หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของพรรค
และยุทธวิธีของประชาธิปัตย์
มีคนถามว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จึงใช้วิธีหาเสียงแบบตัดขาดสัมพันธไมตรีกับบางพรรค เช่น พรรคกล้าธรรม
1. สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการขณะนี้คือการฟื้นตัวของพรรค ซึ่งไม่เพียงแต่จะชูอุดมการณ์และคนมีชื่อเสียงยุคเก่าขึ้นมา แต่มีเป้าหมายให้ได้จำนวน ส.ส.ไม่น้อยกว่าปี 2566 การหา ส.ส.เป็นเรื่องหลัก การไปร่วมรัฐบาลเป็นเรื่องรอง เรื่องนายกรัฐมนตรีไม่ต้องไปพูดถึงเพราะยังห่างไกล
ในทางยุทธศาสตร์ ปชป.ต้องรอ พวกเขาสามารถสร้างความนิยมขึ้นมาใหม่จากการเป็นฝ่ายค้านซึ่งเขาเคยทำมาแล้วในอดีต ดังนั้น การได้ ส.ส.ครั้งนี้จึงมีความสำคัญที่สุดไม่ใช่การเป็นรัฐบาล เพราะพวกที่อยากเป็นรัฐมนตรีได้ย้ายไปอยู่พรรคอื่นกันเกือบหมดแล้ว
2. พื้นที่ที่ปะทะกันในการชิง ส.ส.พรรค ปชป.ปะทะกับกล้าธรรมและภูมิใจไทยในหลายพื้นที่ทางภาคใต้
ซึ่งสภาพการต่อสู้ในขณะนี้ ปชป.รู้ว่าการต่อสู้ทางภาคพื้นดินฐานเดิมของตัวเองถูกรุกหนัก การลดเครดิตของคู่ต่อสู้ เป็นเรื่องจำเป็น
ดังนั้น สิ่งที่ ปชป.ต้องทำก็คือสร้างความแตกต่าง แต่จะบอกว่าตัวเองดีเลิศประเสริฐศรีก็พูดไม่ถนัดเพราะทั้งผลงานและพฤติกรรมในอดีต พรรคอื่นๆ ก็สามารถหยิบยกขึ้นมาโจมตีได้ทั้งสิ้น ทั้งเกมในสภา เกมในท้องถนน ผลงานขณะที่เป็นรัฐบาลมาหลายครั้งก็ย่อมมีจุดบกพร่องให้โจมตีมากเป็นธรรมดา
ดังนั้น ความแตกต่างที่จะสร้างขึ้นก็ต้องใช้วิธีเปรียบเทียบ ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ผ้าขาว สิ่งที่ ปชป.กำลังทำคือเอาเสื้อเก่าสีตุ่นๆ ที่ตัวเองใส่อยู่ ไปเปรียบเทียบกับเสื้อสีเทาหรือสีดำ ซึ่งจะทำให้ดูขาวกว่า
และก็บอกว่า ไม่อยากถูกนำไปซักปนกับผ้าสีเทาสีดำเหล่านั้นเดี๋ยวสีจะตกมาใส่
3. มองในเชิงการชิงอำนาจ ปชป.แม้พร้อมจะเป็นฝ่ายค้านแต่ถ้าเป็นรัฐบาลได้ก็ดี เพียงแต่วันนี้จำนวน ส.ส.ที่คาดว่าจะได้ไม่น่าจะเกิน 30 ดังนั้นจึงไม่สามารถไปเปรียบเทียบกับพรรคประชาชน เพื่อไทยหรือภูมิใจไทยได้ ที่จะเปรียบเทียบก็คือพรรคกล้าธรรม ที่ประเมินกันว่าน่าจะมีจำนวน ส.ส.มากกว่า ปชป.เล็กน้อย
ถ้าพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค รวมเสียงกัน 2 พรรคแล้วใกล้เคียงกับ 250 คน จำเป็นที่จะต้องดึงพรรคการเมืองขนาดกลางหรือเล็กเข้ามาร่วมเพื่อจะให้มีเสียงประมาณ 280-300 ดังนั้น พรรคที่ได้ประมาณ 30-50 จะเป็นตัวเลือกแรกทันที
ถ้ามองในเชิงปริมาณ พรรคกล้าธรรมน่าจะเป็นตัวเลือกที่ 1 และพรรค ปชป.จะเป็นตัวเลือกที่ 2
แต่ถ้ามองในแง่ภาพลักษณ์ ปชป.จะนำหน้าอยู่
ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของพรรคกล้าธรรม
ยุทธศาสตร์ของพรรคกล้าธรรม คือรวบรวมดึงและดูด ส.ส.ที่มีโอกาสชนะเลือกตั้งมารวมไว้ แต่ก็ต้องแข่งกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแม่เหล็กที่มีขนาดใหญ่กว่า
ยุทธวิธีของพรรคกล้าธรรมเป็นแบบมวยเข้าคลุกวงใน รูปมวยไม่สวย แต่แข็งแรงมีเข่าเป็นอาวุธ ต้องรอถึงวันเลือกตั้งก็จะรู้ว่ามีอาวุธหนักจริงหรือไม่ เพราะพรรคนี้ไม่มีกระแส ต้องหวัง ส.ส.เขตเป็นหลักแม้จะมีการคาดหวังไว้ว่าจะได้ถึง 50 แต่ในความเป็นจริงได้เกิน 30 คนก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว
พรรคกล้าธรรมไม่ต้องการสู้ทั้งประเทศแต่จะเลือกสู้บางเขตที่มีโอกาส
ปัญหาก็คือ จะได้ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กี่คน บทเรียนในการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมาพรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.เขต 39 คน แต่ทำคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้เพียง 5 แสนกว่าจึงได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แค่ 1 คน
ตอนนี้ขึ้นอยู่กับยุทธวิธีของพรรคกล้าธรรม ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกระแสที่มีการโจมตีอัดเข้ามาอยู่เรื่อยๆ อาจทำคะแนนได้ 5-7 แสน แพ้ ปชป.แน่นอน กล้าธรรมน่าจะได้ปาร์ตี้ลิสต์ไม่เกิน 2 คน แต่ถ้าได้เข้าร่วมรัฐบาลปาร์ตี้ลิสต์หัวแถว ก็อาจขยับไปเป็นรัฐมนตรีและเลื่อนคนถัดไปขึ้นมา
เมื่อ ปชป.ประกาศว่าไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม หรือกับรัฐบาลที่มีพรรคกล้าธรรม ก็เท่ากับบีบให้แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจำเป็นจะต้องเลือก ระหว่างพรรคกล้าธรรมกับพรรค ปชป.
ถ้ากล้าธรรมทำได้ไม่ถึงเป้าที่คิดว่าจะได้ประมาณ 50 คน แต่มาได้ ส.ส.ใกล้เคียงกับ ปชป.ก็มีสิทธิ์หลุดไปเป็นฝ่ายค้านได้ กลายเป็นพรรคอะไหล่สำหรับแกนนำรัฐบาลที่มีไว้เตรียมเข้ามาเสริมเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหา
สำหรับพรรคกล้าธรรม การไม่ได้เป็นรัฐบาลคือปัญหาใหญ่ เพราะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในการเป็นฝ่ายค้าน และยังจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายของคนทั้งพรรค
การสำรวจความคิดเห็นหรือโพล
กลายเป็นยุทธวิธีในการหาเสียงอย่างหนึ่ง
ปัจจุบันการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชี้นำ โดยกลุ่มการเมืองต่างๆ ก็คิดว่าถ้ายิ่งเป็นที่นิยมก็จะทำให้คนเลือกมากขึ้น เพราะอยากจะเลือกผู้ชนะหรือพรรคที่มีบทบาทเป็นที่หนึ่งที่สอง
แต่ยิ่งมีผลสำรวจออกมามากขึ้น พบว่า สิ่งที่ได้รับเป็นการเสนอความคิดเห็นของคนเฉพาะกลุ่มซึ่งมีความนิยมแตกต่างกัน ไม่ใช่ความเป็นไปได้ในการเลือกตั้งรวม
สภาพปัจจุบัน ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่ออกมาจึงมี 2 แบบ คือ
แบบที่ 1 เป็นการถามความเห็นประชาชนเฉพาะกลุ่ม หรือสมาชิกของสื่อต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าสมาชิกเหล่านั้นมีความคิดเห็นคล้ายกัน ดังนั้น เวลาตั้งคำตอบหรือการเลือกบุคคลและเลือกพรรคการเมือง ก็จะมีแนวโน้มเทไปทางใดทางหนึ่ง
แบบที่ 2 คือความพยายามที่จะจำลองการเลือกตั้งจริงในระดับประเทศ ซึ่งทำยากมาก จะเชื่อถือได้หรือไม่ มีนักวิเคราะห์บางท่านเสนอความคิดเห็นว่า ต้องดูวิธีการทำแบบสำรวจนั้นๆ ที่สำคัญคือกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สำรวจมีจำนวนมากเพียงพอหรือไม่
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งปี 2569 มีประมาณ 53 ล้านคน เฉลี่ยเขตเลือกตั้งแต่ละเขตจะมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 130,000 คน
ถ้าสำรวจการเลือกตั้ง ส.ส. 400 เขตทั่วประเทศ และใช้ตัวอย่างเพียงแค่ 2,000 กว่าหรือ 3,000 แสดงว่า 1 เขต มีตัวอย่าง 5-7 คนเท่านั้น
ปัจจุบันการปกครองท้องถิ่นในระดับย่อยซึ่งมีทั้ง อบต. 5,000 กว่าแห่งและเทศบาล 2,000 กว่าแห่งรวมกันแล้วก็เกิน 7,000 ทุกวันนี้เรามีจำนวนตำบลถึง 7,255 ตำบล ซึ่งผู้คนในทุกตำบลรู้จักการเมืองเคยผ่านการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เฉลี่ยแล้วแต่ละเขตเลือกตั้งมี 15-20 ตำบล แสดงว่าการสำรวจข้อมูลในแต่ละเขตไม่สามารถทำได้แม้แต่ตำบลละ 1 คน
(การทำสำรวจทั่วไป แม้ไม่อาจวัดจำนวน ส.ส.เขตในขอบเขตทั่วทั้งประเทศ แต่สามารถได้ผลใกล้เคียงกระแสความนิยมที่เป็นคะแนน Party List)
การทำสำรวจเชิงยุทธวิธี
ของแต่ละพรรคคือของจริง
ปัจจุบันพรรคการเมืองทำการสำรวจเองแต่ละเขต เพื่อหาจุดอ่อนจุดแข็งทุกเขต และประเมินภาพรวมระดับประเทศได้ เพื่อในโค้งสุดท้ายจะเลือกสู้เขตใดบ้าง
การสำรวจ ส.ส.เขตที่น่าเชื่อถือ มีการจ้างมืออาชีพทำ มีจำนวนตัวอย่างมากพอที่จะสะท้อนความคิดเห็นของประชากรในแต่ละเขต
ถ้าจะวิเคราะห์ผล ส.ส.เขตที่น่าเชื่อถือ ต้องมีปัจจัยเสริมอื่นๆ ประกอบเข้าไปด้วย เพราะมีคนจำนวนมากไม่พูดหรือไม่บอกความจริง โดยเฉพาะเขตที่มีการใช้เงินซื้อเสียงกันมากๆ ข้อมูลที่ได้รับจะคลาดเคลื่อน เพราะไม่มีผู้ที่รับเงินซื้อเสียงคนไหนออกมาบอกว่าตัวเองจะเลือกใคร ต่อให้รับเงินแล้วไม่เลือกก็ไม่พูด กระแสที่เห็นอยู่ในเขตต่างๆ อาจจะไม่ใช่แนวโน้มของผลเลือกตั้งจริง
ดังนั้น การคาดคะเนผลการเลือกตั้งนอกจากทำแบบสำรวจมาจำนวนหนึ่งแล้วยังต้องอาศัยข้อมูลท้องถิ่นว่าในแต่ละตำบล ทั้งบ้านใหญ่บ้านเล็กนักการเมืองท้องถิ่นสนับสนุนใคร และกำลังทรัพยากร ใครมีมากกว่า
ตามข่าวที่ได้รับล่าสุดของพรรคใหญ่ที่กำลังลุ้นหนัก เช็กจากเขตเลือกตั้งสรุปว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ประมาณ 150 มากกว่าวันที่เริ่มรับสมัคร
และประเมินว่าได้มากกว่าพรรคประชาชนเล็กน้อยโดยให้เหตุผลว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้จำนวน ส.ส.เขตเท่าเดิมแต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไม่น่าได้น้อยกว่าเดิม
พรรคเพื่อไทยได้ที่ 3 ประมาณ 100 เนื่องจากจะแพ้ทางเขตอีสานใต้ให้กับภูมิใจไทยทั้งหมด ส่วนพรรคกล้าธรรม ประมาณ 30 พรรค ปชป.ไม่มากกว่าเดิม แม้ได้ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม
และสิ่งที่พบคือ ประชาชนยังรู้เรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่น้อยมาก
ยุทธวิธีถัดจากนี้คือ….สาดสีเทาให้เลอะกันทั่วหน้า
