การรณรงค์เพื่อการออกเสียงประชามติเป็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและพรรคการเมือง
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
8 กุมภา มาตามนัด
ลงบัตรประชามติรัฐธรรมนูญใหม่
สิ่งที่ประชาชนจะต้องรับทราบอย่างรวดเร็วเพราะมีเวลาจำกัดในการเตรียมตัวเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและการลงประชามติคือ
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ครม.มีมติเห็นชอบให้กำหนดวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ส.ส. คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากจะเป็นการประหยัด และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากที่สุด รวมทั้งเป็นการช่วยลดภาระของ กกต.
วันที่ 20 ธันวาคม 2568 กกต.แจ้งว่า จะออกระเบียบของ กกต.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ส.ส.ที่จัดทำขึ้นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับ กกต. ในการกำหนดวันออกเสียงประชามติ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างชัดเจน ถูกต้อง และสอดคล้องกับกฎหมาย
ขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลใช้บังคับตามที่กำหนดไว้ในระเบียบต่อไป
ไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า
แต่ขอใช้สิทธินอกเขตได้
พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติเขียนกำหนดไว้ว่า การออกเสียงประชามติให้กระทำได้ในวันเดียวกันทั่วประเทศ หมายความว่าไม่มีกระบวนการการออกเสียงประชามติล่วงหน้า
ดังนั้น การลงทะเบียนล่วงหน้าจึงเป็นการยื่นคำขอใช้สิทธิล่วงหน้า..เฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์เท่านั้น ….ไม่ได้รวมการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
สำหรับผู้มีสิทธิที่ไม่สะดวกกลับไปใช้สิทธิตามภูมิลำเนาที่มีสิทธิตามทะเบียนบ้าน ทาง กกต.ได้เตรียมอำนวยความสะดวก โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตได้ ณ หน่วยออกเสียงกลางที่สะดวกได้ ซึ่งขณะนี้ได้ยกร่างระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อออกมารองรับแล้ว อยู่ระหว่างรอประกาศราชกิจจานุเบกษา
คาดว่า ระยะเวลาเปิดระบบให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขต อาจจะใกล้เคียงหรือคาบเกี่ยวกับการลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตและนอกราชอาณาจักรของการเลือกตั้ง ส.ส.
การออกเสียงประชามตินอกเขตจะต้องไปใช้สิทธิออกเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ณ หน่วยออกเสียงกลางที่ได้ลงทะเบียนไว้เท่านั้น
“สมมุตินาย ก. ปัจจุบันอาศัยอยู่ กทม. แต่มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามทะเบียนบ้านอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ส.ส.และวันออกเสียงประชามติ ไม่สะดวกเดินทางกลับไปใช้สิทธิที่ จ.เชียงใหม่ แต่มีความประสงค์จะใช้สิทธิทั้งเลือกตั้ง ส.ส.และออกเสียงประชามติ ก็สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตได้
แต่ต้องลงทะเบียนแยกครั้งกัน ไม่สามารถลงทะเบียนรวมกันได้
โดยการเลือกตั้งล่วงหน้า ส.ส.ต้องมาใช้สิทธิวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
ส่วนออกเสียงประชามตินอกเขต ต้องไปใช้สิทธิอีกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
การออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ก็จะมีเปิดให้ลงทะเบียนเช่นกัน แต่กระบวนการนับคะแนนจะดำเนินการที่สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ที่ต่างประเทศ จะไม่มีการส่งบัตรกลับมานับคะแนนที่ประเทศไทย แตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส.”
การลงประชามตินี้ ตามมาตรา 17 ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่างๆ ในสังคมย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงได้โดยเสรี เสมอภาค และเท่าเทียม
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ในกรณีเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้ข้อมูลในการออกเสียงที่กระทำโดยหน่วยงานของรัฐ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้เข้าร่วมอย่างเสรี และเท่าเทียม ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา 16 เมื่อได้ประกาศกำหนดวันออกเสียงแล้ว ให้คณะกรรมการเผยแพร่กระบวนการ และขั้นตอนการออกเสียงให้ผู้มีสิทธิออกเสียงได้รับทราบอย่างทั่วถึง การจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จะต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้านอย่างเท่าเทียมกัน
ต้องให้ความสำคัญ
ต่อการลงประชามติครั้งนี้
ไม่น้อยกว่าการเลือกตั้ง ส.ส.
ประเมินว่าการลงประชามติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะช่วงหาเสียง การโฆษณาของแต่ละบุคคลและแต่ละพรรค ก็จะเน้นไปที่นโยบายความสำคัญของตัวบุคคล เบอร์ที่ต้องไปลงคะแนน โดยที่ทุกคนอาจลืมคิดไปว่าที่ทำมาทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการเลือกตั้งในกรอบของรัฐธรรมนูญเดิมที่ร่างขึ้นมาโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งมีช่องโหว่มากมาย ถ้าไม่ได้แก้ไขกติกาที่มีอยู่เลือกไปแล้ว สถานการณ์ต่างๆ ก็จะไม่ดีขึ้นเลยบางทีอาจจะแย่ลงกว่าเดิมอีก
ที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญนี้ปราบโกงไม่ใช่เรื่องจริงแต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้เกิดการโกงได้ในทุกระบบไม่ว่าจะเป็นในฝ่ายนิติบัญญัติ ในระบบบริหาร และระบบราชการ ในระบบการเงินการคลัง ในระบบยุติธรรม ข่าวการโกงการคอร์รัปชั่นจึงสะพัดไปทั่วทุกสัปดาห์ แพร่กระจายไปจนกระทั่งพวกสีเทาสีดำ พากันร่ำลือว่าที่นี่ขอให้มีเงินก็ซื้อได้หมด
ตอนนี้อาจมีคนคิดการใหญ่ที่จะซื้อระบอบปกครองของประเทศเรา โดยมีการร่ำลือเป็นสูตรว่าลงทุนเพื่อให้ได้ ส.ส. 1 คนด้วยเงิน 50 ล้าน ลงทุนหมื่นล้านจะได้ ส.ส.ประมาณ 200 คน ถ้าเลือกตั้งเสร็จแม้ได้ไม่ถึงเป้า เช่น ได้ ส.ส. 180 คนก็เตรียมเงินไว้อีก 5 พันล้าน เพื่อไปซื้อ ส.ส. หรือไปดึงพรรคการเมืองอื่นมาเสริมอีก 100 คน เมื่อมี ส.ส.รวม 280 คนก็ตั้งรัฐบาลได้
จากนั้นก็จะได้หาประโยชน์จากการมีอำนาจรัฐ ซึ่งถ้าเป็นพวกที่เลวร้ายมากอาจจะไม่ได้เข้ามาโกงกินธรรมดาแต่จะเปลี่ยนประเทศของเรากลายเป็นฐานของพวกแก๊งอาชญากรก็ได้
อุดช่องโหว่ สีเทา สีดำ
ต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่
เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ถูกร่างมาให้แก้ได้ยากมาก การมีโอกาสลงประชามติเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง ทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา จึงมีความสำคัญอย่างมากในครั้งนี้
เพราะถ้าหากไม่มีประชามติเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ เราอาจจะต้องใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ไปอีกนาน
ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ตกต่ำมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2557 และเริ่มใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ยังไม่มีสภาพทั้งเศรษฐกิจและการเมืองที่ดีขึ้นเลย
ในเมื่อมีข้อกำหนดว่าจะทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่านความเห็นชอบของประชาชนโดยการลงประชามติ ดังนั้น ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้แสดงความตั้งใจของตัวเอง
ถ้าเป็นไปได้ความเห็นของประชาชนที่เห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ควรจะมีมากกว่า 2 ใน 3 เพื่อเป็นการย้ำเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ เป็นกำลังต่อสู้ไม่ให้มีอำนาจแฝงต่างๆ เข้ามาขัดขวางกระบวนการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
ภารกิจของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องมีทั้งด้านที่แข่งขันกันและร่วมมือกัน ถ้าฟาดฟันกันให้ย่อยยับ ก็จะดับไปด้วยกัน
ต้องคิดออกจากสุ่มที่ครอบไว้ก่อน
ในขณะที่หาเสียงเลือกตั้งเชียร์ตัวเอง เชียร์พรรคการเมืองของตัวเอง ก็จะต้องให้ความรู้และสนับสนุนให้ประชาชนไปลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าเดิม
แต่อาจจะมีบางพรรคหรือบางคนไม่เห็นด้วยที่จะแก้รัฐธรรมนูญเพราะยังได้เปรียบอยู่พวกเขาก็อาจจะหาเสียงว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีแล้วไม่ควรแก้ไขซึ่งก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ไม่แน่ว่าทำอย่างนั้นแล้วคะแนนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง
การแสดงตัวที่ต้องการทำงานรณรงค์ เพื่อสร้างกระแสประชามติเห็นชอบที่จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ในช่วงเวลาหาเสียงที่เหลือเพียงแค่เดือนกว่านั้นถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง
แต่กำลังของการรณรงค์จะต้องเพิ่มมากกว่านี้หลายเท่า องค์กรอย่างไอลอว์ เพียงองค์กรเดียวไม่พอ เพราะเรากำลังสู้กับไทแรนโนซอรัสที่กำลังหวงไข่
ควรจะมีอีกหลายพรรคการเมืองเข้ามาร่วมกันทั้งอดีต ส.ส.และ ส.ว.ที่เคยผ่านการเลือกตั้งและใช้ชีวิตต่อสู้ในทางการเมืองในสภามาแล้วถือเป็นผู้มีประสบการณ์ที่ควรเข้ามาช่วยในการรณรงค์และควรจะมีนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้เข้ามาช่วยรณรงค์ ควรแสวงหาความร่วมมือจากองค์กรเอกชนและบุคคลที่มีชื่อเสียงต่างๆ ด้วย การรณรงค์แบบนี้พรรคการเมืองและนักการเมืองที่เข้าร่วม ก็น่าจะได้คะแนนมากกว่าเสีย
งานนี้ถ้าประมาทอาจแพ้ได้ ขนาดฮั้ว ส.ว.ที่มีตั้ง 3 ระดับ คืออำเภอ จังหวัด ประเทศ เขายังทำมาแล้ว ยุคนี้ใครคิดจะมาฟ้องทีหลัง ต้องรอชาติหน้า
