bg-single

บทบาทจีนในการค้าโลก หลังโควิด-19 จะเป็นอย่างไร?

21.06.2020

นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 จีนได้ผลักดันตัวเองจนก้าวออกมาเป็นประเทศมหาอำนาจทางการค้าในระบบเศรษฐกิจโลกตีคู่กับสหรัฐและสหภาพยุโรป และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรสำคัญด้านการค้าและเศรษฐกิจจนมีอิทธิพลมากขึ้น พร้อมกับที่จีนประกาศยุทธศาสตร์ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง ที่ให้จีนเชื่อมต่อกับแหล่งทรัพยากรและพื้นที่ทางเศรษฐกิจในต่างแดน และวิสัยทัศน์ Made in China 2025 ที่ทำให้จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก”

อย่างไรก็ดี อิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้น ก็ส่งผลต่อท่าทีการสร้างความร่วมมือทางการค้าหรือธุรกิจที่เปลี่ยนไป อย่างกรณีในประเทศแถบแอฟริกาและเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย และทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐมองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรจนเกิดสงครามการค้าขึ้น

แต่แล้วการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกเจ็บป่วยและล้มตาย จีนได้รับผลกระทบมากทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อและความเชื่อมั่นที่น้อยลงเพราะความโปร่งใสในการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสถูกนานาชาติตั้งคำถาม และสหรัฐใช้เป็นเครื่องมือในการลดอิทธิพลของจีน

แม้จีนจะพยายามกอบกู้ฐานะและชื่อเสียงของประเทศจากการระบาดใหญ่ แต่สายตาหลายคนกลับเปลี่ยนไป เช่นนี้แล้ว จีนหลังโควิด-19 จะเป็นอย่างไร

 

เป็นที่รู้กันว่า จีนก้าวมาเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกได้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมาตั้งโรงงานหลายแห่งในจีน และการส่งเสริมของรัฐบาลจีนในการให้ธุรกิจของจีนเติบโตทั้งในประเทศและต่างแดน และส่งออกสินค้าไปยังหลายประเทศ รวมถึงอียูและสหรัฐ ซึ่งต่อมากลายเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ

แต่แล้วรูปแบบการค้าของจีนกำลังทำให้หลายประเทศเสียเปรียบ บางประเทศถูกสินค้าจากจีนยึดกุมจนกระทบต่อสินค้าท้องถิ่น หรือสินค้าจากหลายประเทศก็ไม่สามารถตีตลาดในจีนได้ เพราะนโยบายทางการค้าของรัฐบาลจีนนั้นทำให้เสียโอกาสและประกอบกับความไม่ไว้วางใจธุรกิจที่รัฐบาลจีนสนับสนุนโดยเฉพาะด้านไอที ก็ถูกดึงเข้าประเด็นความมั่นคงของชาติไปด้วย

กระแสต่อต้านจีนก็ได้เกิดขึ้น และถูกทำให้ชัดขึ้นโดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน

แต่แล้วการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่กินเวลาหลายเดือนและลุกลามหนัก และจีนก็มีท่าทีปกปิดข้อมูลการระบาดในช่วงแรก และกว่าจะรู้ข้อมูล ผู้ติดเชื้อได้ขยายตัวทั่วโลกเป็นหลักล้านคนแล้ว ยิ่งทำให้จีนถูกมองด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีก

การเกิดวลี “ไวรัสจีน” ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จึงเป็นเสมือนคำที่บ่งบอกให้จีนคุกเข่ายอมรับความผิดพลาด

นับเป็นครั้งแรกในหลายทศวรรษที่จีนเสียศูนย์ หลังจากกรณีสลายการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989

ทำให้จีนที่จะก้าวเป็นผู้นำโลกกลับต้องเจอการวิพากษ์วิจารณ์ จากเหตุการปกปิดเรื่องโรคระบาด

นักวิเคราะห์กล่าวว่า มาตรการล็อกดาวน์และการชะลอการค้าโลก แม้จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้หลายประเทศหันมาทบทวนว่าจะสร้างความร่วมมือทางการค้ากับจีนต่ออีกหรือไม่?

จะยังนำเข้าสินค้าหรือพึ่งพาตลาดจีนอยู่แค่ไหน?

หรือปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจแบบลดการพึ่งพา ส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในประเทศ หรือแสวงหาตลาดใหม่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน โดยเฉพาะเวียดนามที่หลายชาติจับตามอง

แต่ปัจจัยร่วมที่หลายชาติต้องหันมาทบทวนคือ จีนทำธุรกิจแบบข่มเหงรังแก ไม่มียกเว้นแม้แต่ประเทศเดียว การทูตแบบเอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้งของจีนเป็นที่รับรู้กัน กรณีพิพาททะเลจีนใต้กับหลายชาติในอาเซียนถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

หรือกับภาคพื้นทวีป จีนมีเส้นพรมแดนยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตรที่ติดกับหลายประเทศในเอเชียกลางและใต้ ก็เกิดกรณีพิพาทกัน อย่างทาจิกิสถานหรือคีร์กีซสถาน ที่ให้เลือกระหว่างการอ้างสิทธิในพื้นที่หรือจ่ายค่าชดเชยในรูปดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งจีนปล่อยกู้ให้กับประเทศที่ตัวเองลงทุนในโครงการต่างๆ ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “การทูตกับดักหนี้” (Debt-Trap Diplomacy)

แม้แต่กับสหภาพยุโรป (อียู) จีนได้แสดงท่าทีเชิงลบต่อชาติยุโรป ทั้งกรณีอียูทบทวนรายงานสอบสวนกรณีการระบาดของโควิด-19 หรือข่มขู่บริษัทสัญชาติเช็ก หากมีนักการเมืองคนใดเดินทางไปไต้หวัน

หรือไม่ให้รถยนต์จากเยอรมนีตีตลาดจีนหากเยอรมนียังกีดกันหัวเว่ยร่วมโครงการพัฒนาเครือข่าย 5 จี

 

ด้านนักวิเคราะห์ของอียูมองว่า ขณะที่จีนยังคงคู่ค้ารายใหญ่แม้จีนกำลังเผชิญภาวะชะลอตัวและตัวเลขหนี้เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสียหายจากโควิด-19 ยุโรปควรตระหนักได้แล้วว่าไม่ควรพึ่งพาจีนในทางการค้ามากเกินไป

ตามข้อมูลของ “ยูโรสแตต” ในปี 2019 อียูขาดดุลทางการค้ากับจีนจำนวน 1.64 แสนล้านยูโร โดยสัดส่วนอียูส่งออกไปจีนอยู่ที่ 1.98 แสนล้านยูโร แต่อียูนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 3.62 แสนล้านยูโร

นักวิเคราะห์ยังตั้งประเด็นว่า แม้การค้าภายในอียูจะมากถึง 3 หมื่นล้านยูโรต่อวัน เมื่อเทียบกับการค้าระหว่างอียูและจีนวันละ 1.5 พันล้านยูโร ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่เป็นการควบคุมห่วงโซอุปทานและการพึ่งพาสินค้าระดับกลางจากจีน

นั่นทำให้อียูควรส่งเสียงลดการพึ่งพาสินค้าโดยเฉพาะสินค้าที่มีฐานการผลิตในจีน เพื่อทำให้เกิดโลกพหุภาคีที่ดีขึ้น

โควิด-19 แม้จะนำมาซึ่งความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโลกและชีวิตผู้คนหลายล้าน แต่อาจทำให้หลายประเทศหันมาปรับทิศทางใหม่ ไม่ว่าการเพิ่มกำลังผลิตจากภายในประเทศแทนที่หาแรงงานราคาถูก

จีนก็ยังคงมีบทบาทในการค้าโลกอยู่หลังโควิด-19 แต่ถูกลดระดับลงไปมาก เพราะรูปแบบและนโยบายการค้าที่ไม่เป็นมิตรกับหลายประเทศ

โควิด-19 จึงเป็นโอกาสให้กับหลายชาติ แต่สำหรับจีนคือฝันร้าย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐบาลเตรียมจัดรับขวัญเดือนพระราชธิดา สมเด็จฯ ทรงปลื้มพระทัย ตรัส ”เรามีนางงามแล้ว”
จังหวัดชัยนาท จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
เข็นนกขึ้นเขากระโดงระวังเจ๊ง
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน