bg-single

ประชาชนจะเลือกตั้ง..ก็เลือกไป แต่พวกที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่จะยึดประเทศ…

10.01.2026

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ

ประชาชนจะเลือกตั้ง..ก็เลือกไปแต่พวกที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่จะยึดประเทศ…

แผนยึดประเทศภาค 1 (2549-2557)
ยึดอำนาจได้
แต่ทำให้คนรักไม่ได้ ปกครองไม่ได้

พวกที่มีอำนาจบาตรใหญ่ ต้องการปกครองประเทศแบบมีสิทธิ์เหนือผู้อื่น แต่อยากให้เรียกว่า ประเทศประชาธิปไตย ทำให้ต้องดัดแปลงโครงสร้างที่มีฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีการเลือกตั้ง มีระบบราชการให้มีลักษณะภายนอกมองดูเหมือนประเทศประชาธิปไตยทั่วไป แต่เนื้อในเป็นแบบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งทำให้การคัดเลือกผู้ปกครอง และผู้มีอำนาจในฝ่ายต่างๆ ไม่ได้มาจากประชาชนแต่มาจากผู้มีอำนาจอิทธิพลที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง

สำหรับประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นจะต้องมีการรัฐประหารยึดอำนาจก่อนฉีกรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยทิ้งแล้วร่างใหม่ ออกแบบให้ฝ่ายที่ต้องการอำนาจเหนือประชาชนได้เปรียบ

ตั้งสภา ที่มาจากการแต่งตั้ง

คัดเลือกองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นพวกตนเอง

ไล่ทักษิณ ชินวัตร ออกนอกประเทศ ยึดทรัพย์ ยุบพรรคไทยรักไทย

แผนนี้เริ่มโดยการรัฐประหาร 2549 แต่พอปี 2550 ให้เลือกตั้งใหม่ คนก็ยังเลือกพรรคทักษิณ จึงต้องใช้ทั้งชุมนุมกดดันรัฐบาล ยึดทําเนียบ ยึดสนามบินการใช้ตุลาการภิวัฒน์ ใช้การยุบพรรคและตัดสิทธิ์พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม มีการเปลี่ยนขั้วโดยตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์เข้ามาแทนรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ผล ต้องปราบปรามประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยบาดเจ็บหลายพันในปี 2553 ไม่รักไม่เพียงแต่จะติดคุก บางทีอาจถึงตาย

การพิสูจน์กำลังโดยการเลือกตั้งใหม่ปี 2554 ฝ่ายเผด็จการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ พรรคเพื่อไทยกลายเป็นรัฐบาลที่ได้เสียงเกินครึ่งสภาถึง 265 เสียง

เมื่อแพ้เลือกตั้ง กลุ่มที่ต้องการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คิดว่าน้ำท่วมจะทำให้รัฐบาลอ่อนแอและล้มลงไม่ยาก สุดท้ายไม่เป็นไปตามนั้น จึงต้องใช้แผนตุลาการภิวัฒน์ ปชป.บางส่วนแปลงกายเป็นม็อบกปปส. ไล่รัฐบาล และขัดขวางการเลือกตั้ง มีคนจำนวนมากเดินไปตามแผนโดยที่ไม่รู้เรื่อง

สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่ยอมลาออกจึงต้องรัฐประหาร ถ้าขืนให้เลือกตั้งใหม่แล้วฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังชนะเหมือนเดิมก็ไม่มีข้ออ้างอะไร

ดังนั้น ผู้บงการจึงใช้อำนาจบาตรใหญ่ ล้มรัฐบาลด้วยกำลัง

ถือเป็นการจบภาคแรกที่เริ่มด้วยการรัฐประหาร 2549 และจบลงด้วยการรัฐประหาร 2557 ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งไป 4 รัฐบาล แต่ปกครองไม่ได้

แผนสืบทอดอำนาจภาค 2 (2557-2566)

ยึดได้ แต่ทำไม่เป็น

เราจะพากันตายหมด

8 ปีที่แผนยึดอำนาจและสืบทอดอำนาจภาคแรกทำไม่สำเร็จ ดังนั้น ในภาค 2 ก็ทำแบบเปิดหน้าไม่อายใครโดยให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นผู้ทำรัฐประหารขึ้นเป็นนายกฯ เสียเอง ใช้การปกครองโดยคณะ คสช.ใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ปกครองต่อเนื่อง ขอเวลาไม่นานแค่ 5 ปี

ในช่วงเวลานั้นก็ได้ใช้สภาแต่งตั้งของตัวเอง เตรียมการ 2 เรื่อง คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ขณะเดียวกันก็เตรียมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตั้งแต่มิถุนายน 2558

ท้ายก็ให้มี ส.ว.แต่งตั้งเข้าไปเลือกนายกฯ เพื่อจะสืบทอดอำนาจต่อไปได้จริง ถ้าไม่มีอันนี้คงไม่มีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่มาจากการเลือกตั้งสืบทอดอำนาจต่อจากรัฐบาล คสช. เพราะแม้ว่าจะปกครองมา 5 ปี ก็ยังไม่ได้ใจประชาชน ต้องใช้เทคนิคเลือกตั้งบัตรใบเดียวบัตรเขย่ง ทั้งดูดทั้งซื้อ ในที่สุดก็ได้เป็นรัฐบาลปี 2562-66

ถ้านับจากปี 2557 ที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่มาจนถึงการหมดวาระในปี 2566 ถือว่าได้ปกครองต่อเนื่องมาถึง 9 ปี เกือบครึ่งหนึ่งของแผนสืบทอดอำนาจ 20 ปี เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม มีเงินเต็ม ใช้งบประมาณไปถึง 28 ล้านล้าน แต่ประชาชนไม่ยอมรับ

แผนสืบทอดอำนาจภาค 3 (2566-2569)
พอเริ่ม ก็ล้ม ต้องเปลี่ยนแผน

ถ้าจะปกครองสืบทอดอำนาจต่อเนื่องให้ครบ 20 ปี หมายความว่าจะต้องเป็นรัฐบาลอีก 3 สมัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

แผนเลือกตั้งปี 2566 พวกเขาก็ลองเสี่ยงดูโดยให้พลเอกประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ และพยายามจะยกระดับพรรครวมไทยสร้างชาติให้เป็นพรรคนำของอนุรักษนิยม หวังรวบรวมเสียงให้เกินครึ่งสภา เพราะยังมีความได้เปรียบ ก็คือ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนยังมีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯ อีก 1 ครั้งก่อนจะหมดวาระ

แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ นั่นเพราะเขาประเมินประชาชนผิดไป ภาพรวมของการเลือกตั้ง 2566 ก็คือประชาชนไม่เอาพลเอกประยุทธ์แล้ว

ฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตย เลือกพรรคก้าวไกลถึง 15.4 ล้านกว่า และเลือกพรรคเพื่อไทยเกือบ 10.9 ล้าน เสียงประชาชนที่เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งมีพลเอกประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้แค่ 4.7 ล้าน เสียงภูมิใจไทยได้ 1.1 ล้าน ปชป.ได้ 900,000 กว่าเสียง พรรคพลังประชารัฐโดยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้แค่ 5 แสนกว่าเสียง เสียงพรรคอนุรักษนิยมรวมกันแล้วไม่ถึง 8 ล้านเสียง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่แย่ยิ่งกว่าปี 2554

ประชาชนก้าวหน้ามากขึ้น ไม่ยอมรับอำนาจที่มีลักษณะเป็นอำมาตยาธิปไตย แต่กลุ่มที่ต้องการสืบทอดอำนาจไม่สนใจ ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือทำอย่างไรจะให้มีอำนาจ ส.ว.อยู่ในมือให้นานที่สุด

ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ

ทำลายกำลังของฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายเป็นกลาง

แผนเปลี่ยน ตามผลการเลือกตั้ง

ดึงทักษิณมาถ่วงดุลอำนาจ

และเป็นตัวประกัน

หลังเลือกตั้ง มีการใช้ ส.ว.สกัดไม่ให้พรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล และจัดการตั้งรัฐบาลข้ามขั้วโดยดึงทักษิณให้กลับเข้ามาในประเทศ จากนั้นเมื่อเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ก็สามารถฉีกแนวร่วมระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกลให้แยกจากกันตามหลักแบ่งแยกและปกครอง

จังหวะที่ 2 ของแผนการนี้ก็คือ จัดการเลือก ส.ว.ตามกฎที่ให้เลือกกันเองให้กลายเป็นแบบ ส.ว.ฮั้ว แม้ผิดกฎหมายก็ไม่สนใจ สิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าคนกลุ่มนี้จะทำได้ก็สามารถทำได้ มี ส.ว.ฮั้วถึง 140 คน เกินกว่า 2 ใน 3

แม้จะมีพยานหลักฐานมากมายแต่ก็ไม่มีใครเอาผิดได้ ยังลอยนวลเลือกกรรมการองค์กรอิสระกันอยู่ทุกวันทำตามเป้าหมายเป๊ะๆ

เมื่อเห็นว่า ทักษิณไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษที่จะช่วยให้สถานการณ์ฝ่ายตัวเองดีขึ้น อำนาจบาตรใหญ่ก็จัดการเชือดพรรคเพื่อไทย โดยล้มรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ลงและเมื่อรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ถูกตั้งขึ้นทดแทน ก็จัดการล้มในจังหวะต่อไป พร้อมส่งทักษิณเข้าคุก กลายเป็นตัวประกันอย่างสมบูรณ์

ฝ่ายอนุรักษนิยมหวังว่า พรรคภูมิใจไทยจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการบริหารอำนาจรัฐได้ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต จึงจัดการล้มรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร และพร้อมเลือกตั้งใหม่ สัญญา MOA กับพรรคประชาชนก็เป็นเพียงเกมส่วนหนึ่งที่ใช้มาล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

การเลือกตั้ง 2569
ยังใช้แผนอำนาจบาตรใหญ่
แบ่งแยกแล้วปกครอง
และตุลาการภิวัฒน์

1.แผนที่ใช้ในการเลือกตั้ง 2569 ยังคงเป็นแผนเดิม เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมรู้ว่า พวกเขาไม่สามารถเป็นเสียงข้างมากได้ เพราะ 2 พรรคหลักที่พวกเขาไม่ชอบก็คือพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย อาจจะได้เสียงถึงครึ่งสภา ถ้าจะตั้งรัฐบาลเป็นตัวแทนฝ่ายอำมาตยาธิปไตยได้ ต้องแยกสองพรรคนี้ออกจากกัน ยิ่งทะเลาะกันแตกหักยิ่งดี

2. ขังอดีตนายกฯ ทักษิณไว้ต่อไป เพื่อบีบบังคับให้สนับสนุนคนที่เขาต้องการเป็นนายกฯ

3. สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะดูดดึง ใช้อำนาจอย่างไรก็ทำได้ ดังนั้น จึงมีคนแห่เข้าไปสู่พรรคภูมิใจไทย โดยหวังจะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล

4. ไม่สนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

นี่คือยุคของการใช้อำนาจบาตรใหญ่ โดนัลด์ ทรัมป์ยังยกกำลังข้ามประเทศไปจับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แล้วคงจะเข้าไปบริหารทรัพยากรแบบที่เคยทำมาแล้วที่อิรักและลิเบีย

ดังนั้น การใช้อำนาจบาตรใหญ่ในประเทศเล็กๆ จึงถือเป็นเรื่องธรรมดา รัฐมนตรียุติธรรมหรือนายกรัฐมนตรีก็ถูกปลดได้

ขอย้ำอีกครั้งว่า พวกเขาไม่สนใจคะแนนนิยมของประชาชน สิ่งที่พวกเขาต้องการคืออำนาจบริหาร อำนาจชี้ถูกชี้ผิด รักษา ส.ว.ฮั้ว และรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้ให้นานที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”