ประชาชนจะเลือกตั้ง..ก็เลือกไป แต่พวกที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่จะยึดประเทศ…
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ประชาชนจะเลือกตั้ง..ก็เลือกไปแต่พวกที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่จะยึดประเทศ…
แผนยึดประเทศภาค 1 (2549-2557)
ยึดอำนาจได้
แต่ทำให้คนรักไม่ได้ ปกครองไม่ได้
พวกที่มีอำนาจบาตรใหญ่ ต้องการปกครองประเทศแบบมีสิทธิ์เหนือผู้อื่น แต่อยากให้เรียกว่า ประเทศประชาธิปไตย ทำให้ต้องดัดแปลงโครงสร้างที่มีฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีการเลือกตั้ง มีระบบราชการให้มีลักษณะภายนอกมองดูเหมือนประเทศประชาธิปไตยทั่วไป แต่เนื้อในเป็นแบบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งทำให้การคัดเลือกผู้ปกครอง และผู้มีอำนาจในฝ่ายต่างๆ ไม่ได้มาจากประชาชนแต่มาจากผู้มีอำนาจอิทธิพลที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง
สำหรับประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นจะต้องมีการรัฐประหารยึดอำนาจก่อนฉีกรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยทิ้งแล้วร่างใหม่ ออกแบบให้ฝ่ายที่ต้องการอำนาจเหนือประชาชนได้เปรียบ
ตั้งสภา ที่มาจากการแต่งตั้ง
คัดเลือกองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นพวกตนเอง
ไล่ทักษิณ ชินวัตร ออกนอกประเทศ ยึดทรัพย์ ยุบพรรคไทยรักไทย
แผนนี้เริ่มโดยการรัฐประหาร 2549 แต่พอปี 2550 ให้เลือกตั้งใหม่ คนก็ยังเลือกพรรคทักษิณ จึงต้องใช้ทั้งชุมนุมกดดันรัฐบาล ยึดทําเนียบ ยึดสนามบินการใช้ตุลาการภิวัฒน์ ใช้การยุบพรรคและตัดสิทธิ์พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม มีการเปลี่ยนขั้วโดยตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์เข้ามาแทนรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ผล ต้องปราบปรามประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยบาดเจ็บหลายพันในปี 2553 ไม่รักไม่เพียงแต่จะติดคุก บางทีอาจถึงตาย
การพิสูจน์กำลังโดยการเลือกตั้งใหม่ปี 2554 ฝ่ายเผด็จการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ พรรคเพื่อไทยกลายเป็นรัฐบาลที่ได้เสียงเกินครึ่งสภาถึง 265 เสียง
เมื่อแพ้เลือกตั้ง กลุ่มที่ต้องการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คิดว่าน้ำท่วมจะทำให้รัฐบาลอ่อนแอและล้มลงไม่ยาก สุดท้ายไม่เป็นไปตามนั้น จึงต้องใช้แผนตุลาการภิวัฒน์ ปชป.บางส่วนแปลงกายเป็นม็อบกปปส. ไล่รัฐบาล และขัดขวางการเลือกตั้ง มีคนจำนวนมากเดินไปตามแผนโดยที่ไม่รู้เรื่อง
สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่ยอมลาออกจึงต้องรัฐประหาร ถ้าขืนให้เลือกตั้งใหม่แล้วฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังชนะเหมือนเดิมก็ไม่มีข้ออ้างอะไร
ดังนั้น ผู้บงการจึงใช้อำนาจบาตรใหญ่ ล้มรัฐบาลด้วยกำลัง
ถือเป็นการจบภาคแรกที่เริ่มด้วยการรัฐประหาร 2549 และจบลงด้วยการรัฐประหาร 2557 ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งไป 4 รัฐบาล แต่ปกครองไม่ได้
แผนสืบทอดอำนาจภาค 2 (2557-2566)
ยึดได้ แต่ทำไม่เป็น
เราจะพากันตายหมด
8 ปีที่แผนยึดอำนาจและสืบทอดอำนาจภาคแรกทำไม่สำเร็จ ดังนั้น ในภาค 2 ก็ทำแบบเปิดหน้าไม่อายใครโดยให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นผู้ทำรัฐประหารขึ้นเป็นนายกฯ เสียเอง ใช้การปกครองโดยคณะ คสช.ใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ปกครองต่อเนื่อง ขอเวลาไม่นานแค่ 5 ปี
ในช่วงเวลานั้นก็ได้ใช้สภาแต่งตั้งของตัวเอง เตรียมการ 2 เรื่อง คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ขณะเดียวกันก็เตรียมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตั้งแต่มิถุนายน 2558
ท้ายก็ให้มี ส.ว.แต่งตั้งเข้าไปเลือกนายกฯ เพื่อจะสืบทอดอำนาจต่อไปได้จริง ถ้าไม่มีอันนี้คงไม่มีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่มาจากการเลือกตั้งสืบทอดอำนาจต่อจากรัฐบาล คสช. เพราะแม้ว่าจะปกครองมา 5 ปี ก็ยังไม่ได้ใจประชาชน ต้องใช้เทคนิคเลือกตั้งบัตรใบเดียวบัตรเขย่ง ทั้งดูดทั้งซื้อ ในที่สุดก็ได้เป็นรัฐบาลปี 2562-66
ถ้านับจากปี 2557 ที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่มาจนถึงการหมดวาระในปี 2566 ถือว่าได้ปกครองต่อเนื่องมาถึง 9 ปี เกือบครึ่งหนึ่งของแผนสืบทอดอำนาจ 20 ปี เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม มีเงินเต็ม ใช้งบประมาณไปถึง 28 ล้านล้าน แต่ประชาชนไม่ยอมรับ
แผนสืบทอดอำนาจภาค 3 (2566-2569)
พอเริ่ม ก็ล้ม ต้องเปลี่ยนแผน
ถ้าจะปกครองสืบทอดอำนาจต่อเนื่องให้ครบ 20 ปี หมายความว่าจะต้องเป็นรัฐบาลอีก 3 สมัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
แผนเลือกตั้งปี 2566 พวกเขาก็ลองเสี่ยงดูโดยให้พลเอกประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ และพยายามจะยกระดับพรรครวมไทยสร้างชาติให้เป็นพรรคนำของอนุรักษนิยม หวังรวบรวมเสียงให้เกินครึ่งสภา เพราะยังมีความได้เปรียบ ก็คือ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนยังมีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯ อีก 1 ครั้งก่อนจะหมดวาระ
แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ นั่นเพราะเขาประเมินประชาชนผิดไป ภาพรวมของการเลือกตั้ง 2566 ก็คือประชาชนไม่เอาพลเอกประยุทธ์แล้ว
ฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตย เลือกพรรคก้าวไกลถึง 15.4 ล้านกว่า และเลือกพรรคเพื่อไทยเกือบ 10.9 ล้าน เสียงประชาชนที่เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งมีพลเอกประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้แค่ 4.7 ล้าน เสียงภูมิใจไทยได้ 1.1 ล้าน ปชป.ได้ 900,000 กว่าเสียง พรรคพลังประชารัฐโดยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้แค่ 5 แสนกว่าเสียง เสียงพรรคอนุรักษนิยมรวมกันแล้วไม่ถึง 8 ล้านเสียง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่แย่ยิ่งกว่าปี 2554
ประชาชนก้าวหน้ามากขึ้น ไม่ยอมรับอำนาจที่มีลักษณะเป็นอำมาตยาธิปไตย แต่กลุ่มที่ต้องการสืบทอดอำนาจไม่สนใจ ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือทำอย่างไรจะให้มีอำนาจ ส.ว.อยู่ในมือให้นานที่สุด
ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ
ทำลายกำลังของฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายเป็นกลาง
แผนเปลี่ยน ตามผลการเลือกตั้ง
ดึงทักษิณมาถ่วงดุลอำนาจ
และเป็นตัวประกัน
หลังเลือกตั้ง มีการใช้ ส.ว.สกัดไม่ให้พรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล และจัดการตั้งรัฐบาลข้ามขั้วโดยดึงทักษิณให้กลับเข้ามาในประเทศ จากนั้นเมื่อเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ก็สามารถฉีกแนวร่วมระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกลให้แยกจากกันตามหลักแบ่งแยกและปกครอง
จังหวะที่ 2 ของแผนการนี้ก็คือ จัดการเลือก ส.ว.ตามกฎที่ให้เลือกกันเองให้กลายเป็นแบบ ส.ว.ฮั้ว แม้ผิดกฎหมายก็ไม่สนใจ สิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าคนกลุ่มนี้จะทำได้ก็สามารถทำได้ มี ส.ว.ฮั้วถึง 140 คน เกินกว่า 2 ใน 3
แม้จะมีพยานหลักฐานมากมายแต่ก็ไม่มีใครเอาผิดได้ ยังลอยนวลเลือกกรรมการองค์กรอิสระกันอยู่ทุกวันทำตามเป้าหมายเป๊ะๆ
เมื่อเห็นว่า ทักษิณไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษที่จะช่วยให้สถานการณ์ฝ่ายตัวเองดีขึ้น อำนาจบาตรใหญ่ก็จัดการเชือดพรรคเพื่อไทย โดยล้มรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ลงและเมื่อรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ถูกตั้งขึ้นทดแทน ก็จัดการล้มในจังหวะต่อไป พร้อมส่งทักษิณเข้าคุก กลายเป็นตัวประกันอย่างสมบูรณ์
ฝ่ายอนุรักษนิยมหวังว่า พรรคภูมิใจไทยจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการบริหารอำนาจรัฐได้ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต จึงจัดการล้มรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร และพร้อมเลือกตั้งใหม่ สัญญา MOA กับพรรคประชาชนก็เป็นเพียงเกมส่วนหนึ่งที่ใช้มาล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเท่านั้น
การเลือกตั้ง 2569
ยังใช้แผนอำนาจบาตรใหญ่
แบ่งแยกแล้วปกครอง
และตุลาการภิวัฒน์
1.แผนที่ใช้ในการเลือกตั้ง 2569 ยังคงเป็นแผนเดิม เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมรู้ว่า พวกเขาไม่สามารถเป็นเสียงข้างมากได้ เพราะ 2 พรรคหลักที่พวกเขาไม่ชอบก็คือพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย อาจจะได้เสียงถึงครึ่งสภา ถ้าจะตั้งรัฐบาลเป็นตัวแทนฝ่ายอำมาตยาธิปไตยได้ ต้องแยกสองพรรคนี้ออกจากกัน ยิ่งทะเลาะกันแตกหักยิ่งดี
2. ขังอดีตนายกฯ ทักษิณไว้ต่อไป เพื่อบีบบังคับให้สนับสนุนคนที่เขาต้องการเป็นนายกฯ
3. สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะดูดดึง ใช้อำนาจอย่างไรก็ทำได้ ดังนั้น จึงมีคนแห่เข้าไปสู่พรรคภูมิใจไทย โดยหวังจะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล
4. ไม่สนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
นี่คือยุคของการใช้อำนาจบาตรใหญ่ โดนัลด์ ทรัมป์ยังยกกำลังข้ามประเทศไปจับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แล้วคงจะเข้าไปบริหารทรัพยากรแบบที่เคยทำมาแล้วที่อิรักและลิเบีย
ดังนั้น การใช้อำนาจบาตรใหญ่ในประเทศเล็กๆ จึงถือเป็นเรื่องธรรมดา รัฐมนตรียุติธรรมหรือนายกรัฐมนตรีก็ถูกปลดได้
ขอย้ำอีกครั้งว่า พวกเขาไม่สนใจคะแนนนิยมของประชาชน สิ่งที่พวกเขาต้องการคืออำนาจบริหาร อำนาจชี้ถูกชี้ผิด รักษา ส.ว.ฮั้ว และรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้ให้นานที่สุด
