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต แต่ผลสำรวจกลับสะท้อนผ่านโพลชัดเจนว่าประเด็นนี้ประชาชน ‘ยังไม่ซื้อ’

มิหนำซ้ำกระแสอาจตีกลับไปหาฝั่งที่ออกมาแฉด้วยซ้ำว่าทำไมเพิ่งมาขุดเรื่องนี้เอาช่วงเดือนสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

จนภาพที่ออกมาดูเหมือนจะเป็นเกมเตะสกัดทางการเมืองเสียมากกว่าตั้งใจที่จะมาปราบทุจริตจริงๆ

แต่ประเด็นที่ถือเป็น ‘แผลสด’ แผลใหม่และดูเหมือนจะเป็นชนักติดหลังของจริง คือข้อกังขาในโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม. ที่ ส.ส.แบงค์-ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ จากพรรคประชาชน เกาะติดมาอย่างต่อเนื่อง

แม้เรื่องนี้จะยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและยังไม่ถึงบทสรุปสุดท้าย

แต่มันก็กลายเป็นบททดสอบชิ้นสำคัญให้กับชัชชาติและทีมงานที่ต้องตอบคำถามจากประชาชนก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง

ยิ่งเมื่อเจอเกมรุกของ ส.ส.ศุภณัฐ ที่งัดข้อมูลมากางให้เห็นแผลว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กทม.เลือกตรวจสอบแค่ 7 โครงการ ปล่อยผ่านอีก 17 โครงการ มูลค่ากว่า 120 ล้านบาทไปอย่างเงียบๆ

แถมยังตั้งคำถามแทงใจดำว่า ทำไม กทม.ไม่เคยตรวจเจอทุจริตเองจากระบบภายใน ต้องรอให้คนนอกมาแฉตลอด?

ภาพของผู้นำที่เคยขยันลงพื้นที่ จึงถูกลดทอนลงเหลือเพียง ‘แมสเซนเจอร์’ ที่ทำได้แค่รอรับเรื่องแล้วส่งแฟ้มต่อให้ ป.ป.ช. ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า องค์กรแห่งนี้ปล่อยผีคนทุจริตมาแล้วกี่รอบ

แน่นอนว่าเจอหมัดฮุกเข้าไปแบบนี้ ฝั่งทีมชัชชาติก็เริ่มนั่งไม่ติดมีการส่งอดีตรองผู้ว่าฯ อย่าง ‘ทวิดา กมลเวชช’ ขึ้นมารับหน้าแทนชัชชาติ ในประเด็นดังกล่าวว่าการที่ยังไม่ตั้งแท่นสอบรวดเดียวทั้ง 17 โครงการ ไม่ใช่การจงใจอุ้มคนผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

แต่การจะสอบสวนใครต้องยึดหลัก ‘มีมูลเหตุ’ ที่ชัดเจน จะมาเหวี่ยงแหตั้งกรรมการสอบแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้

พร้อมย้ำจุดยืนในมุมผู้บริหารว่า ในฐานะผู้บริหารต้อง ‘ให้เกียรติและมีความเกรงใจ’ คนทำงาน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดจริง จะไปลัดขั้นตอนเพื่อเชือดโชว์ตามกระแสสังคมไม่ได้เด็ดขาด

เรื่องนี้ในท้ายที่สุดจะจบลงอย่างไรเราก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่หากเรามองให้ลึกลงไปกว่านั้น สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงคือ ‘ยุทธศาสตร์’ ของทีมชัชชาติ การที่เลือกส่งคนระดับอดีตรองผู้ว่าฯ อย่างทวิดา ออกมาเป็นกันชน หรือยอม ‘รับมีด’ แทนชัชชาติในประเด็นที่ล่อแหลมและอ่อนไหวเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจงใจรักษาภาพลักษณ์ของตัวผู้ว่าฯ ให้อยู่ในโซนปลอดภัย เพื่อให้ชัชชาติยังคงรักษากระแสและภาพผู้นำที่มุ่งทำงาน ขยันลงพื้นที่ และยิ้มแย้มแก้ปัญหาเมืองต่อไปได้

โดยปล่อยให้ทีมงานสายบุ๋นและสายบู๊เป็นคนออกไปปะทะคารม เลอะโคลนคลุกฝุ่นกับฝ่ายการเมืองแทน

ซึ่งหากประเมินจากอุณหภูมิสนามเลือกตั้งที่กำลังเริ่มเดือด และท่าทีของผู้ท้าชิงอย่างพรรคประชาชน ที่คงไม่ยอมปล่อยมือจาก ‘แผลสด’ ชิ้นนี้ไปง่ายๆ เชื่อได้เลยว่า นับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันหย่อนบัตร 28 มิถุนายน เราก็อาจจะได้เห็นบรรดา ‘องครักษ์พิทักษ์ชัชชาติ’ ไม่ว่าจะเป็นทีมอดีตรองผู้ว่าฯ คนอื่นๆ หรือทีมที่ปรึกษา ที่ต้องออกมาสลับหน้ากันเดินออกมา ‘รับมีด’ และคอยตั้งโต๊ะชี้แจงแก้ต่างแทนชัชชาติกันอีกหลายระลอก

เพราะตราบใดที่แผลเรื่อง ‘ความเด็ดขาด’ ยังคงถูกขยี้จนมีเลือดซึมออกมาเรื่อยๆ การปล่อยให้ชัชชาติออกมายืนตอบคำถามเรื่องการทุจริตด้วยตัวเองทุกวันก็อาจมีสิทธิ์ที่จะ ‘ไซริงค์แตก’ ได้ สมรภูมิก่อนโค้งสุดท้ายของทีมชัชชาติ จึงกลายเป็นเกมซื้อเวลาและบริหารบาดแผล โดยอาศัยขุนพลรอบกายมาเป็นโล่กำบัง

เพื่อประคองตัวเลข 67.30% นี้ ให้รอดปลอดภัยไปจนถึงวินาทีที่คูหาเลือกตั้งปิดลง

แต่ทว่าเมื่อหันไปมองฝั่งผู้ท้าชิงหลักอย่างพรรคประชาชน สถานการณ์ก็มีความท้าทายไม่แพ้กัน แทนที่จะได้ใช้จังหวะช่วงที่ชัชชาติต้องคอยมาตอบคำถามเรื่องความโปร่งใส มาสร้างกระแสบวกให้ฝั่งตัวเอง พวกเขากลับต้องมาเผชิญกับแรงกระเพื่อมจากภายในพรรคด้วยกันเองจากการตัดสินใจเปิดตัว สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาเป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม.

การดึงตัว อ.สุรพล เข้ามาในครั้งนี้ แทนที่จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขยายฐานเสียงสู่กลุ่มอนุรักษนิยมด้วยดีกรีความเป็นนักกฎหมายมีชื่อ

แต่กลับกลายเป็นว่า ‘เงาจากอดีต’ ของตัวแกเอง ได้ย้อนกลับมาเป็นบูมเมอแรงมาทิ่มแทงพรรคและมวลชนที่สนับสนุนอย่างหนักหน่วง

ที่สำคัญที่สุดหากมองกันชัดๆ อีกทีก็ต้องยอมรับว่าหมากตานี้ของพรรคประชาชนมันไม่ได้ส่งผลบวกต่อคะแนนนิยม ทั้งในส่วนของผู้สมัครผู้ว่าฯ และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต แต่กลับกลายเป็นตัวฉุดที่ทำให้ฐานเสียงหลักเกิดอาการลังเลอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

แม้ทางพรรคจะพยายามอธิบายว่านี่คือการเปิดกว้างเพื่อโอบรับมวลชนที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อเสริมพรรคให้มีความหลากหลาย

แต่ในความเป็นจริง คำถามไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของ อ.สุรพล แต่คำถามคือ จะมี ‘ด้อมส้ม’ สักกี่คนที่รับรู้ถึงบทบาทและความเคลื่อนไหวของอดีตอาจารย์ท่านนี้

การดึงบุคลากรที่ไร้กระแสในเวทีปัจจุบันเข้ามาคุมเกม จึงเป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ที่แกนนำพรรคต้องตอบว่าผู้บริหารพรรคประชาชนคิดอะไรอยู่ในการดึง อ.สุรพล เข้ามาถึงขนาดให้เป็น ประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้

และยิ่งย้อนกลับไปดูท่าทีของหัวหน้าพรรคอย่าง ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ ที่เคยยอมรับว่าเคยทาบทาม อ.สุรพล ถึงขนาดให้มาเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ ตั้งแต่ช่วงแรก ก่อนจะมาเป็น โจ-ชัยวัฒน์ เสียด้วยซ้ำ ก็ยิ่งตอกย้ำว่ายุทธศาสตร์นี้ผ่านการคิดมาแล้ว ก็ยิ่งเกิดความสงสัยและตั้งคำถามเข้าไปอีก

ท้ายที่สุดหากพิจารณาความเคลื่อนไหวทั้งหมดของพรรคประชาชน ตั้งแต่หลังการเลือกตั้งมาจนถึงช่วงรณรงค์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. จะเห็นภาพชัดเจนว่าทุกอย่างของพรรคประชาชนดูเหมือนจะ ‘ไม่กระเตื้อง’ ขึ้นมาเลย

ในทางตรงกันข้าม พรรคกลับถูกมองและถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเดินหมากผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์นี้เองที่กำลังกัดกินโอกาส และทำให้สถานการณ์ของผู้สมัครในนามพรรคประชาชนทั้งผู้ว่าฯ และผู้สมัคร ส.ก. ต่างก็ตกอยู่ในสภาวะที่น่ากังวลว่า จะสามารถงัดกระแสกลับมาเพื่อคว้าชัยชนะในสมรภูมิเมืองหลวงครั้งนี้ได้หรือไม่คงต้องจับตาดู!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19